The Divine Nine Dragon Cauldron - ตอนที่ 1608-ความตายของกระบี่อสูร
ตอนที่ 1608-ความตายของกระบี่อสูร
ฟิ้ว-
ราวกับมีพายุเกิดขึ้นจากมิติเวลาไหลย้อนกลับ
ในนัยน์ตาของกระบี่อสูร กระบี่นั้นดูแข็งแกร่ง ดวงตาเปล่งประกายสว่างจ้า
ห่วงโซ่กฎวิถีปรากฏขึ้นเป็นของจริง มันไม่ใช่เงาโซ่อย่างที่ซือหยูเคยทำ มันมีพลังกฎเกณฑ์ที่ลึกล้ำสุดขั้ว
แต่เมื่อโซ่เข้ามาใกล้เขา มันก็ถูกพลังปริศนาผลักออกไป
นางกาลีขมวดคิ้วเบา ๆ
“เจ้าปฏิเสธกฎเกณฑ์แห่งกระบี่ เจ้าไม่อยากจะได้ร่างเซียนรึ?”
ดวงตากระบี่อสูรสดใส เขาตื่นขึ้นจากการบรรลุบางอย่าง ร่างกายเหมือนกับกลายเป็นสิ่งใหม่
“ตั้งแต่เริ่ม ทุกอย่างมันถูกต้องแล้ว”
จักรพรรดิกระบี่กระซิบแผ่วเบา
“โซ่แห่งกฎเกณฑ์ของวิถีอันยิ่งใหญ่ มันคือวิถีและก็เป็นโซ่ตรวนด้วย มิต้องกังวล!”
กระบี่ไม้ในมือปล่อยพลังออกมา มันปกปิดกฎสวรรค์จนไม่เหลือสิ่งใด
เสี้ยวพลังกระบี่ที่เหลืออยู่ฟันไปทางนางกาลี
นางขยับโบกมือเปล่าเบา ๆ โซ่ที่ดูมั่นคงสั่นไหวออกจากร่างกายของนาง
เสี้ยวพลังกระบี่ที่กระจายออกและโซ่วิถีถูกทำลายไปด้วยมือเดียว
วิถีของนางกาลีถูกทำลาย พลังกระบี่ฟาดฟันไปทั่วร่าง โลหิตซึมออกมาจากลำตัวเล็กน้อย มันเหมือนกับการแบ่งบานของบุพผาที่ค่อย ๆ ขยายสีแดงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซือหยูขว้างโลกใบที่เขาเตรียมไว้นานแล้วเพื่อรับโลหิตของเซียนวิถีหยดนั้น ซือหยูขอบคุณจักรพรรดิกระบี่อสูรจากใจ
“ขอบคุณพี่ชายกระบี่อสูร…”
ซือหยูแอบตกใจ
ในตอนนั้นเอง กระบี่อสูรถือกระบี่ไม้ ทั้งร่างของเขาสลายไปเป็นผุยผง
ลมหายใจและพลังชีวิตของเขาหายไปอย่างรวดเร็ว
ซือหยูโศกเศร้า เขาโค้งคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“พี่กระบี่อสูร ไปดีมาดีนะ”
เขาถูกบดขยี้จากแรงกดดันมหาศาลที่เกิดจากเวลาที่แตกต่างกันอย่างยาวนาน
ในวันนี้ การออกจากประตูเวลาถือเป็นความตายของเขา
ก่อนตาย เขาทำได้เพียงแค่ใช้กระบี่เล่มเดียว
และมันถือกระบี่เดียวของเขา
น่าเศร้าที่เขามิอาจสังหารนางกาลีได้ ทำได้เพียงแค่ทิ้งบาดแผล
จักรพรรดิกระบี่อสูรที่ร่างโปร่งใสมองซือหยูด้วยรอยยิ้ม
“เจ้ามิต้องเสียใจไป ข้าอยู่ในวิถีแห่งกระบี่มาทั้งชีวิต แต่ข้าไม่เคยได้รู้จักวิถีที่แท้จริง แต่ข้าได้เข้าใจวิถีที่เป็นของข้าก่อนที่ข้าจะตายแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องโศกเศร้า”
เขาโบกมือลาซือหยูโดยทิ้งเสียงหัวเราะดังกึกก้องระหว่างขอบนภาเอาไว้
“เมื่อข้าได้ยินเรื่องวิถี ข้าย่อมตายตาหลับ ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าไปก่อนล่ะ!”
