ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 552 ลูกสาว!
ขณะที่หลี่เต้ากำลังคิดหาวิธีที่จะยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเสี่ยวอวี่เอ๋อร์อยู่นั้น จู่ ๆ เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก็เงยหน้าขึ้นมาพูดเสียงอ่อนว่า “ท่านอา หินที่ท่านให้ข้ามาครั้งก่อนเสียหายแล้วหรือไม่”
หลี่เต้าพลันชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามว่า “เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น”
เสี่ยวอวี่เอ๋อร์เลยตอบว่า “เพราะว่ามันเล็กลง”
ทันใดนั้นหลี่เต้าก็พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงเอ่ยปากว่า “เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ เจ้าเอาหินนั้นออกมาให้ข้าดูหน่อย”
“อืม”
เสี่ยวอวี่เอ๋อร์สะบัดน้ำออกจากมือก่อนจะล้วงเข้าไปในอก นางหยิบหยกโลหิตที่ร้อยด้วยเชือกแดงขึ้นมาอวด “ท่านอา นี่คือสิ่งที่เสด็จแม่ร้อยให้ข้า สวยหรือไม่” ทว่าหลี่เต้าไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้น สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หยกโลหิตซึ่งสร้างขึ้นด้วยพลังปราณโลหิตของเขาเท่านั้น จากนั้นเขาก็รับหยกโลหิตมาจากมือของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์
และพบว่ามันเล็กลงจริงๆ หดลงไปถึงหนึ่งรอบ จากนั้นหลี่เต้าก็สัมผัสถึงพลังปราณโลหิตภายในและพบว่ามันลดลงไปมาก หากเดิมทีภายในหยกโลหิตมีพลังปราณโลหิตหนึ่งหมื่นแต้ม ทว่าในตอนนี้พลังปราณโลหิตที่เหลืออยู่ภายในนั้นกลับเหลือเพียงแค่แปดพันแต้ม ในสภาวะปกติพลังปราณโลหิตที่บรรจุอยู่ภายในของหยกโลหิตย่อมไม่มีทางสูญเสียไปเร็วถึงเพียงนี้ หากมีการสูญเสียไปมากเช่นนี้ หลี่เต้าที่อยู่ในเมืองหลวงจะต้องรับรู้ได้เหมือนตอนที่เถียซานเหนียงตกอยู่ในอันตราย
ดังนั้นจึงเหลือความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว พลังปราณโลหิตภายในหยกโลหิตนี้ได้ถูกใครบางคนแอบใช้ไป หากเป็นการบังคับใช้ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้ที่มีวรยุทธ์ไม่ถึงระดับของหลี่เต้าย่อมไม่มีทางทำได้ นอกเสียจาก… เมื่อคิดขึ้นได้แล้ว หลี่เต้าก็ยื่นมือไปดึงเสี่ยวอวี่เอ๋อร์เข้ามาในอ้อมอกทันที จากนั้นเขาก็ปล่อยพลังปราณโลหิตออกมาแล้วลองตรวจสอบสภาพร่างกายของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ดู
และการกระทำนี้ก็ทำให้หลี่เต้าค้นพบบางสิ่งอย่างรวดเร็ว เขาพบว่าพลังปราณโลหิตของตนกลับไปปรากฏอยู่ในร่างของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ ทว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสถานการณ์คล้ายกันนี้ก็เกิดขึ้นกับผู้คนในกองทัพหมาป่าฟู่ตูเช่นกัน ประเด็นสำคัญคือเขาได้จำกัดพลังปราณโลหิตในหยกโลหิตเอาไว้ไม่ให้กัดกร่อนเสี่ยวอวี่เอ๋อร์อย่างชัดเจนแล้ว กล่าวคือในสภาวะปกติเรื่องเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นได้ และการที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาก็มีความเป็นไปได้เพียงกรณีเดียว
