[จบ] ระบบเจ้าสำนัก - ตอนที่ 2047 : เวลาอันยาวนาน
ตอนที่ 2047 : เวลาอันยาวนาน
“ ยู่เอ๋อพูดถูก เจ้าไม่ต้องเศร้าไป” จางเฮ่าหลันยิ้มออกมา “ ไม่ว่ายังไงก็ตามพวกเจ้าก็เรียนจบจากสำนักไปแล้ว แม้ว่าสำนักคังเฉียงจะปิดตัวลง แต่สำนักคังเฉียงก็จะจดจำพวกเจ้าไปตลอด บางทีสักวันชื่อของสำนักคังเฉียงอาจจะถูกลืมเลือนแต่ประวัติศาสตร์ไม่อาจจะลืมสำนักคังเฉียงไปได้ มันจะไม่มีทางลืมเลือนสำนักที่เคยยิ่งใหญ่ได้”
เมื่อได้ยินแบบนั้นทุกคนก็รู้สึกดีขึ้นบ้างเล็กน้อย
“ นอกจากนี้แล้วแม้ว่าสำนักคังเฉียงจะปิดตัวลงแต่พวกเจ้าก็กลับมาตอนไหนก็ได้ ข้าจะต้อนรับพวกเจ้าเสมอ” จางเฮ่าหลันยังยิ้มออกมา “ ที่นี่จะเป็นบ้านของพวกเจ้าตลอดไป”
หากเทียบกับจางหยูแล้ว ความรู้สึกที่จางเฮ่าหลันมีต่อสำนักคังเฉียงนั้นลึกซึ้งกว่า ยังไงซะแต่เดิมแล้วเขาก็เป็นก่อตั้งสำนักคังเฉียงขึ้นมา เขาคอยจัดการแทบทุกอย่าง การที่สำนักคังเฉียงพัฒนามาได้ถึงจุดนี้นั้นไม่อาจจะมองข้ามผลงานเขาไปได้
หากจางหยูเป็นแก่นความเชื่อของศิษย์อาจารย์ งั้นสำนักคังเฉียงก็เป็นคนที่พวกเขารักที่สุด
หลังจากนั้นสักพักทุกคนก็พากันแยกย้ายกลับไป ลานได้กลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง
ทั้งสำนักคังเฉียงนั้นเหลือแค่ตระกูลของจางหยู ในบ้านหลังเล็กๆนั้นเป็นแค่ที่เดียวในสำนักที่ยังดูมีชีวิตชีวา
ในพริบตาเวลาก็ผ่านไปหลายร้อยล้านปี
ความแข็งแกร่งของศิษย์อาจารย์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่พวกนั้นความแข็งแกร่งจางลู่, หยวนเทียนจีและคนอื่นๆนั้นก้าวข้ามซื่อเซียวกับจักรพรรดิคนอื่นๆไปแล้ว จักรพรรดิชุดสองเองก็เกือบทัดเทียมกับซื่อเซียวกับคนอื่นๆได้แล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือศิษย์อาจารย์หลายคนก็ได้แต่งงานมีลูกแล้ว เซียวเหยียนและซูซินเอ๋อ, อู่โม่กับเติ้งฉิวชานและคนอื่นๆ อ้าวเยว่ก็ให้กำเนิดลูกมาหลายคน
ซุนวูได้ทำสิ่งที่เขารับปาก เขาได้บอกว่าจะขยายตระกูลซุน เขาก็ทำจริงๆ
ในเวลาอันยาวนานแบบนี้ซุนวูก็ได้สร้างตระกูลที่ใหญ่ขึ้นมา ตระกูลซุน !
