ข้าคือเขยผู้ยิ่งใหญ่ - บทที่ 784 พากลับไปให้หมด
บทที่ 784 พากลับไปให้หมด
“ผู้กองเจียว คุณอยู่ในตำแหน่งนี้มานานแล้วใช่ไหม เชื่อว่าคุณอยากก็อยากก้าวไปข้างหน้า แต่ติดที่ไร้ซึ่งความดีความชอบล่ะสิ?”
นัยน์ตาสีนิลของเย่เทียนจ้องเจียวซินข่ายเขม็ง พูดด้วยใบหน้ากึ่งยิ้ม “แก๊งหวงจี๋ในตอนนี้ ถือเป็นโอกาสดีของคุณไม่ใช่เหรอ”
เจียวซินข่ายได้ฟังดังนั้น เริ่มหวั่นไหวขึ้นมา
เขารู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับแก๊งหวงจี๋ในช่วงนี้ดี เดิมคิดว่าถ้าไม่เล่นกันหนักข้อเกินไป
เขาเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็ได้
บัดนี้มีเย่เทียนยกเรื่องนี้ขึ้นมา เขารู้สึกว่ามีเหตุผลจริงๆ
“คุณชายเย่ คุณหมายความว่าให้กำจัดแก๊งหวงจี๋ไปอย่างสมบูรณ์เหรอ?”
เย่เทียนยิ้มน้อยๆ พูดอย่างลึกล้ำ “ใช่! แต่ก็ไม่ใช่!”
“คุณชายเย่ ผมโง่เขลานัก คุณหมายความว่ายังไง?”
เจียวซินข่ายขมวดคิ้วเป็นปม ไม่ค่อยเข้าใจความคิดเย่เทียนเท่าไหร่
“ฉันหมายความว่า คุณเลือกลงมือกับคนจำนวนหนึ่งก็ได้”
เย่เทียนยิ้มแบบไม่จริงใจ “ตอนนี้ในแก๊งหวงจี๋ที่มีปัญหากันหนักๆก็มีแค่ไม่กี่คน คุณเชือดไก่ให้ลิงดูได้เลย เชื่อว่าคนที่เหลือคงไม่กล้าวู่วามอีก!”
เจียวซินข่ายพยักหน้าอย่างถึงบางอ้อ ที่ตอนนี้แก๊งหวงจี๋โกลาหลก็เพราะรองหัวหน้าสองคนอย่างกู่เจิ้นเจียงกับอูชิงเจ๋อแย่งอำนาจกัน ที่เย่เทียนพูดมาคือต้องการจะจัดการพวกเขาสองคนอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่
เป็นความดีความชอบชิ้นใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย ถึงเวลานั้นตระกูลเย่ของเย่เทียนช่วยพูดเข้าข้างตัวเองอีกหน่อย ไม่แน่อาจจะเลื่อนตำแหน่งได้จริงๆ
ตอนนี้สวีพานรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ถ้ารองหัวหน้าสองคนติดคุกกันหมด แก๊งหวงจี๋ก็จะไร้ผู้นำ
คิดมาถึงนี่ เจียวซินข่ายตัดสินใจได้
ผมรับประกันว่าจะจัดการเรื่องเหล่านี้ให้ดี ให้คุณออกจากบ้านได้อย่างสบายใจหลังจากนี้!”
รีบลุกขึ้นแสดงเจตจำนง “คุณชายเย่วางใจได้
“ถ้าอย่างนั้นหวังว่าผู้กองเจียวจะทำตามที่พูดได้นะ!”
เมื่อเห็นว่าในที่สุดเจียวซินข่ายก็เข้าใจแล้ว
ฉันมีธุระต่อ ไม่รบกวนคุณแล้ว”
เย่เทียนจึงไม่คิดจะอยู่ที่นี่ต่อ เขาลุกขึ้นพลางเอ่ย “ผู้กองเจียว
เห็นเย่เทียนไม่พูดเรื่องเฮ่อจงเทียน เจียวซินข่ายย่อมไม่โง่พูดขึ้นมาเอง จึงรีบลุกขึ้นส่งเย่เทียนออกจากสถานีตำรวจ
หลังจากกลับมาอีกครั้ง เขารีบออกคำสั่ง หากแก๊งหวงจี๋มีวี่แววจะมีปัญหา ให้ลงมือจับกุมทันที!
