จอมมารแค่อยากเป็นคนดี [反派少爷只想过佛系生活] - บทที่ 342 ดาร์ก เดม่อนเป็นดั่งเงา (1)
บทที่ 342 ดาร์ก เดม่อนเป็นดั่งเงา (1)
หลังจากที่ดาร์กมอบตำราการสอนบางส่วนให้ศาสตราจารย์ลิลลี่เพื่อคัดลอก เขาก็เดินไปชงชารอและใช้โอกาสที่หาได้ยากนี้พักผ่อนชั่วขณะ
ศาสตราจารย์ลิลลี่ใช้เวลาไม่นานในการคัดลอก เมื่อทำเสร็จแล้ว เธอก็ถือตำราการสอนและบ่นออกมา “แบบฝึกหัดยากมาก!”
ดาร์กกลอกตาอย่างช่วยไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้นเราควรเปลี่ยนมันดีไหมครับ?”
ศาสตราจารย์ลิลลี่ “เปลี่ยนคืนนี้ แล้วกลับมาพรุ่งนี้เช้าน่ะเหรอ?”
เด็กชายเอ่ยขึ้นทันที “งั้นยืนอยู่ตรงนี้อย่าขยับ เดี๋ยวผมจะไปซื้อลูกพีชมาให้*[1]”
พูดจบเขาก็หยิบตำราสอนขึ้น หันหลังและจากไปแบบไม่กลับมาอีกเลย
…
วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์
เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งวันก่อนจะถึงวันวาเลนไทน์
บรรยากาศรื่นเริงนี้ทำให้นักเรียนทั้งสถาบันต่างอยู่ไม่ค่อยเป็นสุขกันเท่าไหร่
ศาสตราจารย์บางคนไม่ได้สนใจเรื่องนี้
แต่ศาสตราจารย์บางคนก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมกับนักเรียน
“หือ?”
ดาร์กหยิบการ์ดคัดสรรออกมา ก่อนจะเห็นประกาศที่ศาสตราจารย์โจนส์ส่งมา
เขาใส่พลังเวทมนตร์ลงไปเพื่อเปิดดูแจ้งเตือน
“วิชาประลองวันนี้เรียนที่โถงการประลองสองงั้นเหรอ?”
ดาร์กวางหนังสือพิมพ์ลงและยกนมขึ้นมาจิบแทน
ตั้งแต่เปิดเทอมสอง วิชาการประลองก็แทบจะไม่มีภาคปฏิบัติเลย
แม้ว่าพวกเขาจะไปเรียนที่ห้องโถงการประลองเป็นบางครั้ง แต่มันก็เป็นเพียงเพื่อความสะดวกในการสาธิตเท่านั้น
ตามที่ศาสตราจารย์โจนส์กล่าว นอกจากการสอบปลายภาคนี้แล้ว ก็น่าจะมีการประลองในชั้นเรียน แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้
ดาร์กไม่ได้สนใจเรื่องการเปลี่ยนห้องเรียนมากนัก
เขาเพียงลูบหญ้าจิ้งจอกแล้วหันมองไปยังท้องฟ้าข้างนอก
ท้องฟ้าวันนี้แจ่มใสไร้เมฆบดบัง
ยากที่จะจินตนาการได้ว่า จะมีหิมะตกหนักหลังจากผ่านไปหนึ่งวัน
แต่ผู้ทำนายที่แท้จริงไม่เคยตัดสินอะไรง่าย ๆ สิ่งที่พวกเขาพูดไม่ว่าจะมาจากการทำนายหรือไม่ ส่วนใหญ่มันมักจะเป็นจริงเสมอ
ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ทาน ‘อาหาร’ แบบนี้ ย่อมให้ความสำคัญกับอัตราความสำเร็จ!
