Monster Factory - บทที่ 134: มาหาถึงที่
บทที่ 134: มาหาถึงที่
“เพื่อนรวมชั้นตอนชั้นประถม?” ภายในดวงตาของโตวโตวแสดงความตกใจปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
นี่เป็นความจริงที่น่าสงสัยที่เย่ชิงได้บอกกับผู้คนจำนวนมาก แต่สำหรับโตวโตวเธอไม่สงสัยเลย
สวี่หนิงกงมาจากจงหยุน และย้ายไปที่เมืองหลวงในช่วงมัธยมต้นเท่านั้น นี่เป็นข้อมูลสาธารณะทั้งหมดที่สามารถพบได้บนเว็บ
นั่นเป็นเหตุผลที่โตวโตวไม่เชื่อว่าเย่ชิงและสวี่หนิงกงเป็นคนแปลกหน้ากัน
แต่ประโยคต่อไปของเย่ชิงทำให้เธอรู้จึกตึงเครียดขึ้นมาทันที ในช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พี่ใหญ่เย่ถึงกับ……
“ตอนเรียนป. 4 ฉันได้เขียนคำสารภาพรักให้เธอด้วยซ้ำ” ในที่สุดเย่ชิงก็ได้พูดความจริงซึ่งเป็นความจริงที่ไม่ได้เห็นแสงสว่างมานาน ที่เขาเลือกที่จะมาพูดแบบนี้ก็เพราะเขาไม่ต้องการโกหกโตวโตว
เขาไม่ได้โง่ที่ไม่อาจจะรู้สึกได้ถึงความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา เมื่อใดก็ตามที่เขาอยู่ด้วยกันกับเธอ เธอก็มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่มองมาที่เขาเสมอ
โตวโตวมีความรู้สึกต่อเขาอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีประเด็นที่เย่ชิงจะเป็นคนโกหก เย่ชิงได้ล้มเหลวในเรื่องนี้มานานแล้วดังนั้นมันจึงไม่ได้ส่งผลอะไรกับช่วงเวลานี้
ท่าทางที่โตวโตวใช้ในการมองเย่ชิง คือการมองไปที่มนุษย์ต่างดาว หลังจากผ่านไปสักพักเธอก็ยกนิ้วโป้งให้
“ พี่ใหญ่เย่! พี่ไล่ตามเด็กผู้หญิงตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วและผู้หญิงคนนั้นก็เป็นถึงซูเปอร์สตาร์ซูหนิงกงด้วย? ฉันคิดว่าพี่จะดูใจใหญ่เกินไปหน่อย”
หลังจากได้ยินเย่ชิงเปิดใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอดีตของเขา โตวโตวรู้สึกประหม่าครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในอาการชื่นชม
การมีความรู้สึกต่อใครบางคนย่อมสร้างภาพลวงตาว่าพวกเขาเก่งทุกอย่าง ตัวอย่างเช่น โตวโตว รู้สึกว่าเย่ชิงเจ๋งมาก แต่ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายจะมีช่วงเวลาที่ล้มเหลวเหมือนคนทั่วไป
“ฮ่า ๆ ๆ ~ แล้วเธอก็นำจดหมายนี้ไปเล่าเรื่องครูให้ฟัง” เย่ชิงได้พูดตัดจบลงอย่างเชื่องช้า
โตวโตวเองก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข เห็นได้ชัดว่าพี่ใหญ่เย่มีช่วงเวลาแบบนี้ในอดีตของเขาจริงๆ
“ แล้ว……ตอนที่สวี่หนิงกงอยู่บนเวที พี่จะพูดอะไรกับรักแรกพบของพี่ไหม?” โตวโตวจ้องมองไปที่สวี่หนิงกงบนเวทีอย่างรวดเร็ว ตอนนี้อีกฝ่ายได้นั่งอยู่บนเก้าอี้ของแขกและกำลังตอบคำถามจำนวนมาก
นี่เป็นภาพยนตร์แนวโรแมนติกดังนั้นหลินหยูซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับจะต้องถามคำถามส่วนตัวของสวี่หนิงกงเพื่อความรวดเร็ว
ขณะที่เย่ชิงและโตวโตวกำลังคุยกันอยู่นั้น สวี่หนิงกงก็ถูกถามว่า “ในโรงเรียนคุณสวี่เคยได้รับจดหมายรักจากหนุ่มๆบ้างไหมครับ?”
