ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 517 จิตวิญญาณรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย
- Home
- ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ
- บทที่ 517 จิตวิญญาณรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย
ในที่ที่คนภายนอกมองไม่เห็น จิตวิญญาณขนาดรอยจั้งได้เข้าไปในร่างกายของหลี่เต้าอย่างสมบูรณ์ แสงเรืองรองวูบหนึ่งได้ปรากฏขึ้นบนผิวของหลี่เต้าแล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อการแปรสภาพสิ้นสุดลง หลี่เต้าจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ในขณะที่เขาลืมตา แสงสีน้ำเงินก็ได้ปรากฏขึ้น สุดท้ายมันก็กลายเป็นความลึกล้ำในดวงตาของเขา หากมีผู้ใดมาอยู่ข้างกายของหลี่เต้าในตอนนี้ก็จะพบว่าแววตาของเขาดูลึกล้ำและงดงามยิ่งขึ้น
ทันใดนั้นหลี่เต้าพลันมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา คลื่นพลังจิตที่มองไม่เห็นได้แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเขา ในชั่วขณะถัดมาจากการรับรู้ของเขา ทุกสิ่งรอบตัวได้ปรากฏขึ้นเป็นโครงสร้างเล็ก ๆ ในหัวของเขาราวกับว่ากำลังมองดูจากมุมมองของเทพเจ้า มีเพียงโครงร่างทว่าไม่มีสี แต่กลับสามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวของผู้คนรอบข้างได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้นเขาสังเกตเห็นว่าโจวชิงเอ๋อร์และเหมียวเมียวซินก็หันมองมาทางเขาราวกับพวกนางรับรู้บางสิ่งได้ ทำให้เขาเข้าใจว่าความสามารถนี้ผู้อื่นสามารถรับรู้ได้
หลังจากนั้นหลี่เต้าจึงได้ทดลองขอบเขตความสามารถดู สุดท้ายเขาก็ได้แต่บอกว่าขอบเขตไม่เล็กเลยทีเดียว ระยะทางโดยรอบเกือบเก้าพันจั้งอยู่ในขอบเขตการรับรู้จิตวิญญาณ เขาน่าจะเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติพลังกายของเขาด้วย เพราะในคุณสมบัติพลังกายของเขานั้นก็มีคุณสมบัติด้านจิตใจร่วม
“ดูเหมือนจะมีประโยชน์ด้านนี้อีก”
หลี่เต้าดึงการรับรู้กลับมาแล้วเริ่มหลอมรวมจิตวิญญาณอีกครั้ง
ในชั่วขณะถัดมา ทุกสิ่งในกระโจมรอบตัวเขาพลันเริ่มลอยขึ้น ควบคุมสิ่งของ?
เนื่องจากจิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งเกินไป พลังที่แผ่ออกมาจึงสามารถส่งผลกระทบต่อสสารภายนอกได้ แต่เขาพบว่าผลกระทบนี้ดูเหมือนจะไม่แข็งแกร่งนัก อย่างมากก็แค่ทำให้ชีวิตประจำวันของเขาสะดวกสบายขึ้นเล็กน้อย ส่วนขอบเขตความสามารถก็บอกได้แค่ว่าสามารถทำได้ภายในระยะการรับรู้ของจิตวิญญาณเขาเท่านั้น
ยิ่งจดจ่อมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็ยิ่งดีมากเท่านั้น หากแปรสภาพจิตวิญญาณแล้วได้ผลลัพธ์มาแค่นี้เขาคงต้องผิดหวังเป็นแน่ แต่เขาเชื่อว่าผลลัพธ์ที่การแปรสภาพจิตวิญญาณนำมาให้เน้นมันไม่ใช่เพียงแค่นี้
“จะว่าไปแล้วมีคำกล่าวว่าเมื่อพลังจิตวิญญาณแข็งแกร่ง ก็จะสามารถควบคุมพลังแห่งฟ้าดินได้ ไม่รู้ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่”
