ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 550 เล่ห์เหลี่ยมเล็ก ๆ
ด้านนอกเงื่อนแห่งนั้น ฮ่องเต้เดินนำอยู่ด้านหน้า องค์หญิงหมิงเยว่และคนอื่น ๆ เดินตามหลังมา
“เสด็จพ่อ ดูเหมือนพระองค์จะคุ้นเคยกับที่แห่งนี้มากเลยนะเพคะ?”
เมื่อเห็นฮ่องเต้เดิน ๆ หยุด ๆ อย่างมีจุดหมาย องค์หญิงหมิงเยว่จึงเอ่ยถามเสียงเบา
“คุ้นเคยสิ”
ฮ่องเต้หยุดฝีเท้าก่อนจะหันกลับมาพูดเบา ๆ ว่า “จะไม่คุ้นเคยได้อย่างไร ที่แห่งนี้เดิมทีเป็นของเรา สุดท้ายก็ถูกไทเฮาของเจ้าพระราชทานให้กับองค์ชายห้าลูกทรพีผู้นั้น”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ก็แค่นเสียงเบา ๆ กล่าวว่า “เจ้าคงไม่รู้ว่าเรารู้ความคิดของนางมานานแล้ว”
การที่ไทเฮามอบสถานที่แห่งนี้ให้จ้าวเชียว เห็นได้ชัดว่านางต้องการให้จ้าวเชียวเดินตามรอยของเขา แต่ไทเฮากลับลืมไปเรื่องหนึ่ง ตอนที่เขาแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท คู่แข่งของเขาล้วนไม่ใช่คนดี อย่างน้อยในสายตาของเขา ไม่ว่าจะเลือกใครออกมาก็ยังดีกว่าลูกชายทั้งห้าของเขาคนใดคนหนึ่งมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจ้าวเชียว ในบางแง่มุมของหัวใจของฮ่องเต้แล้ว โอรสผู้นี้ยิ่งด้อยกว่าจ้าวคังและจ้าวหย่งก่อนที่พวกเขาจะกลับมาจากถังโจวเสียด้วยซ้ำ หลังพูดจบฮ่องเต้ก็หันไปมองหลี่เต้าทันที “อูอันกง โอรสของเราไม่มีดี บัดนี้เจ้าห้าก็อยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว ส่วนที่เหลืออยู่อีกไม่กี่คน ไม่มีผู้ใดที่เจ้าคิดว่าดีเลยหรือ?”
องค์ชายห้าถูกเขาทอดทิ้งไปแล้ว คนประเภทนี้ไม่มีทางสืบทอดบัลลังก์ได้เลย องค์ชายสามและองค์ชายสี่ก็เคยถามถึงไปแล้วในครั้งก่อน ตอนนี้เหลือให้เลือกแค่สองคน น่านะง่ายขึ้นแล้วกระมัง
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทั้งองค์หญิงหมิงเยว่และเถียซานเหนียงก็ต่างตะลึงงัน เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้พวกนางสมควรจะได้ยินด้วยหรือ?
แต่ในเมื่อฮ่องเต้ถามออกมาแล้ว ก็แสดงว่าพระองค์ไม่ได้ถือสาอะไร สำหรับหลี่เต้าครั้งที่แล้วเขาเคยได้ยินคำถามแบบนี้จึงไม่รู้สึกอะไร เพียงแต่เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงถามคำถามเช่นนี้กับเขาอยู่เรื่อย แต่ในเมื่อถูกถามอีกครั้ง เขาก็ทำได้เพียงตอบอีกครั้งเท่านั้น
ดังนั้นหลี่เต้าจึงตอบคำถามที่ถูกถามอีกหนว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมยังคงยืนยันคำเดิม ไม่เห็นว่ามีใครที่เหมาะสมพะยะค่ะ”
องค์หญิงหมิงเยว่มองด้วยสายตา ‘ช่างกล้าเหลือเกิน’
เถียซานเหนียงคิดในใจ ‘หวังว่าฝ่าบาทจะไม่กริ้วฮ่องเต้…’
แต่ทันใดนั้นหลี่เต้าก็ได้เอ่ยปากขึ้นมาอีกประโยค “น่าเสียดาย…”
ฮ่องเต้พลันชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามว่า “น่าเสียดายอะไรหรือ?”
