ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 501 เตรียมตัวหนี
เมื่อเห็นไกเชียนจงโกรธจัดจนเตรียมจะใช้ท่าไม้ตาย
หลีเตาก็พุ่งเข้าไปโจมตีใหม่อีกรอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ในสถานการณ์เช่นนี้หากถูกข่มเอาไว้ได้ เขาอาจจะไม่มีโอกาสอีกเลย
เมื่อเผชิญหน้ากับหลีเตาที่บุกเข้ามา ไกเชียนจงเองก็จำต้องต่อสู้ด้วย
แต่เทพมนุษย์ก็คือเทพมนุษย์ ด้วยการคุ้มครองเทพมนุษย์ที่มีอยู่ติดกาย
เมื่อไกเชียนจงเอาจริงเอาจัง เขาก็ยังคงสามารถกดดันหลีเตาได้
เพียงแต่เพราะระบบการบำเพ็ญของหลีเตามีความพิเศษจึงทำให้เขาไม่สามารถเอาชนะได้ในเวลาอันสั้น
แต่ในสายตาของคนนอกนั้นกลับมองเห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างกำลังต่อสู้กันอย่างสูสี
ด้วยการปะทะกันอย่างต่อเนื่องของทั้งสองคน ทั่วทั้งหุบเขาเป่ยหมางสั่นสะเทือนไม่หยุด พืนดินแตกร้าว ภูเขาพังทลาย
ภายใต้วรยุทธระดับเทพมนุษย์ของไกเชียนจงทำให้พลังสวรรค์พิภพแปรปรวนไม่หยุด
ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสได้เริ่มเปลี่ยนสี จนสุดท้ายถึงขั้นดึงดูดสายฟ้าให้ร้องคำราม
ตู้ม !
ทันใดนั้นหลีเตาก็ถูกพลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งกระแทกจนถอยร่นกลางอากาศไปร้อยจั้ง
ไกเชียนจงจึงฉวยโอกาสนี้รีบถอยห่างจากหลีเตาทันที
เขาไม่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสเข้ามาใกล้อีก
“คราวนี้ข้าจะทำให้เจ้าแหลกเป็นจุณ !!”
ไกเชียนจงที่ลอยตัวอยู่เหนือพื้นดินร้อยจั้งเอ่ยปากพูดกับหลีเตาจากที่สูง
ขณะที่พูดนั้นพลังปราณแท้อันน่าสะพรึงกลัวก็ได้หลอมรวมอยู่รอบกายของเขา
ภายใต้การรวมตัวของพลังสวรรค์พิภพอย่างต่อเนื่อง ท้องฟ้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ลมพายุคำรามกึกก้อง เมฆดำมืดครึ้มม้วนตัวบนท้องฟ้า
เปรี้ยง !
ทันใดนั้นก็มีสายฟ้าฟาดลงมากลางเมฆดำ แสงนั้นส่องสว่างไปทั่วร่างของทั้งสองคน
แม้การโจมตีจะยังไม่ได้ลงมาถึงตัว แต่ร่างของหลีเตาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตราย
คิ้วของเขากระตุกราวกับเป็นสัญญาณเตือน
หลีเตาแอบคิดในใจ
“ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีทางอื่นสินะ…”
“ตอนนี้เขายังไม่มีความสามารถมากพอที่จะต่อกรกับผู้แข็งแกร่งระดับเทพมนุษย์ได้”
เปรี้ยง !
เนื่องจากหลีเตายืนอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างสูง ทั้งยังอยู่ใต้เมฆดำทะมึนพอดี
เมื่อเกิดเสียงฟ้าร้องดังสนั่น สายฟ้าเส้นหนึ่งจึงถูกดึงดูดมาหาเขา
แต่ก่อนที่อสนีบาตสายนั้นจะเข้าใกล้หลีเตา ง้าวมังกรทมิฬในมือของเขาก็วาบแสงขึ้น
สายฟ้าทั้งหมดได้ถูกดูดเข้าไปในง้าวมังกรทมิฬ
นั่นคือตัวง้าวมังกรทมิฬที่สามารถดูดซับพลังสวรรค์พิภพได้ ก็ย่อมไม่กลัวสายฟ้าธรรมชาติเพียงเท่านี้
พอหลีเตาเห็นเหตุการณ์นี้กับตา เขาก็เลิกคิ้วขึ้นราวกับนึกอะไรบางอย่างได้
“ลองดูเป็นหนสุดท้าย”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลีเตาจึงตัดสินใจทุ่มสุดตัวเป็นครั้งสุดท้าย
หากครั้งนี้ยังไม่พบโอกาสอีก เขาก็จะถอยหนีไปเสีย เขาไม่ใช่คนที่ไม่รู้ว่าสู้ไม่ได้แต่ยังดื้อดึงจะสู้ต่อ
แม้เขาจะไม่มีทางสู้ผู้อยู่ในระดับเทพมนุษย์ได้
แต่ด้วยพลังของเขาแล้ว การหนีรอดจากเงื้อมมือของผู้อยู่ในระดับเทพมนุษย์ก็ยังมีโอกาสอยู่
หลังจากตัดสินใจได้แล้ว ในขณะที่การโจมตีของไกเชียนจงยังมาไม่ถึง หลีเตาก็เหยียบอากาศขึ้นไปยังที่สูงกว่า
จากนั้นเขาพลันยกง้าวมังกรทมิฬในมือขึ้น
หลังจากใช้จิตติดต่อกับจิตวิญญาณภายในง้าวมังกรทมิฬแล้ว
กระแสสายฟ้าที่เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างก็ถูกปลดปล่อยออกมาจากภายในง้าวมังกรทมิฬ
นี่คือพลังสวรรค์ลงทัณฑ์ !