หากอัตราความสำเร็จของการทำนายครั้งนี้ต่ำ ก็จะไม่มีใครซื้อ
หากไม่มีใครซื้อก็จะไม่มีใครจ้างงาน
หากไม่มีใครจ้างงานก็จะไม่มีอาหาร
หากปราศจากอาหาร คนคนหนึ่งก็มีแต่อดตายเท่านั้น
และถ้าอดตาย แน่นอนว่าเขาคนนั้นไม่ใช่ ‘ผู้ทำนายที่แท้จริง’
เมื่อตรรกะนี้ถูกเรียบเรียงออกมา ดาร์กก็อดไม่ได้ที่จะเม้มปากและยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ชีวิตแบบไหนก็ไม่ง่ายเลย!”
…
แปดโมงตรง
นักเรียนจากสี่บ้านของชั้นปีที่หนึ่งมารวมตัวกันตรงเวลาในโถงการประลองที่สอง
ศาสตราจารย์โจนส์ไม่ได้พูดอะไรหลังจากชั้นเรียนเริ่มขึ้น เธอเพียงแค่ยืนกอดอกแล้วชี้ไปยังขอบสนาม
นักเรียนเข้าใจทันที หลังจากอบอุ่นร่างกายเล็กน้อยแล้ว พวกเขาก็เริ่มวิ่งรอบสนาม
หลังจากออกกำลังกายมาทั้งเทอม แม้แต่เด็กผู้หญิงที่บอบบางก็พอจะสามารถวิ่งรอบสนามได้
แต่หลังจากที่ศาสตราจารย์โจนส์ให้เวลานักเรียนพักประมาณห้านาที เธอก็สั่งให้นักเรียนอัญเชิญสปิริตออกมาแล้ววิ่งรอบสนามต่อ!
ทันทีที่พวกเขาได้ยินคำสั่งนี้ เหล่าจอมเวทฝึกหัดแทบจะจ้องไปที่ศาสตราจารย์โจนส์ด้วยสายตาเหมือนปีศาจ
ทว่าศาสตราจารย์โจนส์กลับไม่รู้สึก ‘หวั่น’ เพราะเหตุนี้ เธอเพียงพูดถึง ‘ความสำคัญของการร่วมมือกับสปิริต’ และอธิบายถึง ‘การวิ่งรอบสนามกับสปิริต’
เหล่าจอมเวทฝึกหัดที่ถูก ‘โน้มน้าวใจ’ กึ่งบังคับจึงทำได้เพียงเรียกสปิริตของตนออกมา และตระหนักถึงชะตากรรมของพวกเขาต่อจากนี้ จากนั้นจึงเริ่มวิ่งรอบที่สอง…
ดาร์กไม่คาดคิดว่าศาสตราจารย์โจนส์จะสั่งเช่นนี้ โชคดีที่เขาพกซองการ์ดมาด้วย
ยกเว้นการ์ด [เนโกะ] กับ [สรวงสวรรค์] ซึ่งจริง ๆ พวกมันควรจะอยู่ในซองการ์ดด้วยเช่นกัน
เขาหยิบการ์ดวิญญาณของ [สัตว์อสูรมายา: อีบุย] ออกมา จากนั้นก็เรียกมันกลับมาอยู่ในการ์ด ก่อนจะอัญเชิญมันออกมาอีกครั้ง ตอนนี้อีบุยถูกย้ายจากห้องพักมายังโถงการประลองที่สองแล้ว!
“วี้!?”
สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันทำให้อีบุยไม่ชอบใจอย่างมาก
หลังจากเจ้านายออกจากห้องพัก มันก็ย่องกลับเข้าไปที่เตียงและไม่คิดว่าตัวเองจะถูกอัญเชิญออกมาข้างนอก
สภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและอบอุ่นได้หายไปแล้ว
ส่วนห้องโถงการประลองที่มีแต่ลมหนาวกำลังจะฆ่ามัน!