จักรพรรดิแห่งทุกยุคสมัยที่มีชีวิตมากว่าร้อยล้านปีได้เห็นความรุ่งโรจน์และการทำลายล้างของแดนเทพมาแล้ว ทั้งยังปกป้องแดนเทพมาอย่างยาวนาน ในเวลานี้เขาได้กลับมาในฐานะวิญญาณวีรบุรุษ
เขาเหลือเพียงถ้อยคำแก่ทุกสิ่งมีชิวิต
“หากได้ยินเรื่องวิถีในยามเช้า เจ้าก็ตายในยามเย็นได้โดยไม่โศกเศร้า”
ประโยคนี้ประทับในดวงวิญญาณซือหยูจนสั่นสะเทือน ราวกับว่าเขาได้เห็นเส้นทางของตัวเอง
ทันใดนั้นแสงโปร่งใสที่กระจัดกระจายก็มิได้กระจายหายไปกับดวงวิญญาณ แต่มันไปรวมตัวกันเป็นกระบี่ไม้ในมือซือหยู
นี่คือแก่นแห่งชีวิตของจักรพรรดิกระบี่อสูร
มิเพียงแค่วิชากระบี่ แต่มันยังเป็นความเข้าใจในวิถีกระบี่ตลอดชีวิตของเขา
ซือหยูโค้งคำนับอีกครั้ง
“วิชาของพวกสิ่งมีชิวิตโง่เขลา เพื่อที่จะได้เข้าถึงวิถีสูงสุดก็ยังคงต้องสยบต่อวิถีแห่งฟ้าดิน”
นางกาลีพูดเบา ๆ โดยไร้ซึ่งความยินดียินร้าย นางมองไปในส่วนลึกของประตูเวลา
“นานมาแล้ว ไม่สิ เจ้ายังมีชิวิตอยู่”
หยุนหยาซือก้าวออกมาจากประตูเวลา
เขามองไปยังตำแหน่งที่จักรพรรดิกระบี่อสูรสลายไป ในดวงตาเฒ่าเต็มไปด้วยความเดียวดายและเปลี่ยวเหงา
หยุนหยาซือถอนหายใจเมื่อมองนางกาลี
“เป็นเพราะเจ้า เวลานี้จึงเหลือเสี้ยววิญญาณข้าแค่หนึ่งเดียว”
ซือหยูฟังด้วยความตกใจ
ตั้งแต่ได้รู้จักกับหยุนหยาซือจากซากโบราณ ในเวลานั้นหยุนหยาซืออ่อนแอและอยู่ในสภาพที่แทบเอาตัวไม่รอด
เขาต้องตกอยู่ในสภาพนั้น ทั้งหมดก็เพราะฝีมือของนางกาลี!
ซือหยูจำได้ในทันทีว่านางกาลีมาที่แทนเทพเพื่อคนคนเดียว
และเขารู้ว่าว่ามันไม่ใช่ใครอื่น จะต้องเป็นเพราะหยุนหยาซือ
นางกาลีมองหยุนหยาซือและกล่าว
“แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววิญญาณแต่ก็ยังน่ากลัวดังเดิม ช่วยให้คนได้บรรลุพลังขึ้นไปอีก ขอบคุณน้ำใจที่บ่มเพาะข้าจนมีวันนี้”
ซือหยูแอบตกใจ
วิหารสวรรค์ จ้าวแห่งตำราสวรรค์? มันสมเหตุสมผลแล้ว
นางกาลีถูกหยุนหยาซือบ่มเพาะมาอย่างนั้นรึ?