หลี่เต้ามองไปยังองค์หญิงหมิงเยว่แล้วกล่าวว่า “น่าเสียดายที่องค์หญิงหมิงเยว่เป็นสตรี มิเช่นนั้นแล้วกระหม่อมก็คิดว่านางเหมาะสมมาก”
ความคิดนี้เขาเคยมีมานานแล้ว เพียงแต่วันนี้เพิ่งได้เอ่ยออกมาเท่านั้น เมื่อคำพูดนั้นถูกเอ่ยจบ สายตาของฮ่องเต้และเถียซานเหนียงก็มองไปทางองค์หญิงหมิงเยว่อย่างอดไม่ได้ เถียซานเหนียงได้สติกลับเป็นคนแรกนางจึงเอ่ยว่า
“อย่าได้พูดเหลวไหล หมิงเยว่เป็นองค์หญิงจะเป็นไปได้อย่างไร…” แต่พอพูดได้ครึ่งหนึ่งนางก็พลันหุบปากเงียบ
เรื่องบางอย่างไม่ควรพูดต่อหน้าฮ่องเต้ หรืออย่างน้อยก็ไม่ควรให้นางเป็นคนพูด องค์หญิงหมิงเยว่ไม่ได้เอ่ยปากใด ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกประหลาดใจ เพราะจีหมิงเยว่เองก็เคยกล่าวถ้อยคำคล้ายกันนี้กับนาง สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต่างจับจ้องไปที่ฮ่องเต้ และได้พบว่าฮ่องเต้กำลังเหม่อมององค์หญิงหมิงเยว่ อยู่ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใด หลังจากครู่หนึ่งผ่านไป ฮ่องเต้จึงได้สติกลับมาแต่ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อคำพูดของหลี่เต้า แต่กลับเอ่ยปากว่า “เอาละ เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เราจะให้คำชี้แจงแก่พวกเจ้าในภายหลังอย่างแน่นอน”
“ตอนนี้เรื่องสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ฝ่ายไทเฮาสงบลง ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็คงปิดบังไว้ได้ไม่นาน”
“พวกเจ้าตัดสินใจกันเองเถิดว่าจะอยู่หรือไป ส่วนเราจะกลับก่อน”
หลังจากพูดจบ ฮ่องเต้ก็ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม เดินตามจ้าวฉงออกไปทันที หลี่เต้ามองฮ่องเต้เดินจากไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด จนกระทั่งเถียซานเหนียงเอ่ยปากทำลายความเงียบขึ้น
“หมิงเยว่ พาข้าไปพบเสี่ยวอวี่เอ๋อร์เถิด คราวนี้นำของขวัญมาให้นางมากมาย”
จากนั้นนางก็หันไปมองหลี่เต้าที่อยู่ด้านข้าง “ถ้าให้พี่หลี่ไปด้วยกันกับพวกเรา คงไม่มีปัญหาอะไรกระมัง”
แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะผ่านพ้นมาได้อย่างปลอดภัย แต่หลังจากประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ก็ย่อมอดรู้สึกหวาดผวาไม่ได้ เถียซานเหนียงคิดว่าให้หลี่เต้าไปด้วยกันจะดีกว่า องค์หญิงหมิงเยว่ส่ายหน้าพลางกล่าว “ไม่เป็นไร เสี่ยวอวี่เอ๋อร์เคยพบอูอันกงมาแล้ว ทั้งสองคนก็ถือว่าคุ้นเคยกันดี”
อันที่จริงแล้วไม่ใช่แค่คุ้นเคยเท่านั้น สองสามวันเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก็จะพูดกับนางว่าอยากเจอหลี่เต้า
เพียงแต่นางรู้สึกหวงลูกจึงไม่เคยตกลง เมื่อได้ยินชื่อเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ ดวงตาของหลี่เต้าก็เผยแววคาดหวังออกมาเล็กน้อย บางเรื่องต้องรอจนกว่าจะได้พบตัวจริงถึงจะเข้าใจได้กระจ่าง หลังจากออกจากเงื่อนของจ้าวเชียว
หลี่เต้าก็นั่งรถม้าของเถียซานเหนียง ส่วนเถียซานเหนียงไปนั่งรถม้าคันเดียวกันกับองค์หญิงหมิงเยว่ ระหว่างทางไปยังจุดหมาย ดวงตาขององค์หญิงหมิงเยว่จับจ้องมองเถียซานเหนียงอยู่ตลอดเวลา
เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์หญิงหมิงเยว่กับหลี่เต้าแล้ว เถียซานเหนียงก็มักจะมีความรู้สึกแปลก ๆ ว่าตนเองเป็นฝ่ายด้อยกว่าอย่างบอกไม่ถูก ดูเหมือนว่าองค์หญิงหมิงเยว่ตรงหน้าคือภรรยาเอก ส่วนนางเป็นเพียงแค่คนนอก อันที่จริงแล้วหากมองในแง่หนึ่งคำพูดนี้ก็ถูกต้อง สุดท้ายเถียซานเหนียงก็ทนถูกจ้องมองไม่ไหว จึงเอ่ยปากขึ้นว่า “หมิงเยว่ เจ้ากำลังมองอะไรอยู่?”