…
ดาร์กพาอีบุยวิ่งเหยาะ ๆ ไปตามขอบสนาม
ในการวิ่งรอบสนามพร้อมกับสปิริตจะต้องใส่ใจกับความเร็วของสปิริตเสมอ และต้องปรับความเร็วของตนให้เป็นไปตามความเร็วของมันด้วย
ถ้าจะให้พูดก็คือสิ่งนี้ยังคงมีประโยชน์อยู่บ้างสำหรับการปลูกฝังความเข้าใจระหว่างจอมเวทกับสปิริต
แต่โดยรวมแล้วเป็นการฝึกในทิศทางของการต่อสู้จริง ไม่ใช่การประลองแข่งขัน
จอมเวทและสปิริตทำงานร่วมกันโดยใช้การเคลื่อนไหวที่ว่องไวหลีกเลี่ยงอันตราย และเพื่อให้ตัวเองอยู่ในระยะการป้องกันของสปิริตเสมอ
นี่คือคุณสมบัติพื้นฐานที่จอมเวทต้องมีในการต่อสู้จริง!
แต่พูดมากไปก็ไม่เท่ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
เมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับมันจริง ๆ จอมเวทฝึกหัดจะตระหนักถึงความสำคัญของการฝึกฝนในตอนนี้
…
แต่สรุปแล้ว เหล่าจอมเวทฝึกหัดกำลังบ่นมากขึ้นในเวลานี้
พวกเขาลากขาที่ไร้เรี่ยวแรงของตนเองนำหน้าสปิริตที่กำลังทำตัวแข็งทื่อ
วิ่งรอบสนาม!
เมื่อนักเรียนหลุดออกจากกลุ่มบนเส้นทางวิ่งทีละคน คนกับสปิริตที่ยังคงนำกลุ่มอย่างเป็นระเบียบก็สะดุดตาขึ้นมาทันที
ดาร์ก เดม่อนเปลี่ยนจากการเป็นกลุ่มที่สองในเทอมที่แล้วมาสู่การเป็นผู้นำแถวหน้าในเทอมนี้ และความก้าวหน้าของเขาก็เล็กน้อยเสียจนแทบสังเกตไม่เห็น
โรเบิร์ตหันไปมองเขาอย่างตื่นตระหนก ดูเหมือนว่าจวบจนวันนั้นถึงวันนี้ เขาจะไม่รู้ตัวเลยว่าเขาไม่มีข้อได้เปรียบอย่างแท้จริงในส่วนที่เขาภาคภูมิใจที่สุดอีกต่อไป
…
เมื่อการ ‘วิ่งรอบสนามกับสปิริต’ ค่อย ๆ สิ้นสุดลง นักเรียนส่วนใหญ่ก็เหนื่อยหอบจนกลายเป็นหมา
ศาสตราจารย์โจนส์ยังคงยืนอย่างนิ่งสงบ แต่เธอดูพอใจกับผลลัพธ์นี้มากทีเดียว
นักเรียนต้องทำตัวให้เหมือนนักเรียน
พูดเรื่องรักแล้วก็เรื่องรักทั้งวัน แค่มองก็รำคาญลูกตาแล้ว!
ท้ายที่สุด มันเป็นความผิดของศาสตราจารย์ที่ให้เวลาและพื้นที่มากเกินไปในการพูดคุยเกี่ยวกับความรัก!
แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไขสถานการณ์
…
หลังจากพักประมาณห้านาที
ศาสตราจารย์โจนส์ตีเหล็กในขณะที่เหล็กกำลังร้อน เธอเรียกให้ดาร์ก เดม่อนออกมาช่วยสาธิต
จากนั้นเธอก็พูดถึงเทคนิคและกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘การติดตามเงา’ ขึ้นมา
ด้วยความร่วมมือโดยปริยายและการวางตำแหน่งที่แม่นยำของจอมเวทกับสปิริต จอมเวทจะซ่อนตัวเองในเงามืดของสปิริตที่มีขนาดตัวที่ใหญ่กว่า แล้วจึงจะบรรลุเป้าหมาย ‘การหายตัวไปจากระยะการมองเห็นของศัตรู’!
