เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1740 ชี้ทางให้
เรียกได้ว่าไม่เกินจริงเลยสักนิด!
หากเรื่องที่โรงงานดอกไม้ไฟอันหยางใช้เมทานอลแทนเอทานอลหลุดไปถึงสื่อละก็ระดับความร้ายแรงของเรื่องนี้จะบานปลายอย่างยิ่ง
แต่เฉินชางมีฐานะเป็นหมอเขาไม่มีทางสนใจความก้าวหน้าของโรงงานดอกไม้ไฟอันหยางยิ่งไม่มีทางสนใจด้วยว่าอนาคตและเส้นทางภายภาคหน้าของพวกผู้บริหารจะเป็นอย่างไร
สิ่งที่เขาห่วงใยคือความปลอดภัยของผู้ป่วยพนักงานสี่สิบกว่าคนนั้นสถานการณ์ของพวกเขามีแต่จะย่ำแย่ขึ้นทุกวัน
เมทานอลในร่างกายก่อให้เกิดการสะสมตัวของกรดฟอร์มิกจะต้องส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์อย่างมากแน่นอน
ถึงขั้นเกิดความเสียหายบางอย่างที่ไม่อาจเลี่ยงได้!
โชคดีที่เฉินชางสังเกตเห็นค่อนข้างเร็วพูดอีกอย่างคือ…คนส่วนใหญ่ปรากฏอาการเล็กๆ น้อยๆ แล้วแต่ว่า…เนื่องจากความอ่อนไหวต่อโรคของร่างกายมนุษย์เราไม่เท่ากันทำให้เกิดผลลัพธ์ต่างกันไปสถานการณ์ของหวังชิวหลิงค่อนข้างพิเศษสูญเสียการมองเห็นเป็นอย่างแรกสินะ
พอคิดมาถึงตรงนี้เฉินชางกังวลกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง!
เฉินชางนึกถึงปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมา!
เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นที่โรงงานดอกไม้ไฟอันหยางแห่งเดียวเท่านั้นหรือ
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาอดกังวลไม่ได้
หลังจากได้รับสายจากเฉินชางขงเสียงหมิงเงียบไปสำหรับสังคมในปัจจุบันเรื่องแบบนี้บานปลายเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด
มือที่จับมือถืออยู่ของขงเสียงหมิงเกร็งจนปรากฏเส้นเลือดปูดขึ้นมาเล็กน้อยเวลานี้ความโมโหภายในใจสูงขึ้นเรื่อยๆ!
เขาคือผู้ว่าการมณฑลว่ากันตามหลักแล้วไม่ถึงขั้นที่ต้องให้เขาลงมาจัดการ
แต่ว่านี่คือชีวิตคนสี่สิบคนเชียวนะถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นจริงๆขงเสียงหมิงต้องรับผิดชอบทั้งหมด!
เรื่องแบบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครจะต้องรับผิดชอบแล้วเรื่องแบบนี้ต้องลงโทษอย่างหนักไม่มีละเว้น!
“อืม ขอบใจเธอมากนะเสี่ยวเฉิน!” ขงเสียงหมิงสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่งเพื่อให้ตัวเองใจเย็นลง
“ฉันจะตรวจสอบเรื่องนี้ทันที”
เฉินชางตอบรับถึงแม้เขาจะทราบดีว่าขงเสียงหมิงมีประสบการณ์โชคโชนแต่ก็อดเตือนไม่ได้ “ลุงขงครับ…ถ้าตรวจสอบสถานการณ์อย่างลับๆอาจจะได้ข้อเท็จจริงมากขึ้นนะครับ”
ขงเสียงหมิงพยักหน้าพลางเอ่ยตอบ “อืม ฉันเข้าใจแล้ว”
หลังวางสายเฉินชางเดินออกมาจากห้องทำงานผู้อำนวยการศูนย์แต่ละล้าละลังอยู่นานพักใหญ่เขาก็ยังตัดสินใจไม่ได้
คิดไม่ตกว่าจะแจ้งเรื่องนี้กับผู้ป่วยอย่างไรดีจงหรานเดินออกมาจากห้องทำงานแพทย์ในจังหวะนี้พอดีพอเห็นเฉินชางเป็นแบบนี้ก็เดินเข้ามาหา
“เจอปัญหาเหรอ”
“ครับ”
“เกิดอะไรขึ้น”
เฉินชางบอกไปตามจริงเล่าต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ออกไปหลังเล่าจบจงหรานเองก็ค่อนข้างตะลึงเช่นกัน
เขาไม่คิดเลยจริงๆว่าการตรวจผู้ป่วยจะเผยให้เห็นจิตใจละโมบชั่วร้ายของผู้ดูแลโรงงาน!
