ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 580 พระราชโองการสุดท้าย
ไทเฮามองดูจีหมิงเยว่ นางพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว เพราะแม้นางจะหนาด้านเพียงใด แต่ก็ไม่อาจกล่าวว่าตนมีสายเลือดตระกูลจ้าวได้ จีหมิงเยว่แย้มยิ้มบางก่อนจะกล่าวต่อว่า “บางคนไม่เพียงไม่มีสายเลือดตระกูลจ้าว แต่ยังนั่งอยู่ในตำแหน่งสูงของตระกูลจ้าว ทั้งที่แม้แต่ไข่ของตระกูลจ้าวก็ไม่อาจออกได้ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่านางมีความกล้าเช่นไรถึงได้ยืนอยู่ที่นี่”
ผู้คนรอบข้างที่ได้ยินถ้อยคำนี้ต่างพากันสูดลมหายใจเฮือก ประโยคนี้นับได้ว่าเป็นการเยาะเย้ยถึงขีดสุด ทุกคนต่างรู้ดีว่าฮ่องเต้ไม่ใช่โอรสแท้ ๆ ของไทเฮา และรู้ว่าไทเฮาไม่เคยมีบุตรชายมาก่อน แต่ไม่เคยมีผู้ใดกล้าพูดออกมาตรง ๆ แม้แต่ตัวฮ่องเต้เอง ทว่าบัดนี้กลับถูกองค์หญิงหมิงเยว่เปิดโปงอย่างตรงไปตรงมา ข่าวลือไม่ได้บอกหรือว่าองค์หญิงหมิงเยว่เย็นชาไม่คบหาผู้ใด เช่นนั้นนางก็ควรจะพูดจาไม่เก่งมิใช่หรือ เหตุใดจึงมีวาทศิลป์ที่ ‘ล้ำลึก’ เช่นนี้
ครั้งนี้ไทเฮาไม่เพียงแค่พูดไม่ออก แม้แต่การหายใจก็ยังติดขัด ผ่านมากี่ปีแล้วไม่มีใครกล้าลบหลู่นางเช่นนี้ มานานเท่าใดแล้ว สิ่งที่ไทเฮาไม่รู้ก็คือฮ่องเต้ไม่เพียงเป็นที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ขององค์หญิงหมิงเยว่เท่านั้น แต่ยังเป็นที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ของนางเช่นกัน หลังฮ่องเต้จากไป นางผู้เป็นไทเฮาที่ไร้ทายาทสืบสกุลจะมีความหมายอันใดในวังหลวงแห่งนี้ หากว่าจ้าวเชียวยังอยู่ก็คงจะดี แม้จะไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่อย่างน้อยก็มีบุญคุณที่เลี้ยงดูกันมา แต่จ้าวเชียวก็จากไปเสียแล้ว สุดท้ายจีหมิงเยว่จึงเอ่ยเสียงเบาว่า “แจกันก็ควรจะรู้จักหน้าที่ของแจกัน อย่าวางเกะกะขวางทางผู้อื่น ระวังจะถูกเตะจนแตกละเอียด เช่นนั้นจะไม่คุ้มเสียแล้ว”
ประโยคนี้เปรียบดังฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ล้มลง ทำให้สายตาไทเฮาพร่ามัวและทรุดลงไปทันที อาจเป็นเพราะคำพูดของจีหมิงเยว่ทำให้หลายคนเข้าใจ ไทเฮาที่ล้มลงไปจึงไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยพยุง
ในเวลาเดียวกัน องค์หญิงหมิงเยว่ที่ซ่อนตัวอยู่ในร่าง เมื่อได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้เข้า ความรู้สึกโศกเศร้าก็จางลงไปบ้าง
“พี่หญิง… ท่านเก่งมากเลย” หากนางเป็นผู้ควบคุมร่างนี้ ก็เป็นไปได้มากว่านางคงเลือกที่จะเพิกเฉย แทนที่จะเผชิญหน้าอย่างแข็งกร้าวเช่นนี้
จ้าวฉงเห็นว่าไม่มีผู้ใดจัดการสถานการณ์ จึงชำเลืองมองไทเฮาที่สลบไปแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ไทเฮาประชวร พาพระองค์ไปดูแลด้วย”
“พะยะค่ะ” จ้าวอี๋รับคำแล้วสั่งขันทีสองคนให้พาไทเฮาออกไป จากนั้นจีหมิงเยว่ก็จูงมือเสี่ยวอวี่เอ๋อร์พลางกวาดตามองไปทั่ว
“ยังมีผู้ใดมีความเห็นต่อข้าอีกหรือไม่?” ทุกคนที่โดนสายตาของนางจับจองต่างพากันก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตากับนาง ในตอนนั้นเองเจียนจื่อเต้าจึงได้พูดกลบเกลื่อนขึ้นมา