ถ้าหากเป็นเช่นนี้ ในยามรุ่งโรจน์ หยุนหยาซือแข็งแกร่งกว่านางกี่เท่ากัน?
“ฮ่าฮ่าฮ่า ตำราให้รู้โลกรึ? เชี่ยวชาญภูมิปัญญาของโลกรึ? รู้เรื่องหกสิ่งอันยิ่งใหญ่รึ? เทียบมิได้กับอุบายที่ทำให้ข้ามาถึงวันนี้เลยไม่ใช่รึ?”
หยุนหยาซือหัวเราะเบา ๆ ในเสียงมีความเจ็บช้ำ
ซือหยูคิดตาม ฟังดูเหมือนว่าที่หยุนหยาซือเกือบจะต้องตายเพราะนางกาลีนั้นถูกคิดมาล่วงหน้าแล้ว
แต่โดยผู้ใดกัน?
รบกวนสนับสนุนผู้แปลทางเพจ banshee translate ใน facebook ด้วยนะครับ
อย่าอ่านที่คน copy ไปเลย คนแปลจะเอาชีวิตไม่รอดแล้วครับ
สิ่งใดกันที่ทำให้ยอดบุรุษอย่างหยุนหยาซือเป็นเช่นนี้?
ในตลอดเวลาที่ผ่านมา เทพตำราที่เหลือเพียงเสี้ยววิญญาณได้ทำให้ซือหยูพบเจอกับสถานการณ์อันยากลำบากทุกครั้ง ซือหยูเสี่ยงชีวิตทุกครั้งเมื่อต้องเจอกับอุบายของเทพตำรา
ยิ่งไปกว่านั้น แล้วจ้าวแห่งตำราสวรรค์เล่า?
นางกาลีเงียบไปครู่หนึ่ง นางพูดโดยไม่คิดอะไรนัก
“ไม่ใช่แค่เจ้าคนเดียวที่ถูกอุบายเขาไม่ใช่รึ? ข้าเองก็ถูกผนึกมาร้อยล้านปี”
ซือหยูรู้ว่าเขาคนนั้นคือใคร
เขาคือจักรพรรดิเสี่ยวเหยา
ซือหยูจดจำชื่อนี้ได้ขึ้นใจ…คนคนนั้นทำให้หยุนหยาซือตกต่ำในวันนี้!
“เจ้ายังอยากจะพาข้ากลับไปวิหารวิถีสวรรค์อีกรึ?”
หยุนหยาซือกล่าว นางกาลีพยักหน้าโดยไม่ลังเล
“ถูกแล้ว! ไม่ว่าเจ้าจะถูกตัดสินอย่างไร การทรยศก็ต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์!”
หยุนหยาซือพูดช้า ๆ
“นี่คือเหตุที่ข้าละทิ้งวิหารแห่งสวรรค์ มีเพียงแค่วิถีแต่ไร้ซึ่งมนุษยธรรม มิได้สั่งสอนให้รู้แจ้งในวิถี แต่ถูกวิถีบงการ”
ขณะที่นางกาลีจะทำลายเหรียญชั้นสุดท้ายที่ผนึกร่างกายของนาง ซือหยูโยนเหรียญทองสามเหรียญ เหรียญเงินสิบเหรียญ และเหรียญทองแดงยี่สิบเหรียญที่มีในทันที
เหรียญทั้งหมดสยบนางกาลีได้อย่างสมบูรณ์
หยุนหยาซือพูด
“ซือหยู เจ้าไปก่อน เจ้าต้องอยู่เพื่อข้า!”