ทันใดนั้นหน้าจอเพิ่งปรากฏคลิปของชายอัจฉริยะที่น่าสงสารซ่อนจดหมายรักไว้ที่โต๊ะทำงานของเธอ
เมื่อได้ยินคำถามนี้โตวโตวและเย่ชิงต่างก็เกร็งๆขึ้นมา ก่อนที่พวกเขาจะมองหน้ากันและรอให้สวี่หนิงกงตอบอย่างใจจดใจจ่อ
อย่างไรก็ตามเย่ชิงมีความกล้ามากกว่าชายขี้กลัวคนนั้น ไม่เพียงแต่เขาจะเซ็นชื่อตัวเองในตอนท้ายเท่านั้น เขายังบอกด้วยว่าเขาต้องการเป็นแฟนของเธอและส่งเธอกลับบ้านทุกวัน
“อันที่จริงฉันต้องการมีโมเม้นแบบนั้นเหมือนกัน แต่มันกับไม่มีเลย ฉันมีกิจวัตเพียงแค่เรียน เลิกเรียน แค่นั้น ” สวี่หนิงกงพูดออกมาพร้อมกับแสดงสีหน้าเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น: “พูดตามตรงฉันเองก็หวังว่าจะได้รับจดหมายรักในตอนนั้นเหมือนกัน”
การแสดงออกของเย่ชิงเปลี่ยนไปทันที แม้แต่โตวโตวก็เบิกตากว้างขณะที่เธอจ้องมองที่สวี่หนิงกงอย่างนึกไม่ออก
“ถ้าฉันรู้เร็วกว่านี้ ฉันก็คงไม่ต้องการมาดูรอบปฐมทัศน์นี้” น้ำเสียงของเย่ชิงสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด เขาได้เก็บความทรงจำอันล้ำค่านี้มานานกว่าทศวรรษ แต่ในที่สุดรักแรกของเขาก็ได้ทำลายมันลงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนี้มันก็มีความหมายตรงตัวอยู่แล้วว่าเขานั้นอกหัก
“นี่มันช่างน่าปวดใจเสียจริงที่ยังจำสิ่งนี้ได้”
“ขอโทษพี่ใหญ่เย่ คุณสวี่หนิงกงอาจไม่สามารถพูดความจริงออกมาได้เพราะเธอเป็นบุคคลสาธารณะ” โตวโตวเองก็ค่อนข้างไม่มีความสุขเช่นกัน แม้ว่าเธอจะลืมเรื่องนี้หรือไม่นั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือพี่ใหญ่เย่ของเธอต้องทนทุกข์กับเรื่องนี้
“ ทำไมเราไม่ออกไปกินข้าวกันล่ะ” โตวโตวที่เห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะแย่ลง เธอก็ได้พูดแนะนำขึ้นมา
“ไม่เป็นไร! เราอยู่ที่นี่แล้วแค่ปล่อยให้เวลาผ่านไปก็พอ” เย่ชิงไม่ต้องการทำลายความสนุกของโตวโตวเพียงเพราะความสัมพันธ์ในอดีตของเขา
หลินหยูยังคงให้สัมภาษณ์สวี่หนิงกง อย่างไรก็ตามเย่ชิงที่อกหักอยู่แล้วไม่ได้สนใจที่จะฟังที่เหลือ เขาจึงได้เริ่มมาพูดคุยกับโตวโตวเป็นการใหญ่
บนเวทีหลังจากที่พนักงานต้อนรับถามเป็นคำถามสุดท้าย สวี่หนิงกงก็ตัดสินใจร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ให้ทุกคนฟังเป็นอันจบรอบการสมัภาษณ์สดนี้
สวี่หนิงกงได้ยืนขึ้นอย่างสง่างามและโค้งคำนับให้กับผู้ชมในขณะที่ไฟหรี่ลงและดนตรีก็เริ่มเล่น
หลังจากการเปิดเสียงเพลงอย่างนุ่มนวล สวี่หนิงกงก็เริ่มร้องเพลงอย่างเรียบๆๆ
“ ฉันได้ยิน……”
“ มีคนชอบฉัน……”
“ ฉันได้ยิน……”
“ มีคนสารภาพรักฉันในจดหมายรัก……”
