Monster Factory - บทที่ 173
บทที่ 173: ความคาดหวัง
แบบจำลองเท่าขนาดจริงนั้นเป็นเรื่องยากมากที่จะทำขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งของที่มีความยาวถึง 60 เมตร
เนื่องจากการสร้างยานอวกาศแบบนี้จำเป็นต้องเชื่อมพวกมันเข้าด้วยกันทีละชิ้นในระหว่างการสร้าง มันจึงให้ความรู้สึกเหมือนการต่อจิกซอมากกว่า
ความรู้สึกของแบบนี้เป็นผลพลอยได้เพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่ปัญหาที่แท้จริงจะถาโถมเข้ามา
ปัญหาที่ว่าก็คือใครจะรับประกันได้ว่าการเชื่อมเหล็กที่ละแผ่นละหลายแสนชิ้นจะออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด?
แน่นอนว่ามันจะต้องมีความแตกต่างบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน มันจึงถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการออกแบบให้ด้านหน้าของยานจำเป็นต้องมีความคล่องตัว
เมื่อแผ่นเหล็กจำนวนนับไม่ถ้วนไม่สามารถรวมเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันจะทำให้ยานรู้สึกเหมือนเป็นเพียงจานที่ไม่สมประกอบที่ถูกนำอะไหล่มาตัดแปะใส่กันไปมา
ข้อบกพร่องแบบนี้ต่างก็เกิดขึ้นกับทุกคนที่คิดจะสร้างมัน
ดังนั้นเพื่อที่จะสร้างความรู้สึกที่แท้จริงและล้ำยุคให้กับคนที่ได้เห็นมัน เย่ชิงจำเป็นต้องแก้ไขข้อบกพร่องทางเทคนิคประเภทนี้ออกไปให้ได้
ยกตัวอย่างง่ายๆ มีรถยนต์สองคัน คันหนึ่งเป็นรถที่ผลิตในประเทศที่มีราคาเพียงเจ็ดแสนหยวน ส่วนอีกคันเป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาสูงถึงสองล้านหยวน แน่นอนว่าเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกของพวกมันก็ทำให้คนที่เห็นบอกความแตกต่างได้
งั้นถ้าเกิดว่าผู้กำกับภาพยนตร์คิดจะใช้รถในประเทศที่มีราคาไม่กี่แสนหยวนมาทำการดัดแปลงใหเหมือนรถที่มูลค่าสองล้านหยวน แน่นอนว่าเขาจะถูกผู้ชมสาปแช่งอย่างแน่นอน?
นอกจากนี้การสร้างยานยินก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะมันยังมีปัญหาเกี่ยวกับชิ้นส่วนอุปกรณ์ด้านหลังที่มีรูปร่างแปลกประหลาด แต่มันกับเป็นจุดที่มีความยากในการสร้างมากที่สุด
ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะเครื่องยนต์นี้เป็นชุดเครื่องยนต์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
หากต้องการให้ความรู้สึกที่ล้ำยุคมันต้องมีโครงสร้างที่ละเอียดอ่อนดูสบายตา แต่มันต้องมีซับซ้อนในความเรียบ
หากต้องการสร้างสิ่งนั้นจากแผ่นเหล็กและแท่งเหล็กสองอันนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้ายังดันทุลังทำมันขึ้นมาแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเพียงหม้อไอน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่สองและไม่ใช่เครื่องยนต์การบิน
ไม่มีใครกล้าที่จะทำมันขึ้นมา แต่หลังจากตรวจสอบพิมพ์เขียวแล้วเย่ชิงก็รู้สึกอยากลองดู ความต้องการที่จะสร้างยานบินที่มีขนาดเท่ากับของจริงนั้นเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่ามันจะบินไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็ยังคงดูน่าทึ่งและมันยังเป็นตัวกำหนดทิศทางสำหรับภาพยนตร์ในประเทศอื่นๆทั้งหมดอีกด้วย
ได้ ~
ฉันจะสร้างมันขึ้นมาเอง!
