ลูกชายของประธาน....เรียกฉันหม่ามี๊?! - บทที่ 1456 รู้หน้าไม่รู้ใจ
“ผลประโยชน์สำหรับใครบางคน บางทีอาจสำคัญกว่าชีวิต”
ทันทีที่เสียงของจิ้นเฟิงเฉินสิ้นสุดลง ประตูห้องก็ถูกคนผลักเปิด กู้เนี่ยนเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน
“คุณชายครับ เจอตัวแล้ว”
จิ้นเฟิงเหราได้ยินดังนั้น จึงถามด้วยความตื่นเต้น :”เจอตัวหนอนบ่อนไส้แล้วเหรอ”
กู้เนี่ยนหันไปมองเขา “พบเพียงสถานการณ์ที่น่าสงสัย ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าบุคคลนั้นคือหนอนบ่อนไส้ครับ”
“ใคร” จิ้นเฟิงเฉินกล่าวถาม
“หลี่หมิงเจ๋อ พนักงานแผนกวิจัยและพัฒนา”
“หลี่หมิงเจ๋อ?” จิ้นเฟิงเหราขมวดคิ้ว “เหมือนผมเคยเห็นเขาสองสามครั้ง ดูเขาเหมือนเป็นคนซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ดูไม่เหมือนเป็นคนที่จะทรยศบริษัทได้
“คุณชายรองครับ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ”
ในมุมมองของกู้เนี่ยน คนที่ดูซื่อตรง ใช่ว่าจะเป็นคนซื่อสัตย์
จิ้นเฟิงเหราเลิกคิ้ว “เพราะฉะนั้นนายไปได้ข้อมูลอะไรมา”
“หลี่หมิงเจ๋อดูเหมือนเป็นคนซื่อตรงจริง ดูเป็นคนนิสัยดี แต่ว่าพวกท่านอาจนึกไม่ถึงว่าเขาติดหนี้ต่างประเทศหลายสิบล้านและยังกู้เงินที่มีดอกเบี้ยมหาโหด”
“หลายสิบล้านเหรอ!” จิ้นเฟิงเหราตกใจ
แม้แต่จิ้นเฟิงเฉินแววตาก็ประกายความประหลาดใจ
“เขาเป็นแค่พนักงานธรรมดาคนหนึ่ง จะไปติดหนี้มากมายได้อย่างไร” จิ้นเฟิงเหราคิดไม่ตกจริงๆ
“เพราะการพนันครับ” กู้เนี่ยนกล่าว “จากการตรวจสอบ ช่วงนี้หลี่หมิงเจ๋อนั้นติดการพนัน ตอนแรกๆ อาจจะเล่นชนะได้มา คนเรามักจะโลภ เขาต้องการจะชนะเงินให้มากกว่านี้ ยิ่งเล่นจำนวนเงินก็ยิ่งมาก ยิ่งเล่นก็เลยยิ่งเสีย
แม้แต่บ้านของเขาก็ยังเอาไปจำนอง ปัญหาการเงินจึงสั่งสมจนไร้ทางออก เขาถึงได้ไปกู้เงินที่ดอกเบี้ยมหาโหด และเขายังเพิ่งหย่าร้างกับภรรยา ช่วงนี้จึงออกจากบ้านเช้าแล้วกลับดึก
“โธ่” จิ้นเฟิงเหราส่ายหน้า “การพนันทำร้ายคนจริงๆ ”
จากนั้นเขาหันหน้าไปมองจิ้นเฟิงเฉิน “พี่ ตอนนี้แรงจูงใจมีแล้ว เหลือเพียงหลักฐาน”
หลี่หมิงเจ๋อติดหนี้มากขนาดนั้น เพื่อต้องการใช้หนี้ จะต้องยอมเสี่ยงอย่างแน่นอน
เพียงแต่ ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานที่จะสามารถยยืนยันได้ว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของเขา
“กู้เนี่ยน จับตาดูคนต่อไป มีอะไรก็รายงานให้ผมทราบทันที” จิ้นเฟิงเฉินรับสั่ง
กู้เนี่ยนพยักหน้า “ครับ”
“หากไม่อยากให้คนอื่นรู้ก็อย่าคิดหาทำ” จิ้นเฟิงเหรายิ้มอย่างดูแคลน “เห็นทีแล้วหลี่หมิงเจ๋อคนนี้เป็นคนที่จิตใจแข็งแกร่งมาก ไม่อย่างนั้นภายใต้การสอบสวนถึงสองครั้งของบริษัท กลับไม่เผยพิรุธให้ได้เห็น”
“ถ้าหากว่าไม่แข็งแกร่ง จะทำเรื่องทรยศบริษัทได้อย่างไร” จิ้นเฟิงเฉินยกมือขึ้นกุมขมับ “รอเรื่องนี้จบลง บริษัทคงต้องใส่ใจพนักงานให้มากกว่านี้”
ถ้าหากว่าบริษัทรู้สถานการณ์การติดการพนันของหลี่หมิงเจ๋อก่อน บางทีอาจสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่เกิดขึ้นในภายหลังได้
“พี่พูดถูก ต้องใส่ใจพนักงานให้มากขึ้น แบบนี้พวกเขาจะได้เชื่อมั่นบริษัทมากกว่านี้ และหลีกเลี่ยงการเกิดเรื่องแบบหลี่หมิงเจ๋อขึ้นอีกครั้ง” จิ้นเฟิงเหรากล่าวอย่างเห็นด้วย
“อย่างนั้นเรื่องนี้ยกให้นายไปจัดการแล้วกัน” จิ้นเฟิงเฉินกล่าว
“อ้าว” จิ้นเฟิงเหราชะงัก “พี่ ผมก็แค่คนคนหนึ่งที่มีเพียงสองมือ จะไปทำเรื่องมากมายอย่างนั้นได้อย่างไร”
“อย่างนั้นจะให้พี่ไปทำเหรอ” จิ้นเฟิงเฉินเลิกคิ้ว มองเขาอย่างเรียบนิ่ง
“อย่างนั้นก็ช่างเหอะ” จิ้นเฟิงเหราโบกมือปัด “ใบหน้าเยือกเย็นอย่างกับน้ำแข็งอย่างพี่เนี่ยนะ หากพนักงานไม่รู้คงคิดว่าพี่ไปตำหนิพวกเขาซะอีก”
จิ้นเฟิงเฉินยิ้มเบาๆ “อย่างนั้นก็ลำบากนายแล้ว”
“ใครใช้ให้ผมเป็นน้องพี่ล่ะ ก็สมควร”
น้ำเสียงของจิ้นเฟิงเหราถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็ยอมรับเรื่องการไปใส่ใจพนักงาน
……
สองสามวันมานี้ จิ้นเฟิงเฉินทำงานจนดึกดื่นทุกวันกว่าจะกลับบ้าน
มีบางครั้งเมื่อกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาตีหนึ่งตีสอง
เขาพยายามเดินฝีเท้าให้เสียงเบาที่สุด เกรงว่าจะปลุกให้คนในครอบครัวตื่น
เช้านี้ เจียงสื้อสื้อตื่นขึ้นมานั้น จิ้นเฟิงเฉินก็ได้ไปทำงานแล้ว
เธอขมวดคิ้วขึ้น ถอนหายใจแรง
เมื่อคืนเธอนอนเกือบจะเที่ยงคืน เขาก็ยังไม่กลับมา
เมื่อนึกถึงเขาที่กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ และก็ต้องตื่นแต่เช้าทุกวัน จิตใจก็รู้สึกเจ็บปวด
หากเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ร่างกายของเขาจะรับได้อย่างไร
ไม่ได้การ!