แม้ว่าก่อนหน้านี้จิตวิญญาณของเขาจะแข็งแกร่ง แตมันไม่สามารถแยกออกมาจากร่างกายได้ จึงไม่สามารถทำการทดลองได้
แต่ตอนนี้เขาสามารถปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณออกมาได้แล้ว ดังนั้นเลยลองทดสอบดูได้ จากนั้นหลี่เต้าจึงแผ่การรับรู้ออกไป แล้วเขาก็สัมผัสได้ถึงพลังแห่งฟ้าดินที่มีอยู่ทั่วทุกแห่งหนอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเขาจึงลองใช้พลังจิตวิญญาณที่แผ่ออกไปทำการควบคุมมัน ผลลัพธ์… ไม่สำเร็จ ไม่ว่าเขาจะพยายามให้พลังจิตวิญญาณส่งผลต่อพลังแห่งฟ้าดินอย่างไร พลังแห่งฟ้าดินก็ไม่สนใจเขาเลย ราวกับเป็นไฟล์ที่เปิดไม่ได้เพราะรูปแบบไม่ตรงกัน
“จะมีเพียงเท่านี้จริงๆ หรือ”
หลี่เต้าใช้ความคิดควบคุมพร้อมกับยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว จากนั้นเหตุการณ์ที่น่าตกตะลึงก็ได้ปรากฏขึ้น
เมื่อมือของเขาเคลื่อนไหว พลังแห่งฟ้าดินก็มีการเคลื่อนไหวตามไปด้วย
หลี่เต้าลองยกมือขึ้นคว้าด้วยความคาดหวัง ทันใดนั้นพลังแห่งฟ้าดินที่เมื่อครู่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ก็กลับถูกเขาคว้าเอาไว้ได้ด้วยมือเปล่า หลี่เต้า “???”
เกิดอะไรขึ้น?
ไม่ใช่ว่าพลังแห่งฟ้าดินไร้รูปไร้ตัวตน หรือมีเพียงพลังจิตวิญญาณหรือพลังปราณแท้ไร้รูปไร้ตัวตนเช่นเดียวกันเท่านั้นที่จะสามารถส่งผลกระทบต่อมันได้?
แล้วทำไมร่างกายถึงสามารถสัมผัสมันได้ แม้ว่าพลังแห่งฟ้าดินจะไร้รูปไร้ตัวตน แต่ในความรู้สึกของหลี่เต้านั้น เขากลับพบว่าตนเองสามารถจับต้องพลังแห่งฟ้าดินได้ราวกับสัมผัสอ่อนนุ่มของสายลมที่พัดผ่านมือ ให้เขาได้จับมันตามใจปรารถนา เพื่อค้นหาความจริงในจุดนี้หลี่เต้าจึงก้มหน้าลงเริ่มทำการสำรวจ ในที่สุดเขาก็ค้นพบต้นตอของปัญหา
เขาพบว่าหลังจากแปรสภาพจิตวิญญาณแล้ว จิตวิญญาณของเขาก็ได้หลอมรวมเข้ากับร่างกายอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นเมื่อร่างกายของเขาเคลื่อนไหว จิตวิญญาณของเขาจึงเคลื่อนไหวตามไปด้วย ทั้งสองสิ่งนี้อยู่ในสภาวะซ้อนทับกัน โดยรวมแล้วเพราะร่างกายและจิตวิญญาณได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งรูปธรรมหรือสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างพลังแห่งฟ้าดิน ตราบใดที่เขาต้องการ เขาก็จะสามารถโจมตีและสัมผัสมันได้ หากก่อนหน้านี้หมัดของเขาเป็นเพียงการโจมตีทางกายภาพ แต่หลังจากแปรสภาพจิตวิญญาณแล้ว ร่างกายของเขาก็มีการโจมตีด้วยพลังวิเศษด้วย
สมมติว่าน้องสาวของเขาหลี่ชิงเอ๋อร์ยังคงอยู่ในสภาพที่ถูกเทพีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักปราบสวรรค์สิงร่าง เขาก็ไม่จำเป็นต้องแทรกเข้าไปในห้วงจิตวิญญาณของอีกฝ่าย หากเขาต้องการก็สามารถโจมตีเทพีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักปราบสวรรค์ผ่านร่างกายได้โดยตรงเพื่อช่วยหลี่ชิงเอ๋อร์ออกมา แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องรอง หลี่เต้าให้ความสำคัญกับวิธีการใช้ความสามารถนี้ในอีกรูปแบบมากกว่า เมื่อเผชิญหน้ากับการคุ้มครองเทพมนุษย์ของไกเซียนจง