ตระกูลซุนได้ตั้งรกรากในทะเลบรรพกาลแต่หายตระกูลก็ได้ออกไปเติบโตในทะเลโกลาหลกัน ดังนั้นจำนวนประชากรในตระกูลซุนจึงเพิ่มเป็นหลายร้อยล้านคน บอกได้ว่าพวกเขาแทบจะมีลูกหลานไม่จำกัด ด้วยความช่วยเหลือของซุนวู ตระกูลซุนก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว บางคนได้ก้าวขึ้นไปเป็นจ้าวโกลาหลแล้ว
ระหว่างนี้หลายคนได้กลับมายังสำนักคังเฉียงเพื่อมาเยี่ยมจางเฮ่าหลันและคนอื่นๆรวมถึงปู่ย่าของจางหยูด้วย
โชคร้ายหลังจากที่สำนักคังเฉียงปิดตัวลง มันก็ไม่มีใครได้พบกับจางหยูอีก
จางหยูเหมือนจะหายตัวไปโดยสมบูรณ์ ไม่มีใครในทะเลบรรพกาลที่เห็นเขา สำนักคังเฉียงที่โด่งดังเองก็จางหายไปกับกาลเวลา ชื่อเสียงที่โด่งดังก็เลือนหายไปตาม จักรพรรดิคังเฉียงคนเดิมที่เคยเผชิญหน้ากับจักรพรรดิกุยหลิงได้หายไปจากสายตาของผู้คนและกลายเป็นตำนานไปแล้ว
ไม่มีใครรู้ว่าจางหยูไปไหน
มันราวกับว่าเขาไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
เวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วศิษย์อาจารย์นั้นนอกจากการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆแล้วพวกเขาต่างก็พากันเก็บตัว จักรพรรดิกว่า 800 คนกระจัดกระจายไปอยู่ทั่วทุกมุมของทะเลบรรพกาล พวกเขาดูแลเขตของตัวเองและเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเอง
ในพริบตาเวลาก็ผ่านพ้นไปหลายสิบล้านปี เรื่องราวของสำนักคังเฉียงได้ถูกลืมเลือนไปโดยสมบูรณ์ จักรพรรดิคังเฉียงในตำนานไม่ได้เป็นที่พูดถึงอีก
นอกจากพวกที่รอดจากยุคตอนที่เผ่าเทียนและเผ่ามนุษย์ปกครองโกลาหลรวมถึงคนของสำนักคังเฉียง มีใครจำสำนักคังเฉียงได้เลย ไม่มีใครรู้ว่าเคยมีจักรพรรดิที่ไร้เทียมทานอยู่
แม้แต่จักรพรรดิกุยหลิงและกุยหลิงก็กลายเป็นตำนานไปเช่นกัน มีแค่บันทึกเก่าแก่ที่ได้เขียนบันทึกเรื่องนี้เอาไว้
ทะเลโกลาหลได้เข้าสู่ยุคสุดท้าย อัจฉริยะและแม่ทัพมากมายได้กำเนิดขึ้นมา แม้ว่าจะไม่ได้มากเท่ากับทะเลบรรพกาลแต่หากเทียบกับทะเลโกลาหลในอดีตแล้วทะเลโกลาหลในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นจำนวนอัจฉริยะและคนระดับสูงแล้วก็มากกว่าเดิมเป็นสิเท่า บางคนเชื่อว่าทะเลโกลาหลได้เข้าสู่ยุครุ่งโรจน์จริงๆ
น่าเสียดายที่ขนาดทะเลโกลาหลนั้นเล็กเกินไป มันไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับทะเลบรรพกาล แม้ว่าจำนวนประชากรของทะเลโกลาหลจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแต่จำนวนคนก็ยังน้อยกว่าทะเลบรรพกาลอย่างมาก ช่องว่างระหว่างทั้งสองยังคงมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่นานหลังจากนั้นก็มาถึงการผุพังของเขตต้นกำเนิด จักรพรรดิทะเลบรรพกาลและจักรพรรดิทะเลโกลาหลได้ส่งแม่ทัพจำนวนมากเข้าไปในเขตต้นกำเนิดเพื่อชิงเอาลูกปัดจิตมา แม้ว่าจักรพรรดิกุยหลิงและกุยหลิงจะไม่ปรากฏตัวแต่พวกเขาก็ยังไม่กล้าลดความระวัง พวกเขากังวลว่าหากพวกเขาเข้าไปในเขตต้นกำเนิด มันจะส่งผลกระทบต่อเขตต้นกำเนิดไปด้วย
