ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 570 นกขมิ้นอยู่ข้างหลัง
จ้าวซุ่ยฝืนอดทนต่อความรู้สึกไม่สบายใจ ลุกขึ้นจากพื้น เขามองไปยังเจียนจื่อเต้าที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล “ท่านอัครเสนาบดี ข้าได้สังหารพี่ใหญ่ของข้าแล้ว ต่อไปท่านควรจะเปลี่ยนมาสนับสนุนข้าขึ้นครองราชย์ ข้าจะเชื่อฟังท่านยิ่งกว่าพี่ใหญ่อย่างแน่นอน”
ใบหน้าของเจียนจื่อเต้าเปื้อนรอยยิ้ม เขายกมือขึ้นปรบเบา ๆ จากนั้นเขาก็เอ่ยเสียงเบาว่า “ต้องบอกว่าองค์ชายรองเหมาะสมกับการเป็นฮ่องเต้มากกว่าองค์ชายใหญ่จริงๆ ลงมือได้โหดเหี้ยมเด็ดขาดยิ่งนัก”
สีหน้าของจ้าวซุ่ยไม่ค่อยดีนัก เพราะเรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องดีงามแต่อย่างใด หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป แม้เขาจะได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ แต่ก็ต้องแบกรับคำครหามากมาย แต่เรื่องราวเบื้องหลังเหล่านี้ก็ถูกจ้าวซุ่ยสลัดความคิดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ในอีกแง่หนึ่ง หากเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป เขาก็จะได้จารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ตราบนานเท่านาน ทันใดนั้นจ้าวซุ่ยก็ถามว่า “ดังนั้น ท่านอัครเสนาบดี ต่อจากนี้ท่านเตรียมจะผลักดันข้าขึ้นครองราชย์อย่างไรหรือ?”
เจียนจื่อเต้าทำหน้างุนงง “ข้าเคยบอกว่าจะผลักดันท่านขึ้นครองราชย์ตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของจ้าวซุ่ยก็เปลี่ยนไปในทันที “เมื่อวานเราตกลงกันไว้แล้วมิใช่หรือ”
เจียนจื่อเต้าส่ายหน้า “ข้าเป็นขุนนางผู้พิทักษ์แผ่นดินที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งเอง เป็นขุนนางผู้จงรักภักดีต่อแผ่นดิน จะไปร่วมมือกับพวกกบฏเช่นท่านได้อย่างไร”
“อีกอย่าง ท่านเป็นคนโหดเหี้ยมเช่นนี้ ข้าไม่อาจร่วมมือด้วยได้” คำพูดนั้นทำให้จ้าวซุ่ยพลันชี้นิ้วไปที่เจียนจื่อเต้าอย่างพูดไม่ออก ในโลกนี้จะมีคนหนาด้านไร้ยางอายขนาดนี้ได้อย่างไร ขุนนางผู้จงรักภักดี? เจียนจื่อเต้าผู้นี้กล้าเรียกตนเองว่าเป็นขุนนางผู้จงรักภักดี หากเขาเป็นขุนนางที่ดีจริงเช่นนั้น ในโลกนี้ก็คงไม่มีขุนนางชั่วเหลืออยู่แล้ว ไม่นานหลังจากนั้นจ้าวซุ่ยก็ได้สติกลับคืนมา เขาเพิ่งจะสังหารองค์รัชทายาทจ้าวเหนียนไป จะมาเสียท่าเช่นนี้ไม่ได้ ทันใดนั้นจ้าวซุ่ยพลันสูดหายใจลึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ท่านอัครเสนาบดี อย่าได้ล้อเล่นเลย หากไม่สนับสนุนข้าขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ท่านจะสนับสนุนผู้ใดกัน? องค์ชายสามหรือว่าน้องสี่?”
“พวกเขาสนิทสนมกับอูอันกง แต่ท่านกลับมีปัญหากับอูอันกง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านกล้าส่งพวกเขาขึ้นครองบัลลังก์”
เจียนจื่อเต้าส่ายหน้า “ใครบอกว่าข้าจะส่งพวกเขาขึ้นไปกัน”
จ้าวซุ่ยขมวดคิ้ว “หรือว่าจะเป็นน้องห้า? แต่น้องห้าถูกฝ่าบาททอดทิ้งไปแล้ว หากท่านส่งเขาขึ้นครองราชย์ก็เท่ากับขัดพระบัญชา”
เจียนจื่อเต้ายังคงส่ายหน้า “ไม่ใช่เขาเช่นกัน”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของจ้าวซุ่ยก็พลันเปลี่ยนไป “คนนั้นก็ไม่ใช่ คนนี้ก็ไม่ใช่ หรือว่าท่านอัครเสนาบดีต้องการจะขึ้นครองราชย์เสียเอง?”