หลังจากพลังสวรรค์ลงทัณฑ์ปรากฏขึ้น เมฆดำเหล่านั้นก็ราวกับรับรู้ถึงบางสิ่งได้
จากพวกมันก็ปรากฏอสนีบาตออกมาพร้อมกัน
เมื่อสายฟ้าเหล่านั้นปรากฏขึ้น ง้าวมังกรทมิฬก็สั่นไหวเบาๆ
ในชั่วขณะถัดมา สายฟ้าทั้งหมดก็พุ่งเข้าหาง้าวมังกรทมิฬและถูกมันดูดกลืนไปจนหมด
เมื่อเห็นภาพนั้นหลีเตาก็พึมพำกับตัวเอง
“ไม่รู้ว่านี่จะนับเป็นการควบคุมพลังสวรรค์พิภพหรือไม่”
หลังจากสายฟ้าถูกง้าวมังกรทมิฬดูดกลืนไปแล้ว ภายใต้อิทธิพลของพลังสวรรค์ลงทัณฑ์
พลังทั้งหมดจึงถูกเปลี่ยนเป็นพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม
อีกด้านหนึ่งไกเชียนจงได้รวบรวมการโจมตีเสร็จแล้วอย่างรวดเร็ว
“ตราประทับแห่งสวรรค์พิภพ !!”
เมื่อเสียงนั้นจบลง ก็มีตราประทับสีทองขนาดมหึมาปรากฏขึ้นรอบกายของไกเชียนจง
อักขระบนตราประทับสีทองพลันหลอมรวมเข้าด้วยกัน
จากนั้นมันเปล่งแสงสีทองออกมาแล้วพุ่งขึ้นไปใส่หลีเตาที่อยู่บนฟ้า
หลีเตารีบใช้ง้าวมังกรทมิฬดูดซับอสนีบาตมาอย่างบ้าคลั่ง
ในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็ยังระดมพลังปราณโลหิตจำนวนมากในร่างกาย
หลังจากพลังทั้งสองผสานรวมกันแล้ว ทั้งง้าวมังกรทมิฬก็ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสายฟ้าสีเลือด
ไร้เทียมทาน !
เมื่อเผชิญหน้ากับตราประทับสีทองที่กำลังพุ่งเข้ามา หลีเตาก็พลันก้มตัวพุ่งลงไปโจมตี
ในชั่วพริบตาทั้งสองฝ่ายก็เข้าปะทะกันพร้อมกับการโจมตีของตน
ทันใดนั้นแสงสีทองจำนวนมากก็เริ่มส่องประกาย โดยมีทั้งสองคนเป็นจุดศูนย์กลาง
พร้อมกันนั้นสายฟ้าสีเลือดก็พุ่งออกมาจากแสงสีทองจำนวนมาก
ทั้งแสงสีทองและสายฟ้าสีเลือดโรมรันพันตูโจมตีกันไม่หยุด อาละวาดไปทั่วทั้งหุบเขาเป่ยหมาง
ในตอนนี้หลีเตาและไกเชียนจงที่อยู่ท่ามกลางแสงสีทองและสายฟ้าก็ได้เห็นหน้ากันอีกครั้งในระยะประชิด
ในระยะใกล้ไกเชียนจงขมวดคิ้วเมื่อต้องเผชิญกับสายฟ้าสีเลือดที่กำลังอาละวาดอย่างเกรี้ยวกราด
เพราะเขาพบว่าพลังบางส่วนที่แฝงอยู่ในสายฟ้าสีเลือดนี้ มันสามารถเพิกเฉยการคุ้มครองเทพมนุษย์รอบกายเขาและตกลงมาบนตัวเขาโดยตรงได้
โชคดีที่พลังส่วนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก อย่างมากก็แค่วทำให้เขาดูโทรมและรู้สึกชาไปบ้าง แต่ไม่สามารถสร้างภัยคุกคามที่แท้จริงต่อเขาได้
แตเมื่อเทียบกับไกเชียนจงแล้ว สถานการณ์ของหลีเตากลับดูไม่ค่อยดีนัก
แสงสีทองที่แผ่ออกมาจากตราประทับทองคำขนาดใหญ่ได้ทะลุผ่านร่างของหลีเตาไป แม้ดูเผินๆ จะเหมือนเพียงแค่ทะลุผ่านไปโดยไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใดขึ้น