ต่อมาหลี่เต้ายังพบปัญหาอีกอย่าง นั้นคือภายในร่างของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์นั้นดูเหมือนจะมีพลังอีกชนิดหนึ่งอยู่ พลังชนิดนี้แผ่ซ่านไปทั่วทุกส่วนในร่างของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ อีกทั้งพลังนี้ก็ยังแข็งแกร่งมาก และในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนจะมีคุณสมบัติในการปกปิดพลังปราณอีกด้วย มิเช่นนั้นแล้วด้วยความสามารถในการรับรู้ของเขา ไม่จำเป็นต้องสัมผัสตัวเสี่ยวอวี่เอ๋อร์เขาก็น่าจะสัมผัสได้ว่าเด็กคนนี้แตกต่างจากเด็กทั่วไป เหตุการณ์นี้ทำให้หลี่เต้านึกถึงหลายสิ่งหลายอย่าง
หลังจากได้สติกลับมา หลี่เต้าก็ค่อย ๆ ควบคุมพลังปราณโลหิตสายหนึ่งให้ปรากฏที่ปลายนิ้ว ต่อจากนี้ก็เหลือเพียงแค่การพิสูจน์ขั้นสุดท้ายเท่านั้น
“ท่านอา นั้นคืออะไรหรือ ดูสนุกจังเลย” พลังปราณโลหิตวนเวียนอยู่ที่ปลายนิ้วของหลี่เต้าครู่หนึ่ง จากนั้นมันก็เปลี่ยนรูปกลายเป็นนก แล้วครู่หนึ่งก็เปลี่ยนเป็นกระต่าย ดึงดูดความสนใจของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ได้ในทันที
“เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ เจ้าอยากเล่นหรือไม่”
“อยากเล่นเจ้าค่ะ” เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ตอบด้วยสีหน้าคาดหวัง
“หากอยากเล่น ข้าก็จะให้เจ้าเล่น”
จากนั้นหลี่เต้าก็ดีดนิ้วส่งพลังปราณโลหิตสายนั้นไปตกลงบนฝ่ามือของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ เสี่ยวอวี่เอ๋อร์แตะพลังปราณโลหิตอย่างระมัดระวังก่อนจะถามว่า “ท่านอา เล่นอย่างไรหรือเจ้าคะ”
“ตอนนี้เจ้าสามารถควบคุมมันได้เอง เพียงแคคิดในหัวก็พอ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก็เริ่มลองทำทันที แล้วผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่นางต้องการ พลังปราณโลหิตนั้นเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง ทำให้เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ขณะที่เสี่ยวอวี่เอ๋อร์กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น พลังปราณโลหิตก็พลันเกิดความไม่มั่นคงขึ้นมา และความไม่มั่นคงนี้ก็ ‘บังเอิญ’ กลายเป็นหนามแหลมทิ่มเข้าที่ปลายนิ้วของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์พอดี
ทันใดนั้นเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก็ร้องอุทานออกมา นางก้มหน้าลงมอง เห็นเพียงหยดเลือดใสกระจ่างผุดขึ้นที่ปลายนิ้วน้อยของตน
“ท่านอา… เจ็บจัง”
ในสถานการณ์ปกติหลี่เต้าควรจะรีบปลอบโยนนางในทันที
แต่ในยามนี้สมาธิของหลี่เต้ากลับไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้เลย ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หยดเลือดนั้นอย่างไม่วางตา ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความตกตะลึงในใจของเขา เพราะมีพลังลึกลับในร่างของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ปกปิดอยู่ จึงทำให้เขาไม่อาจล่วงรู้สภาพที่แท้จริงของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ได้ แต่เมื่อหยดเลือดนี้ปรากฏขึ้น ทุกอย่างก็มีคำตอบแล้ว ในขณะนี้เขาสามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยได้อย่างชัดเจนจากหยดเลือดนั้น กลิ่นอายที่คุ้นเคยนี้ไม่ใช่ของผู้ใด แต่มันคือกลิ่นอายสายเลือดของตัวเขาเอง นั้นก็หมายความว่าสายเลือดของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์มีความเชื่อมโยงกับเขา และความเชื่อมโยงของสายเลือดนี้ยังลึกซึ้งมาก ด้วยเหตุนี้เองพลังปราณโลหิตของเขาถึงได้ผสานเข้ากับร่างของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ได้โดยไม่มีผลกระทบใด ๆ