องค์หญิงหมิงเยว่พลันแย้มยิ้มขึ้นมาทันที “ข้ากำลังมองสตรีผู้หนึ่งที่กำลังตกอยู่ในห้วงรัก ตอนนั้นใครกันนะที่เคยบอกว่าไม่ชอบอูอันกง”
ใบหน้าเถียซานเหนียงแดงก่ำ นางแย้งกลับไปว่า “อย่าพูดเหลวไหล ตอนนั้นข้าไม่ได้บอกว่าชอบ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่ชอบ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงว่าหมิงเยว่เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลี่เต้าแล้ว สีหน้าของเถียซานเหนียงก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ตอนนี้ข้าจะพูดตามตรง ข้าชอบพี่หลี่”
“ชอบจริงๆ หรอ?”
“ชอบมาก”
เมื่อเห็นแววตาที่ซ่อนความรู้สึกไม่มิดของเถียซานเหนียง องค์หญิงหมิงเยว่จึงเอ่ยว่า “เจ้าช่างกล้าหาญนัก ในโลกนี้มีสตรีน้อยคนนักที่จะกล้าแสดงความรู้สึกของตนเองออกมา”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สตรีผู้พิเศษที่หาได้ยากเช่นเจ้า ซานเหนียง” ทันใดนั้นเถียซานเหนียงพลันเงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า
“หมิงเยว่ เจ้าอย่าแย่งเขาไปจากข้าได้หรือไม่”
“แย่งเขา?”
องค์หญิงหมิงเยว่ชะงักงันไปครู่หนึ่งก่อนนางจะเอ่ยปาก
“ก่อนหน้านี้ก็ได้พูดกันชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือว่าเป็นเพียงความเข้าใจผิด?”
“ยังไงเจ้าก็ต้องสาบานว่าจะไม่แย่งเขาไปจากข้า”
“จำเป็นถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
จำเป็น แน่นอนว่าจำเป็น
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเถียซานเหนียงแล้ว องค์หญิงหมิงเยว่ก็ถึงกับไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี อูอันกงผู้นั้นน่าหลงใหลถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
หากประเมินตามมาตรฐานที่สตรีมองบุรุษแล้ว อูอันกงก็นับเป็นบุรุษที่มีคุณสมบัติอันดีเยี่ยมซึ่งหาได้ยากยิ่ง แต่คุณสมบัติที่ดีเยี่ยมเหล่านั้นเกี่ยวอะไรกับนางด้วยเล่า นางไม่ใช่คนไร้ยางอายถึงขั้นจะไปแย่งบุรุษจากสหายสนิท อีกอย่างนางก็เคยกล่าวไว้แล้วว่าชั่วชีวิตนี้นางจะไม่มีบุรุษคนที่สองอีก
“ข้าสาบาน ข้าจะไม่แย่งบุรุษไปจากเจ้าเป็นอันขาด พอใจหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้น เถียซานเหนียงก็ถึงได้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นนางก็เอ่ยว่า “อันที่จริงแล้ว หากเจ้ายอมรับข้าเป็นพี่สาว ข้าก็จะไม่ถือสาเจ้า”
องค์หญิงหมิงเยว่ชายตามองอย่างดูแคลน “ซานเหนียง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะบ้าผู้ชายเหมือนเจ้าหรอกนะ”
“บ้าผู้ชายหรือ?”
เถียซานเหนียงยิ้มบาง นางเริ่มตั้งตารอวันที่หลี่เต้าจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง หวังว่าเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว หมิงเยว่จะยังคงยืนกรานในความคิดเช่นนี้อยู่
หากหลี่เต้าเป็นหลี่เต้าคนที่สองจริงๆ เถียซานเหนียงจะไม่สงสัยในตัวสหายรักของตนเลย นางเป็นคนมีหลักการ แต่ใครจะรู้ว่าหลี่เต้าก็คือ ‘หลี่เต้า’ สหายรักย่อมเข้าใจกันดี บางครั้งระหว่างชอบกับไม่ชอบก็ต่างกันเพียงแค่เงื่อนไขเดียวเท่านั้น