“ฉันได้ยินมาว่ามีคนเคยติดตามเงาของฉันไปทุกที่ที่ฉันไป”
“ ฉันแค่อยากให้คุณสารภาพเป็นการส่วนตัวเพื่อให้ฉันเข้าใจว่าความรักคืออะไร……”
ไม่น่าแปลกใจที่สวี่หนิงกงจะเป็นจักรพรรดินีแห่งดนตรี บทเพลงที่แต่งขึ้นเองของเธอนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวในอดีตของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนถึงจุดที่มันเหมือนกับมีสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิไหลเข้าสู่หัวใจของทุกคนเบาๆ และทำให้พวกเขาจดจำช่วงเวลาที่น่าจดจำได้อย่างไม่รู้ลืม .
“โอ้!” โตวโตวจงใจหันหัวของเธอที่จะไม่มองไปที่สวี่หนิงกง ก่อนที่จะผลักดันอีกฝ่ายให้อยู่ภายใต้บัญชีดำของเธอและตัดสินใจที่จะไม่ฟังเพลงของเธออีกเลย
เมื่อเห็นสภาพที่ค่อนข้างหดหู่ของเย่ชิง หัวใจของโตวโตวก็แทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ดังนั้นเธอจึงเริ่มเกลียดคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ทั้งหมด และคนนั้นก็คือ: สวี่หนิงกง
เมื่อเพลงจบผู้ชมก็ส่งเสียงกรีดร้อง พนักงานต้อนรับยังต้อนรับนักแสดงคนอื่นๆและผู้กำกับภาพยนตร์บนเวทีอย่างทันท่วงที
เย่ชิงไม่อยากเห็นสวี่หนิงกงอีกต่อไปแล้วทำไมเขาถึงต้องให้ความสนใจกับนักแสดงเหล่านี้ด้วยที่?
“หลังจากนี้ฉันจะลบเพลงของเธอทั้งหมดและเปลี่ยนเป็นเพลงของซู่หยานแทน ” เย่ชิงยังบ่นในขณะที่เขาเริ่มเล่นตลก
พวกเขายังคงพูดคุยกันต่อไป แต่นี่ก็ยังคงเป็นที่ตั้งของรอบปฐมทัศน์ดังนั้นแม้ว่าเขาจะไม่ต้องการ แต่เย่ชิงก็ยังคงได้ยินข่าวบางอย่าง เช่น เหตุผลที่เธอเลือกสถานที่นี้สำหรับการฉายรอบปฐมทัศน์
ที่นี่คือเมืองบ้านเกิดของเธอ ดังนั้นเธอจึงได้รับคำเชิญจากรัฐบาลในเมืองบ้านเกิดและหลังจากการเปิดตัวครั้งแรกรัฐบาลจะทำสัญญาให้เธอกลายเป็นตัวตนต้นแบบของผู้ที่ประสบความสำเร็จของเมืองจงหยุน
“……” เมื่อได้ยินเช่นนี้เย่ชิงก็ถึงกับพูดไม่ออก
อย่างไรก็ตามเย่ชิงคิดว่ามึความหมายที่ซ่อนอยู่อีกมากมายในรูปประโยคนี้ ในการที่จะเป็นคนต้นแบบของเมืองได้ พวกเขาหรือเธอจำเป็นต้องใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อร่วมมือกับเมืองนี้เพื่อถ่ายทำวิดีโอบริการสาธารณะโฆษณาสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งและสิ่งที่ชอบ
นอกจากนี้สวี่หนิงกงยังปล่อยข่าวที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนๆที่อยู่ในจงหยุนว่าภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเธอจะเริ่มถ่ายทำในไม่ช้า และสถานที่ถ่ายทำหลักจะอยู่รอบๆเมืองจงยุนแห่งนี้