พอคิดมาถึงตรงนี้พูดตามตรงว่าจงหรานค่อนข้างตกใจเขามองเฉินชางอย่างค่อนข้างสะท้อนใจเด็กคนนี้อาจเป็นอัจฉริยะสินะ
เขาเชื่อมโยงอาการผู้ป่วยเข้ากับงานของผู้ป่วยวิเคราะห์ไปถึงปัญหาของโรงงานสิ่งที่เป็นเรื่องกระบวนการนี้ไม่ใช่แค่ความรู้ทางการแพทย์แล้วยังรวมไปถึงความรู้มากมายด้วย!
ชั่วขณะนั้นจงหรานชื่นชมในตัวเฉินชางมากถึงขั้นเปลี่ยนมุมมองใหม่เลย!
เขานึกว่าเฉินชางมีพรสวรรค์แค่ในด้านการแพทย์แต่ดูจากตอนนี้แล้วทักษะความเข้าใจการตอบสนองและการเชื่อมโยงของเขาลล้วนยอดเยี่ยมทั้งสิ้น
คนแบบนี้ไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหนก็ผงาดขึ้นเป็นผู้นำได้ทั้งนั้น!
แต่เขาก็เข้าใจเช่นกันว่าเฉินชางกำลังกังวลกับอะไรอยู่
“เธอกำลังกังวลว่าจะอธิบายกับผู้ป่วยและครอบครัวยังไงใช่ไหม”
เฉินชางพยักหนารับหัวเราะขมขื่น “ครับ ใช่แล้วครับสมาชิกสภาวิทยาศาสตร์จง”
“บางครั้งผมรู้สึกว่าจริงๆ แล้วคนที่รับมือได้ยากที่สุดไม่ใช่คนชั่วที่ชั่วร้ายสุดขีดแต่เป็นประชาชนที่น่าสงสารเหล่านี้”
“ในช่วงเวลาที่พวกเขาอยากได้ความช่วยเหลือจากพวกเราที่สุดพวกเรากลับยื่นมือเข้าช่วยเหลือไม่ได้”
“ถึงขั้นที่ผมไม่รู้เลยว่าจะเผชิญหน้ากับพวกเขายังไงดีเพื่อบอกว่าขอโทษครับพวกเราช่วยคุณไม่ได้แล้ว”
จงหรานยิ้มอย่างสุขุมยิ่ง
“เพราะเธอเป็นมนุษย์คนหนึ่งดังนั้นจะต้องพบเจอกับปัญหาที่เธอแก้ไขไม่ได้แน่อยู่แล้วถึงขั้นที่บนโลกนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่เธอไม่มีทางแก้ไขได้เช่นโรคมะเร็งโรคเอดส์…เรื่องพวกนี้มีให้เห็นมากมายอยู่ทุกวัน”
“ก็จริงที่เธอเป็นหมอคนหนึ่ง!”
พอเอ่ยมาถึงตรงนี้จงหรานหุบยิ้มเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ “แต่เธอก็เป็นแค่หมอคนหนึ่งเท่านั้น”
เฉินชางได้ยินคำพูดจงหรานก็ถอนหายใจนิดๆ สะเทือนใจอันที่จริงในมุมของหมอคนหนึ่งพวกเขาอยากจะช่วยผู้ป่วยจริงๆ
ไม่มีใครอยากช่วยเหลือผู้ป่วยมากไปกว่าพวกเขาแล้ว
แต่ในขณะเดียวกันถ้อยคำที่พวกเขาหวาดกลัวที่สุดคือ คำว่าขอโทษครับ!
คำที่ไม่อยากเอ่ยที่สุดก็คือพวกเราพยายามเต็มที่แล้ว
หลังจากปรับอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งเฉินชางก้าวเดินไปทางห้องสังเกตอาการผู้ป่วยหลังจากเดินเข้าไปเขาเห็นหวังชิวหลิงนั่งอยู่บนเตียง
เด็กชายคนหนึ่งกำลังป้อนกล้วยหอมใส่ปากเธอส่วนเด็กสาววัยสิบหกจับมือผู้เป็นแม่ไว้บอกเธอว่าตรงนี้คือเตียงตรงนั้นคือตู้…
ส่วนสามียืนอยู่ข้างเตียงแววตาเปี่ยมความสงสาร หลายปีที่อยู่กับตนมาเธอต้องทำงานหนักทนลำบากมาตลอด!