“ท่านคิดจริงๆ หรือว่าราชวงศ์จ้าวของเราในต้าเฉียนเป็นแค่ของประดับ?”
เจียนจื่อเต้ากล่าวว่า “องค์ชายรองทรงวางพระทัยได้ หากไม่ใช่ผู้สืบสายเลือดจากตระกูลจ้าวแล้ว ก็ไม่อาจขึ้นครองบัลลังก์ของต้าเฉียนได้ ข้าเข้าใจเรื่องนี้ดี” โลกใบนีupdateต่างจากชาติก่อนของหลี่เต้า เพราะมีชะตาแผ่นดินอยู่ หากต้องการแย่งชิงราชบัลลังก์ก็ต้องต่อกรกับชะตาของแผ่นดินด้วย หรือไม่ก็ต้องโค่นล้มทั้งหมดแล้วสถาปนาตนเองขึ้นใหม่ ชะตาแผ่นดินของแคว้นต้าเฉียนที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เจียนจื่อเต้าจะสั่นคลอนได้โดยง่าย ทว่าถึงจะสั่นคลอนไม่ได้แต่เขาก็มีทางลัด
เจียนจื่อเต้าเงยหน้ามองจ้าวซุ่ยก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าขอบบอกองค์ชายตามตรง เจตนาเดิมของข้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ขาสนับสนุนองค์ชายใหญ่มาโดยตลอด”
“แต่เขาตายไปแล้ว!”
“แต่สายเลือดตระกูลจ้าวของเขายังคงอยู่”
ทันใดนั้นสีหน้าของจ้าวซุ่ยก็พลันเปลี่ยนไป “ท่านหมายความว่าอย่างไร!”
เจียนจื่อเต้าสะบัดแขนเสื้อ จากนั้นพลังที่มองไม่เห็นก็เข้าไปห่อหุ้มร่างไร้วิญญาณของจ้าวเหนียนให้ลอยมาอยู่ตรงหน้าเขา
เจียนจื่อเต้ามองร่างที่ยังอุ่นอยู่พลางเอยเสียงเบาว่า “ต้องขอบคุณองค์ชายรองที่ลงมือ องค์ชายรู้หรือไม่ ทั้งที่เชื้อพระวงศ์ทั้งหลายมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรต่ำ และยังมีวรยุทธ์อ่อนด้อย แต่เพราะอะไรถึงได้ไม่มีผู้ใดกล้าลงมือสังหารพวกเขาอย่างโจ่งแจ้ง?”
“ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะโชคชะตาของราชวงศ์คอยปกป้องพวกเขาอยู่”
“หากเป็นคนนอกราชวงศ์ลงมือ โดยเฉพาะกับองค์รัชทายาทด้วยแล้ว ก็ย่อมทำให้โชคชะตาของราชวงศ์ต้าเฉียนปั่นป่วน จนอาจปลุกเหล่าปีศาจเฒ่าให้ตื่นขึ้นมา”
“แต่หากเป็นท่านลงมือก็จะต่างออกไป ตัวท่านเองก็มีสายเลือดราชวงศ์ มีโชคชะตาราชวงศ์อยู่ และด้วยสถานะองค์ชายรองแล้ว โชคชะตาราชวงศ์ของท่านก็ไม่ใช่น้อย”
“หากท่านลงมือสังหารองค์ชายใหญ่ โชคชะตาราชวงศ์จะไม่ส่งผลกระทบต่อท่านมากนัก ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลกระทบใด ๆ” เมื่อได้ยินมาถึงตรงนี้ สีหน้าของจ้าวซุ่ยก็เปลี่ยนเป็นย่ำแย่ทันที แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจความหมายที่เจียนจื่อเต้าพูดก่อนหน้านี้ และต่อมาเจียนจื่อเต้าก็ได้ให้คำตอบอย่างรวดเร็ว
“ท่านรู้หรือไม่ ในใต้หล้านี้มีวิชาลับอยู่อย่างหนึ่ง เรียกว่าวิชากลืนมังกร” เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ พลางกล่าวว่า “น่าเสียดายที่ฝ่าบาททรงปฏิเสธในตอนนั้น มิเช่นนั้นแล้วก็คงไม่ต้องทำอะไรรุนแรงถึงเพียงนี้”
“วิชากลืนมังกรนั้นมีข้อจำกัดมากมาย สามารถใช้ได้เฉพาะในเชื้อพระวงศ์เท่านั้น สามัญชนไม่อาจใช้ได้”
“ทว่าอยู่มาวันหนึ่ง ได้มีอัจฉริยะผู้หนึ่งต้องการทำลายข้อจำกัดเหล่านี้ จึงได้คิดค้นวิชาเทพอีกแขนงหนึ่งขึ้นมา องค์ชายรองทรงทราบหรือไม่ว่าคือวิชาใด?” จ้าวซุ่ยส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัว
เจียนจื่อเต้าจึงยิ้มบางแล้วอธิบายว่า “วิชาเทพแขนงนี้มีชื่อว่า ‘วิชากลืนสายเลือด’ เป็นดังชื่อที่บ่งบอก คือการกลืนกินสายเลือดของผู้อื่นแล้วทำให้กลายเป็นสายเลือดของตนเอง”
“แต่ข้อเสียก็คือ ต้องใช้ร่างของเชื้อพระวงศ์ที่เพิ่งสิ้นใจ”
“และข้อเสียนี้ก็เพิ่งได้รับการแก้ไขด้วยความช่วยเหลือขององค์ชายรอง” เมื่อมองดูสีหน้าไม่อยากจะเชื่อของจ้าวซุ่ย เขาก็กล่าวต่อว่า “องค์ชายรองไม่ต้องกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงอำนาจในต้าเฉียน หลังจากที่ข้ากลืนกินสายเลือดขององค์ชายใหญ่แล้ว ข้าก็จะกลายเป็นคนในครอบครัวของพวกท่าน และต้าเฉียนก็จะยังคงเป็นของตระกูลจ้าวเช่นเดิม”
จ้าวซุ่ยพูดไม่ออกแล้ว เขาไม่มีทางคิดได้เลยว่าจุดประสงค์สุดท้ายของเจียนจื่อเต้าจะเป็นเช่นนี้ ทันใดนั้นจ้าวซุ่ยพลันเดินถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ก่อนหน้านี้ตอนถูกเจียนจื่อเต้าหลอก เขาก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร แต่ในตอนนี้หัวใจของเขากลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ยังไม่ทันที่จ้าวซุ่ยจะถอยหลังไปสองก้าว ร่างของพ่อบ้านชราก็พลันปรากฏขึ้นทางด้านหลังของจ้าวซุ่ยโดยไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อใด
เจียนจื่อเต้ายิ้มบางพลางกล่าวว่า “องค์ชายรองโปรดวางพระทัยเถิด ตอนนี้ข้ายังไม่อาจลงมือกับท่านได้ ขอเชิญพระองค์ทรงพักผ่อนในจวนสักครู่” ทันใดนั้นพ่อบ้านชราก็ยกมือเชื้อเชิญ “เชิญองค์ชายทางนี้พะยะค่ะ”
ภายใต้การบีบบังคับ จ้าวซุ่ยได้ถูกพ่อบ้านชราพาตัวไปอย่างรวดเร็ว หลังจากมองส่งจ้าวซุ่ยจนลับตาแล้ว เจียนจื่อเต้าก็หันมาจับจ้องร่างของจ้าวเหนียนที่อยู่ตรงหน้า เขาเอ่ยพึมพำกับตัวเอง “จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็อยู่ที่ช่วงเวลานี้แล้ว” ว่าแล้วเจียนจื่อเต้าก็หันร่างเดินไปยังโถงใหญ่
ร่างของจ้าวเหนียนเองก็ลอยลิ่วตามไปด้วย ต่อจากนี้เจียนจื่อเต้าต้องรีบลงมือแล้ว ไม่นานนักพ่อบ้านชราก็จัดการพาจ้าวซุ่ยไปพักผ่อนให้เรียบร้อยแล้วจึงเดินกลับมา พ่อบ้านชรายืนเฝ้าอยู่หน้าประตูที่ปิดสนิท พลางรับรู้ถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากในห้อง เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ ทันใดนั้นเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก็พลันดังขึ้นมาจากในห้องโถง
สีหน้าของพ่อบ้านชราเปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้จะลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่เขาก็ไม่ได้ผลักประตูเข้าไป เมื่อเวลาผ่านไป เสียงจากในห้องโถงก็ค่อย ๆ เบาลงจนในที่สุดก็เงียบหายไป ทันใดนั้นหูของพ่อบ้านชราก็กระดิก
“เข้ามาได้” เมื่อได้ยินเช่นนั้น พ่อบ้านชราจึงผลักประตูเดินเข้าไปในห้องที่อยู่ด้านข้างห้องโถงทันที เพิ่งจะก้าวเข้าไปพ่อบ้านชราก็ต้องชะงักค้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
เขาเห็นเพียงบุรุษผู้หนึ่งไม่สวมอาภรณ์ท่อนบน นั่งดื่มน้ำชาอยู่บนม้านั่ง ส่วนบนเตียงที่อยู่ไม่ไกลนัก มีร่างที่แห้งเหี่ยวราวกับศพแห้งนอนอยู่