ก่อนหน้านี้หนิงหยินยังกล่าวถึงความฝันที่จะมียานบินขนาด 1: 1 มาถ่ายทำด้วย
“ แล้วมันก็ถึงเวลาสนองความปรารถนาของเขา!” เย่ชิงขณะที่ยังคงจ้องมองไปที่พิมพ์เขียวกล่าวกับตัวเอง
เย่ชิงรีบดึงเครื่องคิดเลขออกมาเพื่อคำนวณว่าเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไรในการสร้างยานลำนี้ แม้ว่าเขาจะมีความต้องการที่จะสร้างมันเป็นการส่วนตัว แต่เขาก็ไม่บ้าพอที่จะทำมันฟรีๆ
พิมพ์เขียวเสร็จสมบูรณ์แล้วโดยบริษัทออกแบบก่อนหน้านี้ ไม่เพียงแค่ตัวถังของยานบินเท่านั้น แต่มันยังรวมไปถึงห้องต่างๆที่อยู่ในตัวยานและยังมีพวกของตกแต่งทั้งหมด
ยานบินลำนี้มีความยาว 60 เมตร สูง 5 เมตร กว้าง 10 เมตร.
เย่ชิงคิดว่าจะใช้แผ่นเหล็กขนาด 2 มมเป็นชิ้นส่วนหลักในการประกอบตัวถัง โดยที่มันจะทำหน้าที่ในการยึดและเพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวโครงสร้างทั้งหมดได้เป็นอย่างดี
เมื่อคิดรวมๆแล้วเขาจำเป็นจะต้องใช้เหล็กและวัสดุอื่นๆ 70 ตัน ถ้าคิดค่าใช้จ่ายในราคาตลาด ณ ตอนนี้มันจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 5 ล้านหยวน
แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่รวมค่าการประกอบและต้นทุนมนุษย์ทั้งหมด ถ้าเป็นโรงงานอื่น 30 ล้านหยวนก็เป็นราคาที่เหมาะสมและพวกเขาอาจทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่ไม่ใช้สำหรับเขา!
บ่ายของวันเดียวกันเจ้ารถขุดยักษ์ใหญ่จักรกลสองคันได้อยู่ข้างนอกเพื่อสร้างโกดังขนและท่าขนถ่าย
ส่วนใต้ดินนั้นเย่ชิงเองก็เริ่มโครงการสร้างสร้างยานอวกาศระหว่างกาแล็กซี่ขึ้นมา
เย่ชิงเลือกที่จะทำมันข้างใต้เพื่อง่ายต่อการประกอบและซ่อนความลับ เริ่มแรกเขาได้ทำการแยกโครงสร้างทั้งหมดของยานอวกาศออกเป็นหกส่วนที่แตกต่างกันและกำลังมองหาที่จะทำให้แต่ละส่วนเป็นชิ้นเดียวด้วยเหล็กธรรมดา ตามการออกแบบตัวถังด้านนอกถูกแยกออกเป็นแผ่นเหล็ก 200 ชิ้นซึ่งจำเป็นต้องเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยมือ
แน่นอนว่าการสร้างแผนเหล็กนั้นสามารถจัดการได้ง่ายๆ และมันก็ใช้เวลาไม่นานก่อนที่ตัวถังจะเสร็จสมบรูณ์
ด้านสี เย่ชิงเลือกสีเมทัลลิกที่นิยมใช้กับรถยนต์ในปัจจุบัน
โรงงานมีอุปกรณ์พ่นสีอุตสาหกรรมจำนวนมาก ท้ายที่สุดแม้กระทั่งซีรีส์ MC X ก็ยังถูกพ่นสีดังนั้นทำไมยานอวกาศจึงไม่สามารถพ่นในลักษณะเดียวกันได้?