สวี่หนิงกงไม่ได้พูดถึงชื่อของภาพยนตร์ แต่ก็มีการเปิดเผยรายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับภาพยนตร์ในอนาคตเช่นกัน
มันเป็นแนวภาพยนตร์ไซไฟขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณไม่จำกัด ซึ่งจะมีฉากต่างๆมากมาย เช่น มนุษย์ต่างดาวที่ลงจอดบนโลก ภาพในยานยูเอฟโอ และสงครามหุ่นยนต์
“มันต้องมีเงื่อนไขอะไรบางอย่างแน่นอน” เย่ชิงได้พูดขึ้นราวกับกระซิบ: “งานนี้ให้เงื่อนไขที่ดีกับเธอมากเกินไป ฉันไม่เชื่อว่าทางรัฐบาลเมืองจะตั้งเงื่อนไขที่ตัวเองเสียผลประโยชน์”
“ไม่แน่ว่าพวกเขาจะใช้โอกาสนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของหน่อยงานรัฐหลอกนะ?”
“แน่นอนเธอกำลังจะกลายเป็นตัวตนต้นแบบของจงหยุนแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลจงหยุนจะไม่สนับสนุนหนังเรื่องต่อไปของเธอ” โตวโตวเองก็เห็นด้วยกับประเด็นที่เย่ชิงพูดขึ้นมา
“แต่ไม่ว่าจะสนับสนุนมากแค่ไหน มันก็ยังคงส่งเป็นผลกระทบในด้านดีของเมืองได้ไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์” เย่ชิงพูดขึ้นว่าตามความเป็นจริง: “ต้องรู้ว่าตอนนี้เศรษฐกิจในประเทศของเรานั้นแย่พอสมควรแล้ว ถึงแม้ว่าการทำแบบนี้จะช่วยให้ผ่านไปได้แต่มันก็เป็นเหมือนกับการทำผักชีโรยหน้าเท่านั้น”
เย่ชิงไม่ได้คิดแบบนี้คนเดียว เมื่อคำพูดของสวี่หนิงกงจบลงเหล่าบรรดาแฟนๆหลายคนก็คิดไปในแนวเดียวกัน
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดที่เหล่าแฟนคลับให้ความสนใจนั้นกับไม่ใช้เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องสเปเชียลเอฟเฟกต์ในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งมันไม่อาจจะเทียบได้กับผลงานในต่างประเทศ
หลังจากสัมภาษณ์นักแสดงหลักคนอื่นๆแล้ว ต่อมาก็คือการชมภาพยนตร์
บนเวทีพนักงานต้อนรับได้เดินลงไปพร้อมกับนักแสดงทุกคนและผู้สื่อข่าวส่วนใหญ่ก็จากไปด้วย มีเพียงคนจากสถานีออกอากาศจงหยุนเท่านั้นที่อยู่ด้านหลัง
โตวโตวได้นำของว่างใส่กระเป๋าเป้ของเธอออกมาซึ่งเป็นของที่เธอเลือกมาอย่างระมัดระวังเพื่อกินกับเย่ชิง
ห้านาทีต่อมาคนที่นั่งว่างสองที่นั่งถัดจากเย่ชิงก็มาถึงในที่สุด
หนึ่งในนั้นคือคุณป้าทั่วไปและเด็กสาวในเสื้อแจ็คเก็ตสีดำมีผ้าปิดปากและหมวกใบใหญ่
เมื่อพวกเธอนั่งลงข้างๆเขาเย่ชิงสามารถได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนได้จากตัวหนึ่งในพวกเธอ แต่เขาไม่สามารถบอกได้ว่ามันคือน้ำหอมยี่ห้ออะไร
ก่อนหน้านี้ไม่นานภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มาถึงฉากที่สวี่หนิงกงไปถึงโรงเรียนพร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่