ถึงแม้เขาจะมีพลังมากมายแต่ก็ยากที่จะทำลายล้างอีกฝ่ายได้ เพราะการโจมตีทางกายภาพแทบจะไม่ส่งผลต่อการคุ้มครองเทพมนุษย์ แต่ตอนนี้มันแตกต่างออกไป เขาสามารถฉีกการคุ้มครองเทพมนุษย์ได้ด้วยมือเปล่าและทำการโจมตีอีกฝ่ายได้ หากกล่าวว่าด้วยการมีอยู่ของการคุ้มครองเทพมนุษย์ ทำให้หลี่เต้าที่มีพลังกายถึงแปดแสนทำได้มากที่สุดก็แค่สู้กับเทพมนุษย์ทั่วไปได้อย่างสูสี ยากที่จะเอาชนะได้โดยตรง แต่ตอนนี้หากมีความสามารถนี้อยู่ ความได้เปรียบของเขาในระดับเดียวกันก็สามารถแสดงออกมาได้อีกครั้ง กล่าวโดยง่ายคือการแปรสภาพจิตวิญญาณอาจไม่ได้ยกระดับพลังของเขามากนัก
แต่ในแงของวิธีนั้นมันกลับให้ความประหลาดใจอันยิ่งใหญ่แก่เขา พึงรู้ไว้ว่าเว้นเสียว่าจะเลือกเส้นทางการฝึกฝนแบบเน้นกายภาพ ในโลกใบนี้ยิ่งมีพลังยุทธ์สูงเท่าไหร่ สิ่งที่ยากจะจัดการมากที่สุดก็คือความสามารถในการควบคุมพลังสวรรค์พิภพของผู้คนเหล่านั้น และด้วยผลของการรวมเป็นหนึ่งเดียวระหว่างจิตวิญญาณและร่างกาย พลังของเขาจึงสามารถแสดงสิ่งนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“นี่แหละคือ ‘หนึ่งพลังสยบหมื่นวิชา’ ที่แท้จริง”
หลี่เต้ารำพึงในใจอย่างอดไม่ได้
หลังจากนั้นหลี่เต้าก็ได้ลองทดสอบดูว่าจิตวิญญาณยังมีผลลัพธ์หรือความสามารถด้านอื่นอีกหรือไม่ และเขาก็ได้ค้นพบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการแปรสภาพจิตวิญญาณ ประการแรกคือเนื่องจากการรวมเป็นหนึ่งเดียวระหว่างจิตวิญญาณและร่างกาย จึงทำให้ร่างกายและจิตวิญญาณของเขาไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีกต่อไป ส่วนเหตุผลที่สามารถแผ่พลังจิตวิญญาณได้นั้นเป็นเพราะพลังจิตวิญญาณเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับร่างกายและพลังปราณโลหิต พลังจิตวิญญาณยึดติดอยู่กับจิตวิญญาณแต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณของเขา พูดง่าย ๆ ก็คือหากผู้ใดต้องการโจมตีจิตวิญญาณของหลี่เต้าก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
เพราะการจะโจมตีจิตวิญญาณของหลี่เต้าได้นั้น จำเป็นต้องทำลายร่างกายของเขาให้ได้เสียก่อน ยิ่งไปกว่านั้นวิชาลับของผู้อาวุโสสวีผู้นั้นก็ไม่สามารถส่งผลต่อหลี่เต้าได้อีกต่อไป หากจะลองให้ผู้อาวุโสสวีพยายามผลักวิญญาณของหลี่เต้าออกจากร่างอีกครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะเป็นว่าผู้อาวุโสสวีจะถูกพลังร่างกายและจิตวิญญาณของหลี่เต้าสังหารในทันที นี่คือการค้นพบที่สำคัญที่สุด ยังมีการค้นพบเล็ก ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อหลี่เต้าอีกแต่ก็ไม่ได้มากนัก
โดยสรุปแล้วการแปรสภาพวิญญาณครั้งนี้มันได้นำประโยชน์มาสู่หลี่เต้าอย่างแท้จริง ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการเปิดเผยตัวตนอีกต่อไป ด้วยพลังความสามารถในปัจจุบันของเขา ต่อให้ถูกเปิดเผยก็ไม่เป็นไร จะมีผู้ใดสามารถกำจัดเขาได้จริงๆ หรือ
“ตายแล้วฟื้นคืนชีพกลายเป็นเทพมนุษย์ ไม่รู้ว่าผู้คนในเมืองหลวงจะชอบของขวัญชิ้นใหญ่นี้หรือไม่”