ดังนั้นเหล่าจักรพรรดิจึงตกลงกันว่าจะส่งคนไปสู้กันตามความสามารถของพวกเขา
ในยุคของทะเลบรรพกาล ในการผุพังรอบแรกฝั่งทะเลบรรพกาลได้เปรียบและได้ลูกปัดจิตมาแทบทั้งหมด ซื่อเซียว, เย่าหยาง, หว่านเก่อและอู่หมิงนั้นหากไม่ใช่เพราะหว่านเก่อได้ลูกปัดจิตมา 1 ลูกก็คงไม่ได้อะไรมาเลย
ซื่อเซียวและคนอื่นๆรู้สึกได้ถึงวิกฤตแต่จำนวนจักรพรรดิทะเลบรรพกาลนั้นมากเกินไป ความแข็งแกร่งของจางลู่และคนอื่นๆแกร่งกว่าพวกเขา มีแค่เรนไนที่ทัดเทียมกับพวกนี้ได้แต่เมื่อพวกเขาร่วมมือกัน ซื่อเซียวและคนอื่นๆก็ไม่อาจจะต้านทานได้เลย ดังนั้นแม้ว่าพวกเขาจะต่อต้านแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้เลย
จางหยูก็ยังไม่ปรากฏตัว เขาหายไปจนทำให้ทุกคนลืมเลือนเขาไป
แต่ในการผุพังของเขตต้นกำเนิดก็ยังไม่มีใครเห็นเขา
ตอนแรกหลายคนพากันกังวลเรื่องจางหยู ศิษย์อาจารย์ยังเคารพจางหยูอยู่แต่เมื่อเวลาผ่านไปความทรงจำของพวกเขาก็แทบจะหายไปด้วย ความเคารพที่มีต่อจางหยูเริ่มจางหายไป ความรู้สึกของศิษย์อาจารย์เริ่มจางหายไปทีละนิดๆ โชคดีที่จางเฮ่าหลันและคนอื่นๆไม่ได้คิดจะแย่งลูกปัดจิตด้วย งั้นแล้วหากไม่มองจากความผูกพันที่เคยมี งั้นพวกเขาคงไม่ยอมแพ้เรื่องลูกปัดจิตง่ายๆ
ตอนนี้ทั้งทะเลบรรพกาลรวมถึงทะเลโกลาหลนั้นจักรพรรดิชั้น 1 คือผู้ปกครองยุคใหม่อย่างแท้จริง !
ซื่อเซียว, เย่าหยา, หว่านเก่อและอู่หมิงได้ถอนตัวออกมารับบทบาทรอง
เวลาลบเลือนได้หลายๆอย่างรวมถึงความรู้สึก, ความเคารพและเรื่องอื่นๆ ศิษย์อาจารย์เองก็เช่นกัน โชคดีที่พวกเขายังจำอดีตได้ ไม่ว่าพวกเขาจะแข่งขันกันยังไงแต่ก็ยังมีเส้นที่ไม่อาจจะก้าวข้ามได้อยู่
ไม่นานการผุพังครั้งที่สองก็เริ่มขึ้น การแข่งขันนั้นดุเดือดยิ่งกว่าเก่า
ครั้งที่ 3, 4, 5….
ในพริบตาก็เกิดการผุพังไปกว่าสิบครั้ง !
พื้นที่ทะเลโกลาหลจำนวนมากได้หายไป
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้านนอกนั้นจางหยูเห็นทั้งหมดแต่เขาไม่ได้ทำอะไร เขาราวกับแค่ผู้ที่จับตาดูประวัติศาสตร์
เขามองดูศิษย์อาจารย์ที่หันมาสู้กันเอง เขามองดูผู้บ่มเพาะที่เปลี่ยนแปลงไป เขามองดูทะเลโกลาหลที่พังลงไปทีละนิดๆ เขามองดูหยวนเทียนจี, อู่โม่, จางลู่และคนอื่นๆมีเรื่องกันเอง เขาดูพวกนั้นสู้กันเพื่อเกียรติรึอำนาจ เขามองดูพวกนั้นสร้างสงครามขึ้นมา
ทั้งหมดเหมือนไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาเลย
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาแปลกใจคือเมื่อจักรพรรดิเผ่าสวรรค์หลายคนตายไป เขตต้นกำเนิดไม่ได้ให้กำเนิดลูกปัดจักรพรรดิขึ้นมาใหม่
มันบ่งบอกว่าทะเลโกลาหลนั้นเข้าสู่จุดจบอย่างแท้จริง มันไม่อาจจะสร้างจักรพรรดิคนใหม่ขึ้นมาได้
แต่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับจางหยูมากนัก ไม่ว่าทะเลโกลาหลจะถูกทำลายรึไม่ จักรพรรดิคนใหม่จะกำเนิดขึ้นมารึไม่แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ
เขารู้แค่ว่าหลังจากที่ผ่านไปนานสิ่งที่กล่องกระบี่จะให้กำเนิดนั้นก็แผ่พลังชีวิตจำนวนมากออกมา สุดท้ายมันก็มีรังไหมโผล่ออกมา !