“ท่านขันที องค์หญิงหมิงเยว่ก็มาถึงแล้ว สมควรประกาศพระราชโองการครั้งสุดท้ายของฝ่าบาทได้แล้วกระมัง” เมื่อได้ยินเช่นนั้น องค์หญิงหมิงเยว่จึงหันมองไปทางเจียนจื่อเต้า
ทุกคนก็ได้สติกลับมาจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น พระราชโองการของฮ่องเต้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ จ้าวฉงพยักหน้า “พระราชโองการของฝ่าบาทอยู่ในมือของท่านอูอันกง ต่อไปจะให้ท่านอูอันกงเป็นผู้ประกาศ”
ท่านอูอันกง! ทันใดนั้นทุกคนก็เข้าใจว่าทำไมหลี่เต้าถึงได้ยืนอยู่ด้านบนสุด ในขณะเดียวกันทุกคนต่างก็รู้สึกตกตะลึงในความโปรดปรานที่ฮ่องเต้มีต่อหลี่เต้า แม้แต่พระราชโองการก็ยังมอบให้อยู่ในมือของเขา ดังนั้นสายตาของทุกคนจึงจับจ้องไปยังหลี่เต้า
หลี่เต้าก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จนมาถึงริมขั้นบันได จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ หยิบพระราชโองการออกมาจากในอกเสื้อ สายตาของทุกคนจับจ้องตามพระราชโองการ ผู้คนที่อยู่ใต้บันไดต่างสงสัยว่าเนื้อความในพระราชโองการของฮ่องเต้คืออะไร แม้แต่หลี่เต้าเองก็สงสัยเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงค่อย ๆ คลี่พระราชโองการออก ในขณะที่พระราชโองการถูกเปิดออกนั้น เสียงมังกรคำรามก็ได้แว่วดังขึ้นมาจากพระราชโองการ หลี่เต้าจ้องมองเนื้อความบนพระราชโองการ เมื่อมองเห็นได้ชัดเจนแล้ว ทั้งร่างของเขาก็พลันตกตะลึง
การนิ่งอึ้งของเขาทำให้ผู้คนด้านล่างพากันร้อนใจ แต่ด้วยฐานะและตำแหน่งของหลี่เต้าแล้ว พวกเขาจึงไม่กล้าเอ่ยปากเร่งรัด ทันใดหลังจากครู่หนึ่งผ่านไป หลี่เต้าก็ได้สติกลับคืนมา เขาทอดสายตามองลงไปยังด้านล่างก่อนจะค่อย ๆ เอ่ย
“รับพระราชโองการ!” เมื่อเสียงนั้นถูกเอ่ยขึ้น เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางทั้งหลายก็ต่างคุกเข่าลงพร้อมกัน
“น้อมรับพระราชโองการ!”
จากนั้นหลี่เต้าก็หยิบพระราชโองการขึ้นมาแล้วประกาศว่า “ประกาศราชโองการ ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งว่า เนื่องด้วยร่างกายของเราป่วยไข้ เวลาที่เหลืออยู่มีไม่มากนัก จึงได้ออกพระราชโองการฉบับสุดท้ายนี้มอบให้อูอันกง”
“ให้เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางทั้งหลายเป็นสักขีพยานต่อหน้าพระราชโองการ”
“ณ ที่นี้เราจะเลือกผู้สืบราชบัลลังก์”
“นับจากวันนี้เป็นต้นไป ให้…” ทันใดนั้นเมื่อหลี่เต้าอ่านมาถึงตรงนี้เขาก็หยุดชะงักไป ไม่ใช่เพราะเขาอ่านหนังสือไม่ออก และไม่ใช่เพราะเขาไม่พอใจในการเลือกองค์รัชทายาทของฮ่องเต้
แต่เป็นเพราะในพระราชโองการนี้ไม่มีพระนามขององค์รัชทายาทเลย ในช่องพระนามองค์รัชทายาทถูกเว้นว่างเอาไว้ นั่นหมายความว่าฮ่องเต้ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะเลือกผู้ใดขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ เรื่องนี้ทำให้เขานึกถึงตอนที่ฮ่องเต้ถามเขาก่อนสิ้นพระชนม์ว่า สามารถไว้วางพระทัยเขาได้หรือไม่ ที่แท้ความไว้วางพระทัยที่ว่านี้ก็คือการให้เขาช่วยเลือกฮ่องเต้องค์ใหม่นั่นเอง ฮ่องเต้สมัยนี้บ้าบิ่นถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ไม่เลือกฮ่องเต้เองกลับให้ขุนนางมาช่วยเลือก
