ข้าคือเขยผู้ยิ่งใหญ่ - บทที่ 753 ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน
บทที่ 753 ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน
เย่เทียนขับรถยนต์ของซ่านหงเลี่ยง เป็นอาวดี้ธรรมดาๆมากขับอยู่บนถนน เนื่องจากอารมณ์ไม่ดี ความเร็วที่ขับก็กลับว่าไม่เร็วมาก ถึงขั้นกับพูดได้ว่าพอๆกับหอยทากที่คืบคลานเลย
ในความเป็นจริง เย่เทียนก็ไม่ได้คิดอยากจะ ‘ยืม’รถของซ่านหงเลี่ยงแต่ว่าเขานั่งอยู่ที่ขอบถนนเป็นเวลาสามสี่นาทีแล้ว ไม่มีรถแท็กซี่ผ่านมาเลยสักคัน!
ถ้าหากในเวลาปกติ เย่เทียนจะไม่บุ่มบ่ามเช่นนี้ แต่ในเวลานี้เขาเบื่อและหดหู่มาก เพียงแค่อยากจะไปจากที่นี่ให้เร็วๆหน่อย จะไปสนใจอะไรมากมายที่ไหนกันล่ะ ?
ทันใดนั้น รถสปอร์ตเปิดประตูทันสมัยคันหนึ่งก็พุ่งผ่านข้างๆไปอย่างรวดเร็ว เสียงดังฟ้าบ แทบจะครูดอาวดี้ของเย่เทียนไปแล้ว
เย่เทียนสามารถรับรู้ได้ว่าตัวรถโคลงเคลงเล็กน้อยอย่างชัดเจน แค่ใช้หัวแม่เท้าคิด ก็รู้แล้วรถสองคันนี้กระทบกันแล้วแน่นอน
โชคร้ายที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดทำให้เย่เทียนขมวดคิ้วแน่นแล้ว แอบว่าตามหลังว่าทำไมอีกฝ่ายขับรถประมาทขนาดนี้ รีบไปเกิดใหม่หรือไง?
เพียงแค่ ยังไม่รอให้เย่เทียนพูดอะไร รถสปอร์ตเปิดประทุนที่เพิ่งจะขับแซงไปกลับว่าจอดรถเสียงดังเอี๊ยดแล้ว เหยียบเบรกกะทันหันทำให้ล้อยางเสียดสีกับพื้นผิวอย่างรุนแรง เกิดเสียงดังแสบเข้าแก้วหู
รถสปอร์ตเปิดประทุนจอดลงทันที ขว้างกั้นทางที่เย่เทียนจะไปเลย เปิดประตูรถออก หนุ่มวัยรุ่นที่แต่งตัวหรูหราพาผู้หญิงหุ่นดีลงมาจากรถ เดินเข้ามายังเย่เทียนด้วยใบหน้าที่เร่งรีบ
ปังปัง!
ชายวัยรุ่นเคาะหน้าต่างรถอย่างหยาบคาย พูดอย่างโมโหว่า : “แกแม่งลงมาเดี๋ยวนี้!”
ดวงตาที่ดำเข้มของเย่เทียนหรี่ลงเล็กน้อย เดิมทีอารมณ์ของเขาก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่อยู่แล้ว ไอ้หมอนี่ดันมาทำท่าทำทางเย่อหยิ่งและเผด็จการอีก ทำให้เขาเกิดความคิดที่จะระบายอารมณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ทำอะไร?”
คิดมาถึงตรงนี้ เย่เทียนเปิดประตูลงมาอย่างนื่งๆแล้ว มองไปยังชายวัยรุ่นอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ทำอะไร?แกแม่งยังมีหน้ามาถามฉันว่าทำอะไรอีกเหรอ?”
ชายวัยรุ่นมองเย่เทียนด้วยใบหน้าที่โมโหพร้อมพูดคำรามเสียงว่า :
“แกไปดูเอง แกแม่งขูดรถของฉันแล้ว ถลึงตาต่ำๆของแกมองให้ชัดเจน รถของฉันคือรถเฟอร์รารีซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่ล่าสุดของปีนี้ แกไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น
รีบชดใช้เงินมาเลย!”
เย่เทียนได้ยินดังนั้น
มุมปากอดไม่ได้ที่จะยิ้มยกอย่างเยือกเย็น แอบพูดเสียงเบาๆว่าปัจจุบันนี้คนชั่วที่ทำชั่วเองกลับแย่งที่จะกล่าวหาพูดอื่นก่อนนี่มีไม่น้อยเลยจริงๆ ทั้งๆที่เขาขับรถตามปกติ เป็นอีกฝ่ายที่ขับแซงขึ้นไปทำให้เกิดการเสียดสีกัน ถ้าหากพูดว่าใครผิดจริงๆ
นั่นก็เป็นปัญหาของอีกฝ่ายอย่างไม่มีข้อสงสัย!