หลังจากออกจากสถานีตำรวจมาแล้ว เดิมเย่เทียนอยากไปบ้านหลังเล็กตระกูลเย่ แต่คิดไปคิดมา เขาไปที่ตระกูลเซวก่อน
สองวันมานี้เขาไม่ได้ติดต่อกับจี้เยียนหรัน พวกนั้นต้องเป็นห่วงเป็นธรรมดา
เย่เทียนก็ไม่พูดอะไรมาก เพียงแต่บอกให้ทั้งหมดเพิ่มกองกำลังรักษา ช่วงนี้ไม่ออกจากบ้านได้ก็ไม่ต้องออก
นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ สิ่งทีเย่เทียนกังวลไม่ใช่บริษัทนักฆ่า ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เขาคำนึงถึงก็คือเลือดปีศาจที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด!
ไม่ว่ายังไง
แม้ความเป็นไปได้ที่เขาจะบุกมาตระกูลเซวนั้นน้อยยิ่งกว่าน้อย แต่ก็ต้องคิดเผื่อไว้ก่อน!
เจ้านั่นสืบเรื่องตัวเองมาแล้ว เกรงว่าคงทราบความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับจี้เยียนหรันดี
หลังจากจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จ
เย่เทียนถึงกลับมายังบ้านหลังเล็กตระกูลเย่ เขาไม่คุยอะไรกับคุณย่าเย่มาก นั่นดูคุณย่าเย่คุยกับเฉินหวั่นชิงอยู่ด้านข้างเงียบๆ
ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
เวลามักจะผ่านพ้นไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อถึงเวลาหนึ่งทุ่ม การต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าใหญ่แห่งแก๊งหวงจี๋เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
บาร์ไลเทคคือหนึ่งในบาร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองจิน และก็ถือเป็นถิ่นของแก๊งหวงจี๋
ท้องฟ้ามืดลงแล้วแท้ๆ
นักสู้หลายสิบคนซ่อนตัวอยู่ในหลืบอย่างเงียบเชียบ รอให้คนของอีกฝ่ายโผล่มา
แต่บาร์ไลเทคที่มีผู้คนพรั่งพรูทุกค่ำคืน คืนนี้กลับไม่มีลูกค้าสักคน
เลี่ยวจวิ้นคือคนที่สนับสนุนให้กู่เจิ้นเจียงได้รับตำแหน่ง และเป็นนักสู้ชื่อดังของแก๊งหวงจี๋ ส่วนบาร์ไลเทคอยู่ในความดูแลของเขา
คืนนี้เขาเตรียมตัวไว้แล้วเรียบร้อย จัดแจงกำลังคนไว้สนับสนุน และรอคนที่อูชิงเจ๋อส่งมาปรากฏตัว
เวลาเพิ่งล่วงเลยมาถึงหนึ่งทุ่มครึ่ง
เสียงรถเบรคดังเอี๊ยดดังมาจากด้านนอกบาร์ เลี่ยวจวิ้นที่รออยู่นานจะไม่รู้ได้ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้น นัยน์ตาฉายแววกระหายการต่อสู้ คำรามเสียงเบา “พี่น้องเอ๋ย
ทุกคนเตรียมตัวให้ดี อีกฝ่ายมารนหาที่ตายแล้ว”
“ครับ! พี่ใหญ่!”
ลูกน้องทั้งหลายตอบรับพร้อมเพรียง พากันควักมีดที่พกมา ใช้แถบผ้ารัดไว้บนมือขวาอย่างแน่นหนา เพื่อแสดงความตั้งใจของพวกเขา!
ส่วนไหล่ซ้ายของพวกเขารัดแถบผ้าแดงไว้ทั้งหมด เพื่อบ่งบอกว่าพวกเขาคือคนของกู่เจิ้นเจียง
ในไม่ช้า ประตูใหญ่ของบาร์โดนถีบออกอย่างแรง คนทั้งหมดหลั่งไหลเข้ามา ผู้ที่นำอยู่ก็คือกำลังพลเบอร์หนึ่งใต้บัญชาอูชิงเจ๋อ–สือปิน!