แม้ว่าจะดูไม่ซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเทคนิคขั้นสูง
อีกทั้งข้อกำหนดสำหรับจอมเวทและสปิริตนั้นก็สูงมากด้วย
ตัวอย่างเช่น ดาร์กและอีบุยตัวน้อยที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดอย่างสิ้นเชิง
ด้วยขนาดของอีบุย มันไม่สามารถบดบังร่างของดาร์กได้เลย นับประสาอะไรกับการปกปิดเขาไว้ในเงาของตัวเอง
แต่หากเป็นแค่การสอนเพิ่มเติมก็อาจจะยังพอทำได้
…
ในช่วงครึ่งหลังของคาบเรียน ศาสตราจารย์โจนส์อัญเชิญหมีสีน้ำตาลยักษ์ออกมาและสาธิตกับดาร์ก ซึ่งทำให้เขาประทับใจอย่างมาก!
ดังนั้นพอเริ่มการฝึกจำลองสถานการณ์ ดาร์กก็มองไม่เห็นศาสตราจารย์โจนส์อีกต่อไป!
เหมือนกับเธอหายไปในอากาศดื้อ ๆ
นักเรียนที่มองจากมุมมองของบุคคลที่สามไม่สามารถเข้าใจความตกใจที่เกิดจากมุมมองของเขาได้
‘ถ้าฉันสามารถเชี่ยวชาญเทคนิคนี้ได้ ฉันคงไม่ตกเป็นเป้าหมายของวลาดในการต่อสู้กับเขาครั้งแรก’
ดาร์กกระตือรือร้นมาก แล้วเขาก็เริ่มดูดซับความรู้นี้ประดุจฟองน้ำ
…
เหง่งหง่าง! เหง่งหง่าง!
เมื่อระฆังเลิกเรียนคาบแรกดังขึ้น ดาร์กยังคงตกอยู่ในความคิดของเขา
นักเรียนส่วนใหญ่ฉลองที่ชั้นเรียนการประลองได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ละคนแทบรอไม่ไหวที่จะนั่งลงหรือนอนลงไปเลยและ…
พักสมอง!
ดังนั้นเมื่อชั้นเรียนที่สองซึ่งเป็นคาบวิชาคณิตศาสตร์เริ่มขึ้น ศาสตราจารย์ลิลลี่ก็พบว่านักเรียนในห้องเรียนทั้งหมดกลายเป็นเหมือนหัวไชเท้าเน่าที่ไร้ชีวิตชีวา
ด้วยความสงสัย เธอจึงเงยหน้าขึ้นมองดาร์กที่อยู่ตรงโต๊ะแถวสุดท้าย และก็พบว่าสภาพจิตใจของดาร์กไม่เลว ดังนั้นเธอจึงไม่สนใจเรื่องนี้อีก
วิธีการสอนของศาสตราจารย์ลิลลี่ก็ยังคงเหมือนเดิม และยังเป็น ‘การสอนตามตำรา’
หลังจากมีตำราการสอนแล้วเท่านั้น เธอจึงสามารถอธิบายเป็นลำดับขั้นได้และสามารถสอนตั้งแต่เรื่องง่ายจนไปถึงเรื่องยาก ยิ่งเมื่อรวมกับตัวอย่างแบบฝึกหัดที่เข้ากันได้กับเนื้อหาการสอน ก็ทำให้นักเรียนเข้าใจง่ายขึ้น
มีคำกล่าวว่า
คนที่เข้าใจก็ยังเข้าใจได้
แต่ถ้าไม่เข้าใจแสดงว่ายังไม่เข้าใจบางส่วน!
หลังจากจบคาบวิชาคณิตศาสตร์ พละกำลังของจอมเวทฝึกหัดที่ฟื้นฟูกลับมาบ้างเล็กน้อย กลับถูกแทนที่ด้วยกำลังใจถดถอย
เมื่อร่างกายและวิญญาณต้องรับแรงกระแทกถึงสองครั้ง มันจึงทำให้เช้าวันนี้ยากเป็นพิเศษ
และการบ้านที่เหลือในวิชาคณิตศาสตร์คือมรดกหลังจากการต่อสู้จบลง…
[1] ยืนตรงนี้อย่าขยับ ผมจะไปซื้อลูกพีชมาให้ ในที่นี้ดาร์กต้องการสื่อกับลิลลี่ว่า เป็นทุกอย่างให้ประหนึ่งพ่อของเธอแล้ว