“เห็นแกทำพฤติกรรมที่ไม่มีมารยาท คิดไม่ถึงว่าแกจะหน้าไม่อายแบบนี้”
เย่เทียนส่ายหน้าเบาๆ
“เห็นชัดๆว่าแกเป็นคนแรกขับมาชนก่อน ยังจะกล้ามาขอให้ฉันชดใช้เงินอีก?ควรจะเป็นแกมากกว่าที่ต้องชดใช้เงินให้ฉันนะ?”
พูดพร้อมยิ้มอย่างเยือกเย็นว่า :
“เยสเข้!แกแม่งยังกล้ามาว่าฉันว่าหน้าไม่อายเหรอ?”
ชายวัยรุ่นโมโหทันที “แกรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?กล้ามาด่าฉันแบบนี้ ฉันว่าแกคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ?”
เย่เทียนจะรู้ได้ยังไงว่ากู่หงเลี่ยงที่อยู่ตรงหน้าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอะไรกันล่ะ เห็นเขาเย่อหยิ่งและเผด็จการแบบนี้
กลับว่าอยากจะดูว่าเขาจะแสดงอะไรออกมาได้ พูดด้วยท่าทางที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม: “ไม่ว่าแกจะชื่อว่ากู่หงเลี่ยงหรือว่าจินหงเลี่ยง แต่ความเป็นจริงคือฉันขับรถของฉันอยู่ดีๆ แกคิดอยากจะแซงขึ้นไปกลับว่าไม่ระวังขูดกับรถของฉันแล้ว ความรับผิดชอบของเรื่องนี้อยู่ที่แกทั้งหมด ฉันไม่ได้ถามไถ่เอาความรับผิดชอบจากแก แกกลับว่ายังกล้ามาขอเงินชดใช้จากฉัน
?”
“ยังจะถามไถ่เอาความรับผิดชอบจากฉัน?ฉันว่าสมองของแกคงไม่ได้ถูกประตูหนีบจนเอ๋อแดกแล้วหรอกนะ?”
กู่หงเลี่ยงหัวเราะออกมาเสียงดัง
ราวกับว่าได้ยินเรื่องน่าขำที่สุดในโลกแล้วยังไงอย่างนั้น แต่สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเยือกเย็นโดยทันทีอีกครั้ง “ฉันจะบอกแกให้ฟังนะ วันนี้ถ้าแกคิดอยากจะออกไปจากที่นี่ ชดใช้เงินให้ฉันอย่างเชื่อฟัง
ไม่ก็ให้ฉันหักขาแก แกเลือกเอาเอง!”
“หักขา?”
เย่เทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดถามอย่างอยากรู้ว่า
“งั้นถ้าฉันเลือกที่จะชดใช้เงิน ไม่ทราบว่าต้องชดใช้เงินเท่าไหร่เหรอ?”
:
กู่หงเลี่ยงเห็นเย่เทียนขมวดคิ้วแล้ว คิดว่าเย่เทียนกลัวตัวเองซะแล้ว ยิ่งพูดเสียงดังอย่างไม่หวาดกลัวขึ้นอีก “หนึ่งล้าน!ขาดไปแม้แต่สตางค์เดียวก็ไม่ได้!”
เย่เทียนตกตะลึง
รถคันนี้ของแกทำมาจากทองงั้นเหรอ?ขูดแค่นิดหน่อยก็จะเอาเงินหนึ่งล้านเลย?แกเห็นว่าฉันเป็นคนโง่เหรอ?”
โมโหอย่างมากแต่กลับว่ายิ้มพร้อมพูดว่า : “แกยังกล้าเรียกจริงๆอีกนะ
“เด็กน้อย ดูท่าแล้วแกคงไม่รู้จริงๆว่าฉันเป็นใครสินะ?!”
กู่หงเลี่ยงขมวดคิ้วแน่นทันที ในใจหดหู่นิดหน่อย คิดไม่ถึงว่าเย่เทียนจะไม่รู้จักตัวเอง
เย่เทียนเบะปาก พูดอย่างไม่สนใจว่า : “หรือว่าแกมีชื่อเสียงมากงั้นเหรอ?ทำไมฉันต้องรู้ด้วยว่าแกเป็นใคร?”
กู่หงเลี่ยง เขย่าปกคอเสื้อทันที เตรียมที่จะแนะนำตัวเองสักหน่อย สาวข้างกายของเขากลับว่าเอ่ยปากอย่างมีไหวพริบก่อน มองไปยังเย่เทียนด้วยสีหน้าที่เยาะเย้ย
แกอย่ากวนโมโหผู้ชายของฉันจะดีกว่านะ เขาเป็นคนของแก๊งหวงจี๋ ฉันแนะนำว่าแกยอมชดใช้เงินจะดีกว่านะ!”
พูดอย่างดูถูกว่า : “เด็กน้อย
“คนของแก๊งหวงจี๋?”
เย่เทียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
กวาดมองสายตาขึ้นลงไปยังกู่หงเลี่ยงอย่างแปลกประหลาดครู่หนึ่ง แอบพูดเบาๆว่าโลกใบนี้ช่างแคบซะเหลือเกิน ทำไมถึงได้มีพวกแมลงวันที่น่ารำคาญไปทั่วทุกที่เลยล่ะ?หรือว่าพระเจ้าจะรู้ว่าอารมณ์ของเขาไม่ค่อยดี
ส่งที่ระบายอารมณ์มาให้โดยเฉพาะ?