แม้สือปินจะสูงไม่ถึงร้อยเจ็ดสิบ แต่มีกล้ามเนื้อแน่นเปรี๊ยะทั้งตัว ชายกำยำทั่วไปสักสี่ห้าคนยังเข้าใกล้เขาไม่ได้
นัยน์ตาดุดันของเขากวาดมองไปรอบๆบาร์ สุดท้ายเพ่งสายตาไปที่เลี่ยวจวิ้นผู้ยืนนำอยู่
“เลี่ยวจวิ้น? บังเอิญจังเลยนะ ฉันอยากสู้กับนายสักตั้งมานานแล้ว!”
สือปินหัวเราะเย็นๆไม่หยุด มือดึงมีดออกจากด้านหลัง สะท้อนแสงเย็นวาบชวนใจสั่นภายใต้การสะท้อนของแสงไฟ
“สือปิน? คิดไม่ถึงว่าคนแรกที่เอาชีวิตมาทิ้งจะเป็นนาย ดูท่าอูชิงเจ๋อจะอยากได้บาร์ไลเทคของฉันมากเลยนะ”
เลี่ยวจวิ้นเหมือนไม่เห็นสือปินคนนี้อยู่ในสายตา แต่ดูจากหน้าตาเคร่งเครียดของเขาแล้ว ไม่สบายอย่างที่เขาพูดเลยสักนิด
เนื่องจากจุดยืน
ทั้งคู่ไม่กินเส้นกันมาตลอด และพอจะรู้ความสามารถของอีกฝ่าย มาเจอกันคืนนี้
ต้องเป็นศึกหนักแน่นอน!
สือปินหัวเราะลั่นอย่างสามหาว “ฮ่าๆ
เลี่ยวจวิ้น เลิกคุยโวได้แล้ว
นายคิดว่านายมีปัญญาฆ่าฉันเหรอ?”
เลี่ยวจวิ้นคำราม
ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้นายได้ตายอย่างอนาถแน่!”
“เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว ฉันจะให้โอกาสนายสักครั้ง ไสหัวกลับไปเลยตอนนี้
สือปินกวาดสายตามองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ส่ายหัวพลางกล่าว
“เลี่ยวจวิ้น นี่เป็นคำพูดที่ฉันอยากบอกนายเหมือนกัน
นายเป็นคนฉลาด ติดตามกู่เจิ้นเจียงไปก็ไม่เป็นผลดีหรอก ตำแหน่งหัวหน้าใหญ่ต้องเป็นของพี่ใหญ่อูของเราแน่ๆ!”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ไม่มีอะไรต้องพูดกัน มาสู้กันเลยเถอะ”
สีหน้าเลี่ยวจวิ้นเย็นเยียบ ขี้เกียจเปลืองน้ำลายกับสือปินต่อไป เขายกมืดในหมายจะออกคำสั่ง
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงไซเรนรถตำรวจดันดังขึ้นนอกบาร์ ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายที่พร้อมห้ำหั่นกันงงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
สือปินได้สติคนแรก เขาตวาดอย่างโมโห
“เวรเอ๊ย! นายหน้าด้านไปไหมวะ
ถึงขั้นแจ้งตำรวจเลยเหรอ?!”
เลี่ยวจวิ้นสวนทันควัน “นายอย่ามาปรักปรำกันนะโว้ย”
ยังไงก็ตาม ตำรวจในเครื่องแบบกองกำลังจัดเต็มหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในมือมีปืนสั้นปืนยาวระเบิดสารพัด ท่าทางน่าเกรงขามสุดๆ
เมื่อเห็นตำรวจที่นำอยู่
เลี่ยวจวิ้นกับสือปินเลิกคิ้วขึ้นทันที พูดขึ้นพร้อมกัน “หัวหน้าหลี่
ทำแบบนี้หมายความว่ายังไง?”
“มาซะเต็มรูปแบบเชียวนะ นี่จะมีเรื่องกันเหรอ? ในสายตาพวกนายยังมีกฎหมาย มีตำรวจอย่างพวกเราอยู่ไหม?”
ผู้ที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าหลี่ไม่สนใจสองคนนี้ และออกคำสั่งเด็ดขาด
ยิงได้เลย!”
“พาตัวพวกเขากลับไปให้หมด! ถ้ามีใครกล้าขัดขืน
เผชิญกับปืนสั้นปืนยาวระเบิดมากมาย บวกกับคำพูดของหัวหน้าหลี่ สือปินและเลี่ยวจวิ้นสองฝ่ายกล้าวู่วามที่ไหน ทั้งเจ็ดแปดสิบคนนั้นวางอาวุธลง….