“ท่านอา… มือเสี่ยวอวี่เอ๋อร์เจ็บ”
เมื่อได้ยินเสียงของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์อีกครั้ง หลี่เต้าจึงได้สติกลับมา หลี่เต้ามองหยดเลือดที่ปลายนิ้วของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก่อนจะเอ่ยปลอบว่า “อาจะแสดงกลให้ดูสักอย่าง ดีหรือไม่”
“มันคือมายากล เจ้าคอยดูก็พอ”
ทันใดนั้นความสนใจของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ถูกดึงดูดไปอย่างรวดเร็ว หลี่เต้าเช็ดหยดเลือดออกอย่างไม่ตั้งใจ เผยให้เห็นรอยแผลเล็ก ๆ ด้านล่างนั้น ภายใต้การควบคุมของเขา พลังปราณโลหิตที่ไม่มั่นคงก่อนหน้านี้ได้มารวมกันอีกครั้งแล้วมุ่งไปยังบาดแผลเล็ก ๆ นั้น ท่ามกลางสายตาอันประหลาดใจของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ บาดแผลได้สมานตัวจนหายไปแล้ว
“ท่านอา ไม่เจ็บแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เต้าก็ลูบเส้นผมของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์อย่างอ่อนโยน แม้ภายนอกของเขาจะดูเหมือนสงบนิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในใจกลับปั่นป่วนอย่างยิ่ง เมื่อครู่นี้หลังจากที่เขาได้รับหยดเลือดนั้นมา เพื่อการพิสูจน์อีกครั้ง เขาไม่กล้าทดลองว่าสายเลือดของพวกเขาจะเข้ากันได้หรือไม่บนร่างของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ แต่บนร่างของตัวเขาเองนั้นสามารถทดลองได้ตามใจชอบ เขาจึงได้ทดลองด้วยหยดเลือดนั้น
ผลก็คือสายเลือดของเขากับเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ได้หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ไม่มีการต่อต้านแม้แต่น้อย สถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะในสายเลือดทางตรงเท่านั้น ไม่ใช่การพิสูจน์ความสัมพันธ์ด้วยการหยดเลือดแบบทั่วไป แต่คล้ายกับการพิสูจน์พันธุกรรมในชาติก่อน เพียงแต่ในโลกนี้เปลี่ยนมาเป็นการพิสูจน์ด้วยพลังสายเลือดแทน
ดังนั้นเสี่ยวอวี่เอ๋อร์จึงเป็นลูกสาวของเขาจริงๆ เป็นลูกสาวแท้ ๆ!
ด้วยเหตุนี้ทุกอย่างจึงได้กระจ่างชัดแล้ว จวบจนบัดนี้หลี่เต้ายังจำความรู้สึกใจสั่นในครั้งแรกที่พบเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ได้อยู่เลย แม้ว่าลมปราณของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์จะถูกพลังในร่างซ่อนเอาไว้ แต่สัญชาตญาณแห่งสายเลือดก็ยังส่งผลต่อเขา เพียงแต่ตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกสนิทสนมตามธรรมชาติระหว่างพวกเขา ก็เพราะพวกเขาเป็นบิดาและบุตรีจึงได้เป็นเช่นนั้น
หลี่เต้าไม่เคยเจอเรื่องเช่นนี้มาก่อน จึงยากที่จะบรรยายความรู้สึกในยามนี้ได้
“ท่านอา ท่านจะเล่นต่อหรือไม่” เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของท่านอา นางจึงถามซ้ำอีกครั้ง หลังจากได้สติกลับมา หลี่เต้าก็พยักหน้าพลางกล่าวอย่างจริงจัง “เล่น” คราวนี้ไม่ใช่ท่านอาที่กำลังเล่นด้วยอีกต่อไป แต่เป็นบิดาที่กำลังเล่นกับบุตรสาว แม้จะเป็นการเล่นเหมือนกัน แต่ความรู้สึกกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง