ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 469 เผชิญกับการซุ่มโจมตี
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด นักพรตได้ย่อยเศษความทรงจำเหล่านั้นในสมองจนหมดแล้ว หลังฟื้นคืนสติจากผลของวิชากลืนวิญญาณ สีหน้าของนักพรตก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยพึมพำกับตัวเอง
“เป็นคนของราชสำนักอีกแล้วหรือ?”
จากนั้นรอยยิ้มเย็นชาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนักพรต เพราะเขาได้รู้จากความทรงจำของหลิวเผิงแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังจะไปที่ใด
“ในเมื่อพวกเขามาถึงนี่แล้ว ก็ต้องต้อนรับให้ดีสักหน่อย”
ในความคิดของเขา เว้นแต่ว่าทางราชสำนักจะส่งกองทัพใหญ่มาปราบปราม พวกเขาถึงจะจริงจังด้วย สำหรับการมาสืบสวนที่ถังโจวคนเดียวเช่นนี้ ก็เหมือนเป็นเหยื่อที่ส่งตัวเองมาให้เท่านั้น
หลังจากนั้นนักพรตก็หยิบยันต์เหลืองแผ่นหนึ่งออกมา แล้วพับเป็นรูปนกกระเรียนอย่างรวดเร็ว เขาเอามันไว้ที่ปากแล้วพึมพำคำที่ฟังไม่เข้าใจ จากนั้นจึงเดินออกไปนอกจัดเต๋าแล้วแบมือออก นกกระเรียนกระดาษตัวนั้นกระพือปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที
หนึ่งวันต่อมา ณ นอกเมืองไคหยาง รถม้าคันหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้เมืองไคหยาง ภายใต้การคุ้มกันของคนจำนวนหนึ่ง
“หัวหน้า ถึงเมืองไคหยางแล้ว” หยางเหยียนมองไปยังกำแพงเมืองสูงตระหง่านในระยะไกลก่อนหันมาพูด
หลี่เต้าเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง
“เข้าไปเลย”
ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงหน้าประตูเมือง เหมือนกับเขตหลงเหมิน ประตูเมืองไคหยางก็เปิดกว้างเช่นกัน แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ทั้งในและนอกเขตหลงเหมินยังมีผู้คนสัญจรไปมา แต่เมืองไคหยางนั้น เมื่อมองจากภายนอกเข้าไปแล้ว มันกลับเงียบสงัดราวกับไร้ผู้คน
หยางเหยียนอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “หัวหน้า พวกเราคงไม่ได้ถูกคนแซ่หลิวคนนั้นหลอกใช่ไหม”
หลี่เต้ามองสำรวจรอบข้าง สายตาของเขากองมองไปยังภายในเมืองที่ว่างเปล่าไร้ผู้คนอีกครั้ง จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบาว่า
“เข้าไปข้างในก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ไม่นานนักทุกคนก็ผ่านประตูเข้าไปในเมืองไคหยาง แต่ในขณะที่ทุกคนก้าวเข้าสู่เมืองไคหยางนั้น พวกเขารู้สึกเพียงว่าสายตาพร่าเลือนไปชั่วขณะ จากนั้นทุกสิ่งตรงหน้าก็เปลี่ยนไป
เมืองไคหยางที่เดิมทีว่างเปล่าและเงียบสงัด กลับเปลี่ยนโฉมหน้าไปทันที กลายเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองคึกคัก บนถนนสายยาวปรากฏผู้คนมากมายที่เดินสัญจรไปมา ในหูยังมีเสียงป่าวร้องขายของดังขึ้นไม่หยุด
“หัวหน้า…” หยางเหยียนหันไปมองหลี่เต้า สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกคาดไม่ถึงอย่างแท้จริง
