ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 576 ผู้รับใช้ราชวงศ์
ณ ตำหนักเฉียน ตึก!
ภายในห้องได้มีเสียงหัวใจเต้นดังขึ้นอย่างกะทันหัน แม้เสียงนั้นจะเบามาก แต่ด้วยวรยุทธ์ของหลี่เต้าและจ้าวฉงแล้ว พวกเขาก็สามารถได้ยินว่ามันเป็นเสียงจากคนที่สามในห้อง จ้าวฉงรีบผุดลุกขึ้นจากเตียง เขาเช็ดปากพลางกล่าวด้วยความยินดี “ฝ่าบาทฟื้นคืนชีพแล้วจริงๆ!”
หลี่เต้าพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ ดูเหมือนว่าประสบการณ์ในชาติที่แล้วของเขาจะมีประโยชน์จริงๆ จ้าวฉงกระโดดลงจากแท่นบรรทม เขามองดูฮ่องเต้ที่ยังคงหลับตาอยู่ แล้วหันกลับมาถาม “ท่านอูอันกง เมื่อใดฝ่าบาทจะทรงฟื้น”
“ร่างกายและจิตวิญญาณยังอ่อนแออยู่ เป็นธรรมดาที่ต้องหลับไปอีกระยะหนึ่ง แต่ไม่ต้องกังวล พระองค์ปลอดภัย ทำได้ถึงขั้นนี้ก็นับว่าสุดความสามารถแล้ว” จ้าวฉงพยักหน้า ใช่แล้ว ผู้ที่ควรสิ้นชีพไปแล้วแต่กลับยังสามารถฉุดกลับมาจากประตูผีได้ ก็นับว่าวิเศษยิ่งแล้ว
ทันใดนั้นจ้าวฉงก็เอ่ยขึ้น “ท่านอูอันกง เรื่องนี้ต้องปิดเป็นความลับ”
หลี่เต้าพลันเอ่ยถาม “ฝ่าบาทยังไม่สวรรคต ไม่ควรให้พระองค์เป็นผู้ดำเนินการต่อไปหรือ?”
จ้าวฉงมองไปที่หลี่เต้าครู่หนึ่ง เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “มีบางเรื่องที่บอกท่านอูอันกงไปก็คงไม่เป็นไร” จากนั้นจ้าวฉงก็ได้ชี้อธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างชะตาแผ่นดินกับฮ่องเต้ให้ฟังทีละประเด็น ผ่านไปครู่หนึ่งหลี่เต้าก็เอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ในเรื่องนี้ยังมีคำอธิบายเช่นนี้อีก”
ก่อนหน้านี้หลี่เต้าอาศัยเพียงการวิเคราะห์ของเขากับหยางหลินเท่านั้น จนกระทั่งบัดนี้จึงได้เข้าใจแล้วว่าปัญหาอยู่ที่ตรงนี้ จ้าวฉงพยักหน้า “ด้วยเหตุนี้เอง ตอนนี้จึงยังไม่เหมาะที่จะให้ฝ่าบาทดำเนินการต่อไป จำเป็นต้องเลือกผู้สืบทอดคนใหม่ขึ้นมา”
“ผู้สืบทอดคนใหม่…” หลี่เต้าก้มมองพระราชโองการในมือก่อนจะถามว่า “ไม่ทราบว่าผู้สืบทอดคนใหม่จะเป็นผู้ใด”
จ้าวฉงเอ่ยเตือนว่า “ท่านอูอันกง พระราชโองการฉบับนี้ต้องเปิดต่อหน้าขุนนางทั้งหลายเท่านั้น มันมีชะตาแผ่นดินคุ้มครองอยู่ หากฝืนเปิดโดยใช้กำลัง จะทำให้พระราชโองการถูกทำลาย”
หลี่เต้าสัมผัสได้ถึงพลังที่อยู่บนพระราชโองการได้อย่างชัดเจน เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแคเก็บพระราชโองการไว้ในอก จากนั้นหลี่เต้าก็เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “แล้วต่อจากนี้เล่า ข้าไม่เชื่อว่าฝ่าบาทจะไม่มีการจัดเตรียมอื่น”
เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวฉงก็มองออกไปนอกตำหนักเฉียนพลางพึมพำว่า “พวกเขาคงจะรับรู้ได้แล้ว และคงจะออกเดินทางกันแล้ว”
หลี่เต้าเพิ่งจะแสดงสีหน้าสงสัย ทันใดนั้นก็พลันกวาดตามองออกไปยังนอกตำหนัก จ้าวฉงมองหลี่เต้าพลางเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “ท่านอูอันกงสังเกตเห็นแล้ว”
หลี่เต้าหันกลับมาถามว่า “ทั้งสามคนนั้นคือ…” ในการรับรู้ของเขามีกลิ่นอายอันทรงพลังสามสายปรากฏขึ้นในวังหลวงแล้ว กำลังมุ่งหน้าออกไปนอกวัง
“ผู้รับใช้ราชวงศ์น่ะ”
“ผู้รับใช้?”