เด็กผู้หญิที่สวี่หนิงกงแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อว่าซู่เสี่ยว ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ดูบอบบางมาก เธอยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียนพร้อมกระเป๋าของเธอ ในขณะที่เธอมองไปรอบๆ
แน่นอนว่าสิ่งแรกที่เธอต้องการทำคือการถามทางกับคนที่เดินผ่านไปผ่านมา แต่ก็ไม่มีใครยอมหยุดเดินและบอกทางที่เธอต้องการ
ซู่เสี่ยวที่เห็นแบบนั้นก็ได้กระทืบเท้าเพื่อแสดงความโกรธจากนั้นเธอก็ใช้ความพยายามเหมือนวัวที่ดื้อรั้นในการลากกระเป๋าเดินทางขณะมุ่งหน้าไปยังสนามโรงเรียน
“ฉันจำได้ว่าสวี่หนิงกงเป็นคนไล่และทุบตีเด็กผู้ชายคนหนึ่งจนถึงขั้นร้องไห้ในช่วงประถม” เย่ชิงในขณะที่ทานอาหารว่างอยู่เงียบๆก็ได้พูดเกี่ยวกับตัวสวี่หนิงกงขึ้นมา
โตวโตวที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับหัวเราะออกมา หากมีบางสิ่งที่ทำให้เธอละสายตาไปจากหน้าจอได้นั่นก็คือเย่ชิง
เธอรู้สึกเหมือนกับว่าตัวตนก่อนหน้านี้ของเย่ชิงที่ก้าวร้าวรุนแรงตอนนี้เริ่มกลายน่ารักขึ้นมา
หญิงสาวที่อยู่ข้างหลังพวกเขากับขยับคิ้วและมองไปเห็นได้ชัดว่าเธอเพิ่งได้ยินสิ่งที่เย่ชิงพูด
จะว่าไปแล้วหนังโรแมนติกเรื่องนี้น่าดูจริงๆ มันมีอะไรน่าสนใจสำหรับเย่ชิงที่อกหักอยู่แล้ว?
แน่นอนว่าเย่ชิงจะไม่ชี้ให้เห็นทุกสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้เนื่องจากเธอจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ
เพียงแค่เด็กผู้หญิงที่อยู่ข้างๆพวกเขามองไปที่เย่ชิงเป็นครั้งคราว บ่อยครั้งที่โตวโตวสังเกตเห็น
เป็นเพียงแค่ว่าโตวโตวไม่ได้ให้ความสนใจกับเธอมากนักเพราะใครปล่อยให้พี่ใหญ่เย่ของเธอยอดเยี่ยมไปทุกหนทุกแห่งกัน?
เมื่อภาพยนตร์เล่นไปจนถึงจุดที่นางเอกสาวซู่เสี่ยวพบจดหมายรักที่ไม่ได้ลงนามในหนังสือของเธอ เย่ชิงก็กระซิบกับโตวโตวอีกครั้งว่า: “ตอนที่ฉันเขียนจดหมายถึงเธอ ฉันก็วางมันลงในหนังสือของเธอเหมือนกัน”
“คุณได้เขียนจดหมายรักถึงสวี่หนิงกง?” ก่อนที่โตวโตวจะมีโอกาสได้พูดผู้หญิงที่ถูกปกคลุมอย่างมิดชิดข้างๆพวกเขาก็พูดขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า: “คุณเป็นอะไรกับเธอเหรอ?”
เย่ชิงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างแปลกประหลาด เขาคิดว่าตัวเองได้ใช้เสียงที่เงียบมากในการพูดคุยกัน แล้วทำไมผู้หญิงที่อยู่ช้างๆคนนี้ถึงยังได้ยินมันอีก?
“จะพูดยังไงดีละ! ก็ผมอยู่ในห้องเดี่ยวกันตอนเรียนประถม ตอนนั้นผู้ชายเกือบทุกคนต่างก็ชอบเธอ”