เธอจะต้องคิดหาวิธีบำรุงร่างกายของเขา
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เธอก็รีบเลิกผ้าห่มแล้วลงจากเตียง คีบรองเท้าแตะวิ่ง”ตึงตัง”ลงบันได จ๊ะเอ๋กับแม่จิ้นที่ออกมาจากห้องอาหารพอดี
“สื้อสื้อ หนูรีบร้อนจะไปไหนกัน” แม่จิ้นถามด้วยความสงสัย
“แม่ ในบ้านมีปลาหรือไก่ไหมคะ”
เจียงสื้อสื้อน้ำเสียงรีบร้อน แม่จิ้นยิ้ม “มีสิ ทำไมเหรอ”
“หนูอยากจะตุ๋นซุปบำรุงให้กับเฟิงเฉิน ช่วงนี้เขาเหนื่อยเกินไป”
เมื่อเอ่ยถึงจิ้นเฟิงเฉิน แม่จิ้นก็เจ็บปวดหัวใจ “ใช่สิ พักนี้เขาเหนื่อยมากจริงๆ เดี๋ยวแม่จะทำเอง หนูขึ้นไปพักผ่อนเถอะ”
เจียงสื้อสื้อส่ายหน้า “ไม่ค่ะ หนูอยากจะทำให้เขาเอง”
แม่จิ้นยิ้มหยอกเย้า “ถ้าเฟิงเฉินได้ทานซุปที่หนูทำจิตใจจะต้องกระปรี้กระเปร่าอย่างแน่นอน คงไม่รู้สึกเหนื่อยอีก”
“แม่อ่ะ อย่าแซวหนูสิ……”
“ขึ้นตึกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ แม่จะให้ห้องครัวเตรียมส่วนผสมไว้ให้”
“ขอบคุณค่ะแม่”
เจียงสื้อสื้อรีบขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าบนตึก หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก็มาที่ห้องครัวเพื่อเตรียมทำซุป
ตอนค่ำ จิ้นเฟิงเฉินที่ยากนักกลับบ้านยามอาหารเย็น
เมื่อเข้ามาในบ้าน แม่จิ้นก็หัวเราะแล้วกล่าว :”เฟิงเฉิน นี่ลูกรู้ใช่ไหมว่าสื้อสื้อได้ตุ๋นซุปไว้ให้ ถึงได้กลับบ้านเช้าขนาดนี้”
จิ้นเฟิงเฉินขมวดคิ้ว “ทำไมสื้อสื้อ……”
ยังไม่ทันพูดจบ ก็ได้ยินเสียงของแม่จิ้นกล่าว :”สื้อสื้อเป็นห่วงลูก จึงได้ตุ๋นซุปไก่ให้ลูกได้บำรุงร่างกาย”
เจียงสื้อสื้อรู้ว่าจิ้นเฟิงเฉินกลับมาแล้ว จึงรีบลงมาจากตึก และก็ได้ยินคำพูดของแม่จิ้นพอดี
เธอเดินเข้าไป “เฟิงเฉิน ทานข้าวเถอะ ฉันจะไปตักให้คุณ”
เจียงสื้อสื้อจูงจิ้นเฟิงเฉินเดินไปที่ห้องอาหาร กดเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ “รอฉันนะ”
มองดูเธอเดินเข้าไปในห้องครัวอย่างรวดเร็ว แววตาจิ้นเฟิงเฉินก็อ่อนโยนลงทันใด มุมปากก็ยกเป็นเส้นโค้งขึ้น
ราวกับแค่ได้เห็นเธอ ต่อให้งานจะหนักหาสาหัสเพียงใดก็มลายหายไปในฉับพลัน
ไม่นาน เจียงสื้อสื้อก็ยกถ้วยซุปไก่ร้อนๆ มาหนึ่งถ้วย ค่อยๆ เดินเข้ามาทางเขา
เขารีบลุกขึ้นเดินไปข้างหน้าเพื่อต้องการช่วยเธอ
แต่กลับถูกเธอห้ามไว้ “คุณนั่งดีๆ ไม่ต้องช่วยฉัน”
เขาจึงทำได้เพียงหยุดและมองดูเธอยกถ้วยซุปนั้นมาวางบนโต๊ะที่อยู่ด้านหน้าเขา
“ร้อนจังเลย” เจียงสื้อสื้อยกมือขึ้นจับใบหู ยิ้มแล้วกล่าว: “นี่เป็นซุปไก่ที่ตุ๋นทั้งวันด้วยไฟอ่อนๆ รสชาตินั้นฉันได้ชิมแล้ว พอดิบพอดี ไม่เค็มไม่จืดเกินไปและยังสดอีก”
เวลานี้ จิ้นเฟิงเหรากับส้งหวั่นชีงได้เดินเข้ามา
จิ้นเฟิงเหราสูดดมแรงๆ แล้วกล่าวอย่างอิจฉา:”หอมจังเลย”
เขามองจิ้นเฟิงเฉินกับเจียงสื้อสื้อแวบหนึ่ง แล้วกล่าวกับส้งหวั่นชีงอย่างน้อยใจว่า:”หวั่นหวั่น เค้าอยากทานซุปไก่บ้าง คุณทำไมไม่ตุ๋นให้เค้าทานบ้าง”
เจียงสื้อสื้อนึกว่าเขาพูดจริงจึงได้เอ่ยเสียงขึ้น :”หวั่นหวั่นตั้งท้องอยู่ จะตุ๋นให้นายได้อย่างไร พี่ตุ๋นเป็นหม้อเลย พี่ชายนายทานคนเดียวไม่หมดหรอก ทุกคนต่างก็มีส่วน”