“อืม” จ้าวฉงอธิบายว่า “แม้ว่าผู้คนในราชวงศ์จะมีพลังมังกรแห่งโชคชะตาของแผ่นดินคุ้มครองตนเอง แต่เหนือสิ่งอื่นใด นอกจากฝ่าบาทแล้วก็ไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมพลังมังกรแห่งโชคชะตาของแผ่นดินได้อย่างสมบูรณ์ ได้แต่อาศัยการปกป้องแบบตั้งรับเท่านั้น ดังนั้นภายในราชวงศ์จึงต้องเลี้ยงดูคนกลุ่มหนึ่งเอาไว้โดยเฉพาะ เพื่อจัดการกับบางเรื่องหรือบางคนที่ภายนอก”
หลี่เต้าเอ่ยถาม “พวกเขาล้วนมีพละกำลังไม่อ่อนด้อย ไม่กลัวว่าจะเป็นการคุกคามต่อความปลอดภัยของวังหลวงหรือ”
จ้าวฉงกล่าวเบา ๆ ว่า “ผู้คนเหล่านี้ล้วนแซ่จ้าว”
แซ่จ้าว? นั่นก็แสดงว่าเป็นคนในตระกูลจ้าวด้วยกันทั้งนั้น ไม่น่าแปลกใจ หลี่เต้าถามต่อ “เช่นนั้นพวกเขาจะไป…”
“ไปหาอัครเสนาบดี” จ้าวฉงไม่ได้ปิดบังอะไร เขาตอบตามตรง
“ไปหาอัครเสนาบดี?” หลี่เต้าเอ่ยว่า “หากจะจัดการเขา ไม่ควรจัดการตั้งแต่เนิ่น ๆ หรือ เหตุใดต้องรอจนถึงตอนนี้?”
จ้าวฉงตอบ “ตามพระดำรัสของฝ่าบาท หากจัดการเขาในตอนนั้น อัครเสนาบดีย่อมต้องมีการเคลื่อนไหวที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของต้าเฉียน การปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่อีกระยะหนึ่ง ก็เพื่อให้ต้าเฉียนสามารถดูดซับพลังที่เขาทุ่มเทให้ได้อย่างมั่นคง”
“มาจนถึงตอนนี้ หากเกิดปัญหาขึ้น ความสูญเสียก็จะลดลงเหลือน้อยที่สุด”
“สรุปคือในสายตาของฝ่าบาทแล้ว การที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่สามารถข่มขวัญอัครเสนาบดีได้ แต่หากพระองค์ไม่อยู่แล้ว อัครเสนาบดีย่อมจะส่งผลกระทบต่อองค์รัชทายาทองค์ใหม่อย่างแน่นอน ดังนั้นตามพระบัญชาของฝ่าบาท หลังจากที่พระองค์สวรรคตแล้ว จะต้องใหอัครเสนาบดีตามเสด็จไปพร้อมกัน”
“เมื่อถึงเวลานั้น หากผู้ใดในราชสำนักต้องการคำชี้แจง ก็ทำได้เพียงแค่ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทด้วยตนเองเพื่อสอบถามให้กระจ่างเท่านั้น จะได้ไม่รบกวนองค์รัชทายาท”
จวนอัครเสนาบดี เมื่อไม่นานมานี้ เจียนจื่อเต้าที่กำลังบำเพ็ญอยู่ในที่เร้นลับ จู่ ๆ ก็รับรู้ได้ถึงบางสิ่ง เขาลืมตาขึ้นมองไปยังนอกหน้าต่าง จากนั้นแสงสีทองขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นในห้องพร้อมกับเสียงคำรามของมังกร เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของแสงสีทองชัดเจน เจียนจื่อเต้าก็พลันตกตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนที่ดวงตาจะฉายแววยินดี เพราะเขาเข้าใจดีว่าภาพตรงหน้านี้หมายถึงอะไร
ก่อนที่เจียนจื่อเต้าจะทันได้คิดอะไรมาก แสนสีทองก็รับรู้ถึงสายเลือดในร่างของเขา แล้วพุ่งเข้าสู่ร่างทั้งหมด เพียงชั่วพริบตาเขาก็รู้สึกได้ถึงชะตาแผ่นดินและพลังมังกรที่เริ่มเพิ่มพูนขึ้นในร่างอย่างรวดเร็ว หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง เจียนจื่อเต้าได้ลืมตาขึ้นมา พลังกดดันที่มองไม่เห็นได้แผ่ซ่านออกมาจากทั่วร่างของเขา หากมองดวงตาของเขาอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าในห้วงลึกของดวงตามีมังกรร้ายสีเทาดำตัวหนึ่งกำลังว่ายวนอยู่ พลังมังกรที่เขาเพิ่งถูกดูดซับไปทั้งหมด ได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังของมังกรร้าย