เขากำลังคิดว่ารอให้ภรรยาดีขึ้นสักหน่อยจะออกไปขับรถหาเงินให้มากยิ่งขึ้นขั้นต่ำคือเจ็ดแปดพันหยวนต่อเดือนภรรยาจะได้ทำงานน้อยลงบ้าง
พอเห็นเฉินชางเดินเข้ามาสามีเอ่ยขึ้นทันที
“ผู้อำนวยการเฉินมาแล้ว!”
เฉินชางพยักหนารับจุกอกขึ้นมาเอ่ยถ้อยคำที่เรียบเรียงไว้เป็นอย่างดีไม่ออกเลยสักคำ
จังหวะนี้เด็กสาวเดินเข้ามาหาด้วยความดีใจเอ่ยกับเฉินชางว่า
“หมอเฉินคะคุณเก่งมากจริงๆ ค่ะ! เมื่อกี้แม่บอกว่าตาของแม่เริ่มมองเห็นแสงรำไรแล้ว!”
“หมอเฉินคะขอบคุณนะคะ!”
“โตขึ้นหนูก็อยากเป็นแบบหมอค่ะเป็นหมอที่เก่งกาจ!”
เฉินชางมองเห็นความหวังที่เปี่ยมล้นอยู่ในดวงตาของคนทั้งบ้านพลันละล้าละลังขึ้นมาเล็กน้อยเขา…ตอนนี้…เขาหวังให้ผู้ป่วยดีขึ้นได้จริงๆ ดีขึ้นอย่างแท้จริง!
ได้แต่หวังให้มีความหวังปรากฏขึ้น
เฉินชางคิดไปคิดมาตัดสินใจว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อนรอให้ทางขงเสียงหมิงสะสางคดีแล้วเขาจะพยายามเรียกร้องให้อีกฝ่ายชดเชยค่าเสียหายอย่างสุดกำลัง!
แม้ว่าจะทำให้เธอกลับมามองเห็นไม่ได้แต่จะทำให้พวกเขาได้รับเงินชดเชยอย่างดีที่สุดจะได้ไม่ต้องกังวลกับความเป็นอยู่มากเกินไป…
เฉินชางลูบหัวเด็กสาวอดถามไม่ได้ “อยากเรียนหมอเหรอ”
เด็กสาวพยักหน้า “ค่ะ! อยากเรียนค่ะ”
“หนูชื่ออะไร”
“สวีเจินเจินค่ะ”
เฉินชางเอ่ยอย่างจริงจัง “โอเคสวีเจินเจินถ้าหนูจะสอบเขามหาลัยมาบอกหมอนะหมอจะเลือกติวเตอร์ที่เก่งที่สุดในประเทศให้หนูเอง!”
ปีนี้สวีเจินเจินอายุสิบหกอยู่มัธยมศึกษาปีที่สี่พอได้ยินคำพูดของเฉินชางเธอตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดแล้ว “มีแค่หมอเฉินที่ยอดเยี่ยมที่สุดค่ะ!”
เฉินชางได้ยินก็ยิ้มให้ “อืม ถ้าถึงเวลานั้นหนูก็มาหาฉันนะ”
สวีเจินเจินพยักหน้า
ส่วนหวังชิวหลิงถึงแม้จะมองไม่เห็นแล้วแต่หูยังได้ยินบทสนทนานี้อยู่พลันรู้สึกตื้นตันจนบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ “ขอบคุณจริงๆ นะคะผู้อำนวยการเฉิน!”
“เจินเจินลูกได้ยินแล้วใช่ไหมคุณต้องตั้งใจเรียนนะอย่าทำให้ศาสตราจารย์เฉินขายหน้า!”
สวีเจินเจินพยักหน้า “แม่วางใจเถอะค่ะแม่ลืมเหรอคะว่าตอนสอบปลายภาคหนูได้ที่หนึ่งของชั้นปีนะ!”
“ลูกน่ะยังห่างชั้นอีกไกล! ถ่อมตัวบ้างเถอะ!” หวังชิวหลิงบ่นด้วยรอยยิ้ม