แต่หลีเตากลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าทุกครั้งที่แสงสีทองทะลุผ่านร่างของเขาไป มันจะดูดพลังปราณโลหิตส่วนหนึ่งออกไปด้วย
ทว่าโชคดีที่พลังปราณโลหิตในร่างของเขามีมากมายมหาศาลจึงสามารถทนรับได้
คาดว่าหากเป็นผู้ฝึกยุทธทั่วไปแล้ว เพียงแค่โดนแสงสีทองเหล่านี้ส่องโดนก็อาจจะตายคาที่ได้เลย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หลีเตาได้ลงมาจากท้องฟ้า เขากลับมายืนบนพื้นดิน
เขาเปลือยท่อนบน มือขวากำง้าวมังกรทมิฬปักลงพื้นเพื่อพยุงตัว
บนง้าวมังกรทมิฬยังคงมีกระแสสายฟ้าแลบปลาบอยู่
ส่วนไกเชียนจงขณะนี้เขายังคงยืนอยู่บนท้องฟ้าก้มมองลงมาที่หลีเตา
เมื่อเทียบกับหลีเตาแล้ว สภาพของเขาดูดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
หลีเตาเงยมองดูท้องฟ้าที่มีเมฆดำทะมึนหนาทึบหลายชั้นพลางถอนหายใจยาว
“ถึงเวลาต้องไปแล้ว…”
ขณะที่หลีเตากำลังคิดว่าจะหาทางหนีอย่างไรให้ดูดีอยู่นั้น ทันใดเขาก็ก้มมองพื้นดินใต้ง้าวมังกรทมิฬ
สายฟ้าสีเลือดที่กำลังพันรอบง้าวมังกรทมิฬ เนื่องจากมันสัมผัสกับพื้นดิน กระแสสายฟ้าบางส่วนจึงถูกดูดลงสู่พื้นดินไป
ทว่าเขารู้สึกได้ว่าสายฟ้าที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากง้าวมังกรทมิฬนั้น ดูเหมือนมันจะสัมผัสโดนกับบางสิ่งใต้พื้นดินเข้า
ทันใดนั้นหลีเตาก็สังเกตเห็นการสั่นสะเทือนเล็กน้อยใต้เท้า
ราวกับว่ามีบางสิ่งที่ฝังลึกอยู่ใต้พื้นดินกำลังขยับตัว
แท่นบูชาของสำนักปราบสวรรค์…
ในชั่วขณะนั้นหลีเตาพลันนึกถึงหลายสิ่งหลายอย่าง
เส้นชีพจรมังกร !
ทันใดนั้นหลีเตาก็นึกถึงเรื่องที่น้องสาวของตนเคยบอกเอาไว้
แต่ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาต่อสู้กันมาตั้งนาน แต่ทำไมเส้นชีพจรมังกรถึงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลย
ผลกลับกลายเป็นว่าเมื่อง้าวมังกรทมิฬปลดปล่อยพลังสายฟ้าออกมาเพียงเล็กน้อย มันกลับเกิดการตอบสนองขึ้น
อีกทั้งตามความเข้าใจของเขาแล้ว เส้นชีพจรมังกรไม่ควรเป็นสิ่งไร้ชีวิตหรอกหรือ
หากสิ่งที่เขาสัมผัสได้นั้นเป็นเส้นชีพจรมังกรจริง แล้วเหตุใดจึงมีลักษณะเหมือนสิ่งมีชีวิตเล่า
แต่ไม่นานหลีเตาก็ตัดสินใจได้
อย่างไรเสียก็ตั้งใจจะหนีอยู่แล้ว ก่อนจะไปก็ขอดูลำดับสักหน่อยว่าเจ้าสิ่งที่อยู่ข้างใต้นั้นคืออะไรกันแน่
ดังนั้นหลีเตาจึงยกง้าวมังกรทมิฬขึ้นมา แล้วระดมพลังสายฟ้าที่เหลืออยู่ภายในนั้น
อีกด้านหนึ่ง เมื่อไกเชียนจงเห็นดังนั้นก็ยิ้มเยาะ
เขาคิดว่าหลีเตายังไม่ยอมแพ้และต้องการโจมตีเขาต่อ
การโจมตีอย่างดุเดือดก่อนหน้านี้ยังทำอะไรเขาไม่ได้ แล้วตอนนี้จะทำอะไรได้กัน
อยู่นี่เอง