“คุณชาย นี่น่าจะเป็นวิชาลวงตา” เหมียวเมียวซินโผล่ศีรษะออกมาจากในรถม้าแล้วมองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“วิชาลวงตารึ?” หลี่เต้าพึมพำกับตัวเอง “ดูเหมือนว่าจะมีคนวางกับดักพวกเราไว้ล่วงหน้าแล้ว”
เขาเงยหน้าขึ้นมองภาพความรุ่งเรืองตรงหน้าอีกครั้งแล้วเอ่ยปาก “หยางเหยียน เดินหน้าต่อไปเถอะ”
เหมียวเมียวซินพูดสิ่งที่คิดออกมา “คุณชาย เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือหยุดอยู่กับที่”
หลี่เต้ายิ้มบาง “หากหยุดอยู่กับที่ มิเท่ากับปล่อยให้การต้อนรับอันยิ่งใหญ่ของอีกฝ่ายสูญเปล่าหรอกหรือ อีกอย่าง ความจริงแล้วพวกเราก็ไม่มีเวลามากพอจะรอ”
หลังจากนั้นขบวนจึงเดินหน้าต่อไปท่ามกลางสิ่งที่เรียกว่าวิชาลวงตา ตามคำสั่งของหลี่เต้า หยางเหยียนนำทางอยู่ข้างหน้าพร้อมกับจับตามองผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยสีหน้าจริงจัง ในความคิดของเขา คนเหล่านี้อาจเป็นกับดักที่ถูกวางไว้
ทว่าในขณะนั้นเอง ทุกคนพลันรู้สึกได้ถึงพื้นดินที่เริ่มสั่นสะเทือน ตามมาด้วยกองกำลังกลุ่มใหญ่ที่ปรากฏบนถนนเบื้องหน้า กำลังควบม้าตรงเข้ามาหาพวกเขา
“มาแล้วหรือ?” เมื่อเห็นกองกำลังกลุ่มนี้ หยางเหยียนก็รวบรวมสมาธิทันที
ไม่นานนักทหารม้าเหล่านั้นก็มาถึงไม่ไกลจากกลุ่มพวกเขา หยางเหยียนพลันกระโดดลงจากหลังม้า พร้อมกับชักดาบยาวที่เควออกมาฟันเข้าใส่
“ตายซะ!”
พร้อมกับคำว่าตายที่เปล่งออกมา ดาบของหยางเหยียนก็ฟันลงบนกองกำลังแถวหน้าของฝ่ายตรงข้าม แต่ภาพที่เกิดขึ้นต่อมาต้องทำให้หยางเหยียนตกตะลึง เพราะดาบของเขาฟันเข้าไปในอากาศว่างเปล่า ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายหลบหลีกได้ แต่เป็นเพราะดาบนั้นทะลุผ่านร่างของอีกฝ่ายไปเลย
“ไม่ดีแล้ว!” ในชั่วขณะถัดมา หว่างคิ้วของหยางเหยียนพลันกระตุก สัญญาณเตือนภัยในใจดังสนั่น จากนั้นเขาก็จกมือขึ้นป้องกันเหนือศีรษะทันที
เห็นเพียงประกายไฟวาบผ่านเหนือศีรษะของเขาไป การโจมตีนั้นเกือบจะตกลงบนร่างของเขาแล้ว ขณะที่เขากำลังจะโต้กลับ จู่ๆ กองกำลังรอบข้างทั้งหมดก็สลายไปอย่างกะทันหัน บนถนนสายยาวกลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่มีร่องรอยของคนที่เพิ่งลงมือโจมตีเมื่อครู่เลย
หยางเหยียนโกรธจนไม่รู้จะพูดอย่างไร เขารู้เพียงว่าตนเองถูกหลอก ก่อนที่เขาจะมีปฏิกิริยามารไปกว่านี้ ก็เกิดการบิดเบี้ยวขึ้นที่อากาศเบื้องหน้าไม่ไกล
ในชั่วขณะถัดมา บนถนนสายยาวพลันปรากฏกลุ่มเด็กน้อยขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเขายิ้มและก้าวเท้าวิ่งเหยาะๆ มาทางหยางเหยียน คราวนี้หยางเหยียนไม่ประมาทอีกต่อไป แต่รอคอยอย่างเงียบๆ เมื่อเด็กน้อยพวกนั้นวิ่งเข้ามาชนตัวเขา ก็ทะลุผ่านร่างของเขาไปเหมือนกับกองกำลังก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงยิ่งระมัดระวังมากขึ้น
ฟิว!
เสียงแหวกอากาศจากการโจมตีดังขึ้น แต่หยางเหยียนกลับพบว่าการโจมตีไม่ได้มาจากเด็กเหล่านี้ มันมาจากคนสัญจรที่ผ่านไปมาซึ่งเขาเคยระแวงก่อนหน้านี้
เมื่อเผชิญกับการโจมตีอย่างกะทันหัน แม้หยางเหยียนจะรู้สึกไม่ทันตั้งตัว แต่เขาก็ยังหลบพ้นไปได้ และทันทีหลังจากนั้น การโจมตีใหม่ก็ปรากฏขึ้นจากกลุ่มเด็กน้อยเหล่านั้น ครั้งนี้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้โจมตีแล้วถอยหนีไป แต่กลับเริ่มล้อมโจมตีหยางเหยียนโดยตรง
ในเวลาเดียวกันนั้น อากาศรอบๆ รถม้าก็เกิดการสั่นไหวขึ้น ตามมาด้วยเงาร่างของคนจำนวนมากที่ปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า พุ่งเข้าโจมตีทหารกองทัพหมาป่าผู่ลู่สามนายที่คอยคุ้มกันรถม้าอยู่ ทหารกองทัพหมาป่าผู่ลู่ที่ถูกคัดเลือกให้ติดตามรถม้ามาเป็นพิเศษนั้น พละกำลังของพวกเขาในหมู่กองทัพหมาป่ารองลงมาจากจงเหมิงและแม่ทัพอีกไม่กี่คนเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเผชิญกับการโจมตีเช่นนี้ ทั้งสามคนจึงตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและโต้กลับจนปะทะกับฝ่ายตรงข้าม
ความวุ่นวายภายนอกดึงดูดความสนใจของหญิงสาวทั้งสามที่อยู่ในรถม้าอย่างรวดเร็ว หลิวซิ่วเอ๋อร์มองการต่อสู้ภายนอกแล้วถามว่า “ท่านจะไม่ไม่ออกไปช่วยหรือ?”
“ไม่ต้องรีบร้อน รอดูต่อไปก่อน” หลี่เต้าส่ายหน้าพลางกล่าว ด้วยพละกำลังของเขา หากออกไปช่วย คนพวกนั้นคงมีชีวิตอยู่ไม่เกินหนึ่งกระบวนท่า แต่ถ้าทำเช่นนั้นจริงๆ ก็คงไม่สามารถล่อปลาใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังออกมาได้ เขาไม่เชื่อหรอกว่าคนที่ซุ่มโจมตีพวกเขาจะอยู่ในกลุ่มคนที่ลงมือเหล่านี้
เมื่อมองดูมือสังหารที่กำลังต่อสู้กับหยางเหยียนและคนอื่นๆ หลี่เต้าก็มองออกในแวบเดียวถึงกำลังความสามารถของคนเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียน ตอนแรกอาศัยการควบคุมสภาพแวดล้อมรอบข้างจนอาจทำให้หยางเหยียนและคนอื่นๆ ลำบากไปบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป พอพวกหยางเหยียนเริ่มคุ้นเคยกับวิธีการของคนเหล่านี้มากขึ้น พวกเขาก็เริ่มได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ
“ตายซะ!”
หลังจากเข้าใจวิธีการของอีกฝ่ายแล้ว อากาศทางด้านซ้ายมือของหยางเหยียนเพิ่งจะเกิดการสั่นไหว เขาก็หลบการโจมตีหลายครั้งแล้วแทงกลับไปด้วยดาบในมืออย่างไม่ลังเล ในชั่วขณะถัดมา เลือดสดสาดกระเซ็นในอากาศ ร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่งตกลงมาจากความว่างเปล่านอนอยู่บนพื้น
และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในช่วงเวลาสั้นๆ ต่อจากนั้น มือสังหารเหล่านั้นก็ถูกสังหารไปทีละคน และพร้อมกันนั้น สภาพแวดล้อมโดยรอบก็เริ่มเกิดการสั่นไหวขึ้น ต่อมาเมื่อมีมือสังหารอีกหลายคนเสียชีวิต ภาพลวงตาโดยรอบก็ไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ภาพตรงหน้าเกิดความพร่าเลือนไปชั่วขณะ
เมื่อหยางเหยียนและคนอื่นๆ มองไป ภาพที่เคยคึกคักและเจริญรุ่งเรืองก็หายไป แทนที่ด้วยถนนสายยาวที่เสื่อมโทรมไปแล้ว และพวกมือสังหารที่เหลืออยู่ก็ถูกเปิดเผยตัวตนออกมาอย่างสิ้นเชิง
“ดูซิว่าคราวนี้พวกเจ้าจะซ่อนตัวได้อย่างไร!”
ขณะที่หยางเหยียนกำลังจะฆ่ามือสังหารทั้งหมดในคราวเดียวนั้น ทันใดนั้นพลันมีเสียงกระดิ่งดังขึ้นเป็นชุด เมื่อมองไปตามทิศทางที่เสียงดังมา ก็เห็นเพียงร่างหลายร่างที่สวมชุดขาว เดินมาจากปลายถนนอีกด้านหนึ่ง