ซือหยูตอบ
“ไม่ มันต้องการตัวข้า ถ้าอาจารย์อยู่ อาจารย์จะโดนนางจับไปแน่”
หยุนหยาซือส่ายหน้า
“เจ้าเป็นศิษย์ข้า ถ้านางจับข้าได้ นางจะไม่มีวันปล่อยเจ้าให้รอดชีวิต! กับข้า นางอาจจะพาข้ากลับไปที่วิหารวิถีสวรรค์ แต่กับเจ้า เจ้าจะไม่มีทางรอดอีกแล้ว”
ซือหยูเข้าใจที่หยุนหยาซือต้องการจะบอก เพราะวิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการฆ่าเขา!
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซือหยูกัดฟันตะโกน
“ท่านอาจารย์ แล้วข้าจะกลับมา!”
การอยู่ต่อของซือหยูนั้นไม่มีประโยชน์ นอกจากเาจะทำอะไรนางกาลีไม่ได้แล้วหยุนหยาซือยังต้องคุ้มครองเขาอีกด้วย นั่นจะทำให้หยุนหยาซืออ่อนแอลงไปอีก
แทนที่จะอยู่ เขาไปหาคนสนับสนุนจะดีกว่า!
ซือหยูบินลงจากหน้าผา เขารู้สึกได้ถึงโลหิต มันคือศพผมแดง!
มันยืนอยู่บนหน้าผาด้วยดวงตาเยือกเย็นราวกับมองหาเหยื่อเพื่อจะกลืนกิน
ในตอนนั้นเอง มันได้เห็นซือหยู มันส่งเสียงคำรามในลำคอ
น่าแปลกที่มันไม่ได้จู่โจมซือหยู มันหันหน้าหาเป้าหมายอื่น
ซือหยูกระพริบตาเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ถึงพลังสงครามจากรอบกายศพแดง
ศพผมแดงในความมืดหันมาจ้องมองซือหยู ดวงตาซืดเต็มไปด้วยแสงประหลาด
ซือหยูพูด
“เจ้าคือจักรพรรดินักรบ!”
ศพผมแดงไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นซากของจักรพรรดิ
ไม่แปลกเลยที่มันมองคนอื่นเป็นอาหารแต่ปล่อยซือหยู
นั่นเป็นเพราะว่าซือหยูมีจิตที่คิดจะสู้กับจักรพรรดิ!
ลองคิดดูแล้ว ซือหยูเรียกโลหิตจักรพรรดิออกมาที่ระหว่างนิ้วหนึ่งหยด
ซือหยูสัมผัสได้ถึงแรงลมปะทะใบหน้า โลหิตหยดนั้นได้หายไป
จากนั้นก็มีโลหิตที่แข็งแกร่งมาจากด้านข้างของเขา ความป่าเถื่อนนั้นใกล้มือของซือหยู
ศพผมแดงมองซือหยูด้วยตาสีซีด มันร้องคำรามและกรีดร้องด้วยความปรารถนาแรงกล้า
ซือหยูพูดด้วยความใจเย็น
“เจ้าอยากได้มันใช่ไหม? ตามข้ามา!”
ฟึ่บ!
ซือหยูทะยานสู่ท้องนภาไปสู่เบื้องบนอีกครั้ง
แต่เขาไม่เจอหยุนหยาซือกับนางกาลีอีกแล้ว
เหลือเพียงแต่ร่องรอยพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แทรกซึมพื้นที่
ซือหยูเจ็บใจ!
ในตอนนั้นเอง สายลมพัดมาที่ข้างตัวซือหยู มันเป็นคำพูดอย่างรวดเร็ว “เจ้ากลับมาทำไม?”
หยุนหยาซือยังอยู่!
แต่ร่างวิญญาณของเขาอ่อนแอและโปร่งใสยิ่งกว่าเดิม
ฟึ่บ!
เงาแล่นเข้ามา นางกาลีปรากฏตัว
นางยังคงไร้ซึ่งบาดแผล ตรงข้ามกับสภาพอ่อนแรงของหยุนหยาซือโดยสิ้นเชิง
“แค่ร่างวิญญาณกลับต้องให้ข้าใช้ถึงสิบกระบวนท่า วิญญาณเจ้าแข็งแกร่งกว่าตอนที่อยู่ในตำหนักวิถีสวรรค์”
นางพูดอย่างเฉยเมย
หยุนหยาซือหัวเราะเยาะตัวเอง
“ความล้มเหลวคือความพ่ายแพ้ ข้ายินดีกลับวิหารสวรรค์กับเจ้า แต่เจ้าต้องปล่อยเขาไป ซือหยูกับข้าเป็นเพียงแค่ศิษย์อาจารย์เท่านั้น ข้าไม่เคยถ่ายทอดสิ่งนั้นไป เขาไม่มีภัยกับวิหารสวรรค์”
นางกาลีมองซือหยูและส่าบหน้าเบา ๆ
“เจ้าไม่มีศิษย์เลือก ข้าจะพาเจ้ากลับและฆ่ามันด้วย”
จิตสังหารแผ่ออกมาจากนัยน์ตาของนาง
ซือหยูเรียกโลหิตเทพออกมาสาดใส่นางกาลี
นางกาลีไม่แม้แต่ใช้ความคิด นางชี้ดัชนีและบดขยี้โลหิตเหล่านั้นจนเหลือแต่ความว่างเปล่า
โฮก!!
ศพผมแดงโกรธจัดที่นางกาลีทำลายโลหิตเทพ มันร้องคำรามใส่นางกาลี
ซือหยูคว้าตัวหยุนหยาซือ
“ท่านอาจารย์ ไป!”
หยุนหยาซือที่อ่อนแอพยักหน้าโดยไม่ลังเล
ซือหยูม้วนแขนเสื้อ เขารู้สึกว่ามิติเวลากำลังปัดป่วน เขาปรากฏตัวอีกครั้งที่นอกถ้ำ มันเหมือนกับได้เดินทางผ่านถ้ำมืดมาอย่างต่อเนื่องสิบวัน
หยุนหยาซือออกมาด้วย ซือหยูตกใจกับความแข็งแกร่งของเขา
แต่หยุนหยาซือยังคงมีร่างวิญญาณที่โปร่งใสและอ่อนแอ มันกำลังจะสลายไปแล้ว
ซือหยูรู้ว่าหยุนหยาซือถึงขีดจำกัด ถ้าปล่อยไว้เช่นนี้จะต้องตายอย่างแน่นอน
“ท่านอาจารย์ไปพักเถอะ ที่เหลือข้าจัดการเอง”
ซือหยูพูด
หยุนหยาซือส่ายหน้าด้วยความเจ็บช้ำ
“เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง ทั้งแดนเทพไม่มีใครเทียบกับนางได้”
“ไม่เป็นไร!”
ดวงตาซือหยูเต็มไปด้วยความลึกล้ำ
“ท่านอาจารย์ คอยดูข้าเอาไว้!”
ในก้นบึ้ง
นางกาลียังคงไม่เป็นอะไร ใต้เท้าของนางคือศพผมแดงที่นอนกองอยู่
มันกำลังจะตาย ได้แค่ดิ้นรนตามสัญชาตญาณเท่านั้น
“ภารกิจข้าช้าไปแล้ว”
นางพูดอย่างไร้ความรู้สึก พลังที่ระหว่างดัชนีของนางอัดแน่น
วินาทีต่อมา ซากจักรพรรดิก็ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
แต่ด้วยเหตุนี้ นางกาลีจึงช้าไปสิบวัน
นางก้าวไปข้างหน้าและปรากฏตัวในจุดที่ศพผมแดงเคยบรรจุเอาไว้
นางก้าวอีกครั้ง ปรากฏตัวที่บ่อแมลง
“เอ๋?”
ขณะที่นางกำลังจะผ่านไป นางเลิกคิ้วและมัดโซ่ไว้รอบกาย