คิดมาถึงตรงนี้ เย่เทียนหรี่สายตาที่ดำเข้มคู่นั่นลงเล็กน้อย “งั้นแล้วจะยังไง?”
“แล้วยังไง?เด็กน้อย แกนี่โง่จริงๆหรือว่าแกล้งโง่กันแน่?”
ความโกรธในใจของกู่หงเลี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คิดไม่ถึงว่าเย่เทียนที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นคนที่มุทะลุ รู้ว่าเขาเป็นคนของแก๊งหวงจี๋ยังจะเย่อหยิ่งแบบนี้?
“ตอนนี้ฉันจะพูดให้แกฟังให้ชัดเจน ขอแค่ล่วงเกินคนของฉัน อนาคตจบไม่สวยแน่ แม้ว่าแกจะไม่นึกถึงตัวเอง แกก็ควรที่จะนึกถึงญาติและเพื่อนๆบ้างนะ?”
ทันใดนั้น กู่หงเลี่ยง โมโหจนคอเป็นเอ็น จ้องมองไปยังเย่เทียนด้วยสีหน้าที่ไม่เป็นมิตร แอบตัดสินใจที่จะต้องสั่งสอนเขาอย่างลึกซึ้งให้ได้!
เพียงแต่ ในเวลานี้เย่เทียนไม่ได้สนใจกู่หงเลี่ยงเลยด้วยซ้ำ กลับว่าคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ เขาคิดมาตลอดว่าจะจัดการกับแก๊งหวงจี๋นี้ยังไงดี!
ถึงยังไง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะกำหนดที่จะอยู่เมืองจินไปตลอด รอจัดการเรื่องในมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่เหนือการคาดหมายเขาน่าจะเลือกที่จะกลับยังฐานทัพใหญ่แห่งเจียงหนัน
ปัญหาสำคัญคือ ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ต่อไปจะต้องมาที่เมืองจินบ่อยๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พิจารณาถึงคนในเมืองจินไม่ชอบขี้หน้าเขามากมายเช่นนี้ เขาก็ไม่อยากให้พวกแมลงหวี่แมลงวันกว่านับมาถ้วนมาหาเรื่องเขาในอนาคต
และวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด อย่างไม่มีข้อสงสัยคือสร้างกองกำลังที่เป็นของตัวเองในเมืองจิน สายตาของเขาจับจ้องไปยังแก๊งหวงจี๋ไปโดยปริยาย นี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเย่เทียนเลือกที่จะทำงานร่วมกันกับฮาชิโมโตะมินาโตะ!
คิดมาถึงตรงนี้เย่เทียนมองไปยังกู่หงเลี่ยงด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉย เบะปากพร้อมพูดว่า : “คนของแก๊งหวงจี๋เยอะแยะจะตายไป แกคิดว่าแกพูดชื่อฉายาของแก๊งหวงจี๋ออกมาเรื่อยเปื่อย ก็ทำให้ฉันตกใจกลัวได้เหรอ?ใครจะรู้ว่าแกก็แค่บุคคลต่ำต้อยหรือเปล่า?”
“บุคคลต่ำต้อย?”
กู่หงเลี่ยงเลิกคิ้วขึ้น พูดพร้อมยิ้มอย่างเยือกเย็นว่า: “เด็กน้อย แกฟังฉันให้ดีนะ พ่อฉันคือกู่เจิ้นเจียง แกยังคิดว่าฉันเป็นบุคคลต่ำต้อยไหม?!”
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยคิดว่าเย่เทียนได้ยินชื่อของพ่อ จะต้องตกใจจนฉี่รดใส่กางเกงเลยถึงจะถูกต้อง
แต่ ความคาดหวังที่งดงาม ตอนนี้กลับว่าโหดร้าย
เย่เทียนไม่มีสีหน้าท่าทางที่หวาดกลัวแม้แต่น้อย ถึงขั้นส่ายหน้า พูดด้วยสีหน้างงๆว่า : “กู่เจิ้นเจียง?นี่เป็นใครอีกล่ะ?ไม่เคยได้ยินมาก่อน!”
กู่หงเลี่ยงได้ยินเข้า สายตาที่มองไปยังเย่เทียนก็เพิ่มความไม่เป็นมิตรมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
ถ้าหากว่าเย่เทียนไม่รู้จักเขา งั้นก็ยังพอยอมรับได้บ้าง แต่ว่าแม้แต่พ่อของเขากู่เจิ้นเจียงก็ไม่รู้จัก นี่ก็แสดงปัญหาอย่างหนึ่งได้อย่างชัดเจนแล้ว——เกรงว่าเย่เทียนจะเป็นแค่บุคคลต่ำต้อย!
คิดมาถึงตรงนี้ กู่หงเลี่ยงก็ยิ่งไม่กลัวเลย แอบตัดสินใจที่จะสั่งสอนเย่เทียนดีๆสักหน่อย ทำให้เขามีบทเรียนที่ลึกซึ้ง!