เวลาหวนคืนสู่ปัจจุบัน เจียนจื่อเต้าเดินออกมาจากห้อง เรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ขณะที่เขากำลังจะลงมือทำอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่ง สายตาจ้องมองไปยังความมืดนอกลานเรือน
“นี่มัน…” หลังจากรับรู้ได้ชัดเจนแล้ว เจียนจื่อเต้าก็พลันเผยรอยยิ้มบางขึ้นมา เขาเอ่ยพึมพำกับตัวเอง “ฝ่าบาท พระองค์ก็ยังไม่วางพระทัยในตัวกระหม่อมอยู่จริงๆ แต่น่าเสียดาย…”
หากเป็นก่อนหน้านี้เขาอาจจะถูกจัดการได้ แต่ตอนนี้… เขาต้องต้อนรับแขกที่กำลังมาถึงเสียแล้ว ด้วยตัวตนใหม่ที่เปลี่ยนไปของเขา
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมิงเยว่ ในความมืดของราตรีกาล ตำหนักหมิงเยว่ดูเหมือนจะเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างธรรมดาในวังหลวงเท่านั้น แต่หากผู้ที่มีวรยุทธ์ระดับสูงได้สังเกตดูอย่างใกล้ชิดแล้ว จะพบว่ารอบนอกของตำหนักหมิงเยว่มีม่านบาง ๆ ที่กั้นระหว่างภายในและภายนอกของตำหนักหมิงเยว่อยู่
ขณะนี้ภายในห้องหนึ่ง องค์หญิงหมิงเยว่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง นางหลับตาสนิท พลังปราณแท้หมุนเวียนอยู่รอบกาย ยามนี้เป็นช่วงสำคัญในการทะลวงขั้นของนาง ทันใดนั้นแสงสีทองสายหนึ่งก็ได้ทะลวงผ่านเข้ามาจากด้านนอกตำหนักหมิงเยว่ พุ่งตรงเข้ามายังในห้อง เมื่อเห็นองค์หญิงหมิงเยว่ แสงสีทองนั้นก็สั่นไหวเล็กน้อย แฝงไว้ด้วยความยินดีที่ในที่สุดก็ได้ค้นพบเป้าหมาย
จากนั้นแสงสีทองก็พุ่งตรงไปยังองค์หญิงหมิงเยว่ที่อยู่บนเตียง ขณะที่แสงสีทองสายนั้นกำลังจะเข้าใกล้องค์หญิงหมิงเยว่ ทันใดนั้นรอบกายขององค์หญิงหมิงเยว่ก็พลันมีแสงสีขาวสว่างวาบขึ้น จากนั้นโซ่สีขาวสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากร่างขององค์หญิงหมิงเยว่ มันพุ่งเข้าไปปะทะกับแสงสีทองนั้นพอดี ตูม! แสงสีทองถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไปทันที
หลังจากแสงสีทองนิ่งแล้ว มันก็ส่ายไปมาเล็กน้อย ดูเหมือนจะมึนงงจากการถูกเหวี่ยงกระแทก เมื่อมองไปทางองค์หญิงหมิงเยว่ ก็เห็นสัตว์สีเทาตัวเล็กที่ประกอบด้วยแสงสีขาวค่อย ๆ ก้าวเยื้องย่างออกมาจากร่างของนาง กลุ่มแสงสีขาวนั้นไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่เป็นหางของสัตว์ตัวน้อยสีขาวนั้นเอง สัตว์ตัวน้อยสีขาวก้าวย่างอย่างสง่างาม มันยกอุ้งเท้าขึ้นปิดปากคล้ายกำลังหาวอยู่ จากนั้นมันก็จ้องมองไปที่แสงสีทอง เพียงแค่สบตาเท่านั้นก็ทำให้แสงสีทองสั่นสะท้านโดยไม่อาจต้านทานได้ ราวกับว่ามันนึกถึงเรื่องราวบางอย่างในอดีตที่ไม่อยากจะหวนระลึกถึงอีก
ไม่นานนักสัตว์ตัวน้อยสีขาวก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าแสงสีทองที่มีรูปทรงกลม อุ้งเท้าถูกยกขึ้นอย่างสง่างามก่อนจะเหยียบลงบนแสงสีทองนั้น จากนั้นก็เริ่มแกล้งด้วยการตะกุยไปมา