ไม่กลัวหรือว่าเขาจะเลือกส่งเดช หรือเขียนชื่อตัวเองลงไปเสียเลย แน่นอนว่าการเลือกส่งเดชนั้นเป็นไปได้ แต่การเขียนชื่อตัวเองลงไปนั้นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด โลกใบนี้ไม่เหมือนชาติก่อนที่จะสามารถแย่งชิงบัลลังก์กันได้ตามใจชอบ หากไม่สามารถโค่นล้มราชวงศ์ตระกูลจ้าวได้ ผู้ที่ไม่ใช่สายเลือดของตระกูลจ้าวก็ไม่มีทางได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ต้าเฉียน ถึงแยวจะเป็นเช่นนั้น แต่หลี่เต้าก็ยังรู้สึกว่าการตัดสินใจของฮ่องเต้ช่างเกินไปจริงๆ
และสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ต้นเหตุของทุกสิ่งล้วนมาจากคำพูดเพียงประโยคเดียวของไป่อวิ๋นเปียน ‘ผู้ใดใกล้ชิดกับดาวมรณะ ผู้นั้นย่อมมีโอกาสได้ขึ้นครองบัลลังก์’ ฮ่องเต้รู้แล้วว่าดาวมรณะคือผู้ใด ในเมื่อไม่มีบุตรคนใดที่น่าภาคภูมิใจ เขาจึงต้องเสี่ยงดวงเพียงครั้งเดียวนี้แล้ว ส่วนผลลัพธ์จากการเสี่ยงครั้งนี้จะเป็นเช่นไร ฮ่องเต้คิดว่าตนเองเป็นเพียงคนใกล้ตายจึงไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก ขอเพียงแผ่นดินต้าเฉียนยังเป็นของตระกูลจ้าวก็พอ
การหยุดชะงักของหลี่เต้าได้ดึงดูดความสนใจของทุกคนที่อยู่เบื้องล่าง ในขณะที่บางคนกำลังจะทนไม่ไหวนั้น หลี่เต้าก็พลันเอ่ยปากขึ้น
“นับจากวันนี้เป็นต้นไป จ้าวเยว่จะขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดินีองค์ใหม่แห่งต้าเฉียน!”
เจียนจื่อเต้าที่ได้ยินคำประกาศนี้กำลังจะร้องขอบพระทัยฝ่าบาท แต่ชั่วขณะถัดมาเขาก็พลันชะงักค้าง
‘จ้าวเยว่’ ไม่ใช่จ้าวเหนียน เรื่องเช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไร เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางฝ่ายปกครองฝ่ายทหารต่างก็มีปฏิกิริยาตอบสนองเช่นเดียวกัน ทันใดนั้นก็มีคนเปล่งเสียงดังขึ้นมาว่า “ท่านอูอันกง ท่านอ่านพระนามผิดไปหรือไม่ ในบรรดาองค์ชายทั้งหลาย ไม่มีองค์ชายใดที่มีพระนามว่าจ้าวเยว่”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ทุกคนก็ต่างสะดุ้งตื่น ทำให้เจียนจื่อเต้าที่กำลังเหม่อลอยได้สติกลับคืนมา จ้าวเหนียน จ้าวซุ่ย จ้าวคัง จ้าวหย่ง จ้าวเชียว มีองค์ชายทั้งหมดห้าพระองค์ ไม่มีใครชื่อจ้าวเยว่จริงๆ
จะต้องอ่านพระนามผิดแน่ ฐานะของเขาคือองค์รัชทายาท จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่ได้เป็นฮ่องเต้องค์ต่อไปของต้าเฉียน ในกลุ่มของตระกูลเถีย เถียจิงซานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “ท่านอูอันกง ผิดพลาดหนักเกินไปแล้ว ในเวลาเช่นนี้ยังพูดผิดได้อีก”
“ท่านพ่อ”
“หืม?” เถียจิงซานหันไปมองบุตรสาวของตน “เป็นอะไรไป?”
เถียซานเหนียงเอ่ยเสียงสั่น “พี่หลี่ไม่น่าจะพูดผิด”
“ไม่ได้พูดผิดหรือ?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถียจิงซานก็พลันชะงักไปชั่วขณะ
“จะเป็นไปได้อย่างไรที่ไม่…” พอพูดได้ครึ่งประโยคเถียจิงซานก็หยุดชะงักกะทันหัน ม่านตาของเขาสั่นไหวราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้