เดิมทีเย่ชิงคิดว่าเรื่องทั้งหมดจะจบลงและมันจะเป็นงานง่ายๆอีกงาน แต่เมื่อเขาได้ทำการกระดูกงูของยานเสร็จสมบูรณ์และกำลังเชื่อมเข้าด้วยกัน เขาก็เจอเข้ากับปัญหาบางอย่างเข้า
นั้นคือสีที่เขาพ่นไปก่อนหน้านี้มันดูใหม่เกินไป มันไม่ตรงกับเนื้อเรื่องที่ระบุบเอาไว้อย่างชัดเจนว่ายานบินลำนี้เป็นยานบินมือสอง
แน่นอนว่าของมือสองจำเป็นต้องมีลักษณะที่เด่นๆอยู่ไม่กี่อย่าง นั้นก็คือมันต้องมีสภาพที่ดูเก่า ไม่ใช้ของที่ดูเหมือนใหม่ตรงหน้าแบบนี้
ความรู้สึกนี้เป็นอะไรที่บ้ามาก แต่จากการค้นหาต้นต่อของปัญหาเขาก็พบว่าถ้าต้องการทำให้สีดูเก่า มันจำเป็นต้องมีการออกซิเดชั่นที่เกิดจากการอยู่ภายใต้แสงแดดเป็นเวลานานเท่านั้น ไม่อาจจะเข้ากระบวนการเร่งอย่างปกติได้
และนั่นหมายความว่าเขาจะต้องใช้สารประกอบฟอสเฟตจำนวนมากเพื่อกัดกร่อนสีทั้งหมดที่เขาพ่นไปก่อนหน้านี้
เย่ชิงที่รู้แบบนี้ก็รู้สึกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด
แต่ในท้ายที่สุด วิศวกรมอนเตอร์ก็ได้เตือนเขาว่าเขายังผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะอยู่ ซึ่งพวกนั้นอาจจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ใช่แล้ว ~ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะมีความเชี่ยวชาญในโลหะวิทยาทุกชนิด
เย่ชิงรีบเรียกผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะลงมาทันที ก่อนที่จะถามอีกฝ่ายว่าจะทำยังไงให้สีที่พ่นลงไปบนตัวยานอวกาศนั้นดูสภาพเก่าบ้าง
เดิมเย่ชิงคิดว่าวิธีแก้ปัญหาอาจเกี่ยวข้องกับเหล็กที่ตัวเองใช้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะได้คิดวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างออกไป มันได้พูดว่าตัวมันเองนั้นสามารถผสมวัสดุเหล็กที่สามารถออกซิไดซ์ได้ง่ายลงในสีเพื่อทำให้มันทำปฏิกิริยากับอากาศได้มากขึ้น เมื่อเสร็จสิ้นการทาสีแล้วสิ่งที่ต้องทำก็คือการทำให้ร้อนสักหน่อยแล้วมันจะออกซิไดซ์อย่างรวดเร็ว
วัสดุที่จำเป็นต้องใช้เองก็เป็นของพื้นๆ นั้นทำให้เย่ชิงรีบสั่งคนจากสำนักงานออกไปซื้อมาทันที
แน่นอนว่าวิธีนี้ไม่เพียงแต่ใช้กับตัวยานอวกาศได้เท่านั้น แต่มันยังสามารถใช้ได้กับพื้นผิวของชิ้นส่วนเครื่องจักรกลจำนวนมากได้อีกด้วย
แต่ไม่ว่าจะเป็นการผสมสีหรือออกซิไดซ์โดยการให้ความร้อนด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ พวกมันต่างก็ล้วนมีความต้องการทักษะที่สูง ..
ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ส่วนยานทั้ง 6 ส่วนที่สำคัญได้ถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะได้ให้บทเรียนแก่เย่ชิงที่มีแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการน็อคออฟเท่านั้นที่รู้
มันได้ใช้สีผสมซึ่งประกอบด้วยวัสดุเหล็ก 25% และโลหะอื่นอีกสองชนิด ก่อนที่พวกฮักจะทำใช้ปืนฉีดพ่นสีลงไปบนชั้นงาน
หลังจากนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะพร้อมกับปืนสำหรับเพิ่มอุณหภูมิสูงก็ได้ถูกเปิดใช้งานก่อนที่มันจะเจาะจงไปยังสีที่พึ่งจะถูกพ่นลงไป
หลังจากเพิ่มความร้อนเสร็จแล้วและหลังจากนั้นไม่นานรอยเปื้อนสีน้ำตาลเหล่านั้นก็เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่น่าอัศจรรย์
สีโลหะใหม่เอี่ยมเดิมนั้นค่อยๆมีเส้นไหมคล้ายใยแมงมุมงอกออกมา โทนสีทั้งหมดเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้มราวกับว่ามันต้องเผชิญกับสภาพดินฟ้าอากาศมานับไม่ถ้วน
ภายในนั้นโหดร้ายและป่าเถื่อนมากยิ่งขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะหลังจากที่ทำให้พื้นผิวร้อนขึ้นด้วยปืนความร้อนแล้วก็ยังได้จุดไฟเผาพื้นผิวโลหะทั้งหมด
พื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ทั้งหมดกลายเป็นสีเทาดำ เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกได้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพียงแค่มอง
* ฟุบ ~ * * ฟุบ ~ *
เย่ชิงซึ่งรับหน้าที่ดูแลทั้งหมดนี้อดไม่ได้ที่จะจ้องมองด้วยความหวาดกลัว
…
ผ่านไปสองวันนับตั้งแต่ที่เย่ชิงตกลงที่จะดูแบบจำลอง
หนิงหยินเข้าใจโดยธรรมชาติว่าหลังจากไม่ได้ติดต่อกันมานานแล้วเย่ชิงต้องตกลงที่จะสร้างแบบจำลองนี้
ตอนนี้ใครจะรู้ว่าเย่ชิงอาจเป็นผู้นำทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ไขตัวแปรทั้งหมดภายในแบบจำลองที่เขาให้ไป
อาจเป็นเพราะแขนฟิล์มก่อนหน้านี้ของอีกฝ่ายมันถึงทำให้เขามีความมันใจว่างานนี้จะต้องออกมาดี
จากนั้นที่เขาได้ลองสัมผัสประสบการณ์ของการใช้แขนฟิล์มนี้แล้ว เขาก็มีความมั่นใจขึ้นมากว่าในประเทศไม่มีผู้กำกับคนไหนที่จะมาสู้เขาได้อีกต่อไป เขายังได้ฝันกลางวันไปว่าด้วยผลงานชิ้นนี้เขาจะสามารถก็เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของออสการ์ได้
ครับ ~
จนถึงตอนนี้หนิงหยินยังคงเชื่อว่าเย่ชิงกำลังสร้างแบบจำลองซีจีจากคอมพิวเตอร์และในไม่ช้าเขาจะส่งโมเดล 3 มิติที่ได้รับการแก้ไขกลับมา
สำหรับเย่ชิงเขายังไม่ได้บอกความคิดของเขากับผู้กำกับ อย่างไรก็ตามหนิงหยินได้พูดไว้แล้วว่าการใช้ของจริงจะดีที่สุดสำหรับการถ่ายทำดังนั้นเขาจึงได้ทำการตอบสนองความต้องการของอีกฝ่าย
ตอนนี้เป็นเวลา 8.00 น. และ หนิงหยินอยู่ในระหว่างการถ่ายทำฉากที่ตัวเอกชายของภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังขับรถแทรกเตอร์เข้าไปในทุ่งนา แต่ก็พบยานอวกาศกลางทุ่งนา
ทันใดนั้นในระหว่างการถ่ายทำหนิงหยินตะโกน: “คัด!”
ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะจู่ๆก็รถเบนซ์คันหนึ่งโผล่มาทางเข้ากลองถ่ายอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“อืม ~ นั้นเป็นรถของท่านประธานเย่ไม่ใช้เหรอ?” ผู้ช่วยของหนิงหยินได้พูดขึ้นมาอย่างสงสัย
“ฮาฮาฮา! โมเดลคอมพิวเตอร์ต้องสมบูรณ์แล้วแน่นอน” หนิงหยินที่เห็นแบบนั้นก็ถึงกับแสดงรอยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข: “เร็ว! รีบไปเตรียมชาให้พร้อม”