จอมมารแค่อยากเป็นคนดี [反派少爷只想过佛系生活] - บทที่ 310 ดาร์ก เดม่อนกับความรู้สึกนั้น (1)
บทที่ 310 ดาร์ก เดม่อนกับความรู้สึกนั้น (1)
เมื่อเดินออกมานอกหอพักศาสตราจารย์ ดาร์กก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เช่นเดียวกับที่ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง สะท้อนดวงตาที่เป็นสีเทาของเขาเล็กน้อย
เขาหลับตาและก้มหน้าลง จากนั้นจึงลืมตาขึ้นและถอนหายใจออกมา
เก้าในสิบส่วนของทั้งชีวิตนั้นไม่ดี
ยิ่งโต ยิ่งเสียใจ
ดังนั้นผู้ใหญ่จึงมักหวังให้ลูก ๆ มีวัยเด็กที่เป็นสุข
เพราะเมื่อโตขึ้นแล้ว มันก็ยากที่จะหาความสุขแบบนั้นได้อีก
ความปรารถนาที่ว่า ‘ขอให้กินดีอยู่ดีและขอให้ตายแบบสบาย ๆ’ มันดูเหมือนจะง่าย แต่ในความเป็นจริงชีวิตของคนส่วนใหญ่ไม่สามารถ ‘ขอ’ ได้
ดาร์กยกถุงใสขึ้นส่องแดด ขนยาวโปร่งใสสามเส้นสะท้อนแสงจนเป็นหลากสี
นี่คือขนของสัตว์อสูรมายา
วัตถุดิบหลักในการขัดเกลาอีบุยและมอนสเตอร์ร้อยแปด
ส่วนที่ว่ามันจะสามารถใช้ในการสกัด [ท่าไม้ตาย: แปลงกาย] ได้หรือไม่ จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยการทดลอง
เดิมทีความสำเร็จในการขัดเกลา [การ์ดท่าไม้ตาย] ที่ไม่ใช่สกิลสมบูรณ์ก็ยากมากอยู่แล้ว
ดังนั้นเพื่อที่จะพัฒนาการ์ดสกิลท่าไม้ตาย นักเรียนต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อค้นหาวัตถุดิบหลักที่สอดคล้องกัน ซึ่งนี่เป็นกระบวนการของความแตกต่างทางความคิดด้วย
เด็กชายเดาว่า ศาสตราจารย์เคเซอร์คงไม่ได้คาดหวังให้นักเรียนขัดเกลา [การ์ดท่าไม้ตาย] จนสำเร็จและสมบูรณ์แบบหรอก…ใช่ไหม?
อันที่จริง แค่ได้เพิ่มพูนทักษะความรู้เพิ่มเติมในกระบวนการขัดเกลาก็เพียงพอแล้ว
…
ดาร์กกลับมาที่หอพัก วางขนของสัตว์อสูรมายาอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ออกไปอีกและครั้งนี้เขาไปที่ถนนนักเดินทาง
เพราะเมื่อวานมีการแข่งขันมือใหม่ ทำให้นักเรียนปีหนึ่งส่วนใหญ่เลือกที่จะมาซื้อวัตถุดิบในวันอาทิตย์ ดังนั้นถนนนักเดินทางในวันนี้จึงเต็มไปด้วยใบหน้าที่คุ้นเคย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานที่จำหน่ายวัตถุดิบพื้นฐานที่จำเป็นบางแห่งมีนักเรียนชั้นปีหนึ่งจับจองแล้ว
ดาร์กต้องพยายามอย่างมากในการต่อคิวเพื่อซื้อวัตถุดิบพื้นฐานทั้งหมด เขาซื้อไว้ทั้งหมดหกชุด และแต่ละชุดมีมูลค่าประมาณหนึ่งร้อยคะแนนได้
จำนวนหกชุดสอดคล้องกับขนของสัตว์อสูรมายาสามเส้น และมีโอกาสสามครั้งในการขัดเกลา [ท่าไม้ตาย: ดื่มนม]
หลังจากการขัดเกลาหกครั้ง ถ้าเขายังไม่สำเร็จอีก เขาจะหยุดการทดลองนี้ไว้ก่อน
…
กว่าจะซื้อวัตถุดิบทั้งหมดเสร็จก็เป็นเวลาบ่ายสองโมงแล้ว
ก่อนกลับหอพัก ดาร์กไปที่ร้านดอกไม้และต้นไม้คิตตี้ แต่เขาแค่แวะไปดูเท่านั้นแล้วก็จากไปพร้อมกับมือเปล่า
ดูเหมือนว่าการพัฒนาหญ้าแมวจะพบกับปัญหาทางเทคนิคอย่างแน่นอน เกรงว่าน่าจะใช้เวลาและโชคในการพัฒนาความก้าวหน้าครั้งใหม่พอสมควร
หลังจากนั้น ดาร์กก็ไม่ได้แวะที่ร้านไหนอีก แต่ตรงกลับไปยังหอพักพร้อมกับถุงใบใหญ่
วัตถุดิบส่วนน้อยในมือของเขาเป็นวัตถุดิบที่ยังไม่ผ่านกระบวนการ เขาจำเป็นต้องทำตามตำราเรียนไปก่อนที่จะนำไปใช้ในชั้นเรียนได้
นอกจากนี้ยังต้องคั้นน้ำผลไม้อย่างน้อยสามขวดด้วย
วันนี้ถูกกำหนดให้เป็นวันที่วุ่นวายอย่างแท้จริง
…
วันจันทร์วนกลับมาอีกครั้ง
ศาสตราจารย์ซิลเวอร์ใช้โอกาสนี้ทำให้การอัญเชิญพิธีกรรมเป็นที่นิยมในหมู่นักอัญเชิญ และแสดงความชื่นชมต่อการอัญเชิญพิธีกรรมของเอลซี เควินในการแข่งขันมือใหม่อย่างมาก
ทันทีหลังจากนั้นก็เป็นคาบที่สอง คาบวิชาเวทมนต์ที่เหล่าจอมเวทฝึกหัดรอคอยมานาน ในที่สุดก็มาถึง!
“คิด ๆ แล้ว คาบทดลองครั้งสุดท้ายดูเหมือนจะผ่านมานานแล้วนะ”
น้ำเสียงของไดแอนนาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เพราะชนะการแข่งขันมือใหม่มา ทำให้เธอได้รับหนึ่งร้อยห้าสิบคะแนนเต็ม แล้วเธอก็ใช้เงินในการซื้อวัตถุดิบเป็นจำนวนมาก!
เมื่อมีคะแนนมากกว่าของนักเรียนส่วนใหญ่ ไดแอนนาก็รู้สึกภูมิใจกับความรู้สึกนี้
แต่เมื่อเธอหันไปเห็นถุงใบใหญ่ข้าง ๆ ดาร์ก เธอรู้สึกเขินอายขึ้นมาบ้าง
เด็กหญิงทำสีหน้าอึ้ง ๆ “ดาร์ก นายซื้อมาสองสามชุดเลยเหรอ!?”
ดาร์กนี่รวยจริง ๆ
ไดแอนนาปิดปาก “จะทำให้เสร็จในคาบนี้เลยเหรอ?”
ดาร์กพูดเบา ๆ “ไม่เสร็จก็ทำต่อหลังเลิกเรียนได้”
จากนั้นก็เพิ่มไปอีกประโยค “ทำตอนที่มีไฟนี่แหละ!”
…
ศาสตราจารย์เคเซอร์มาถึงห้องเรียนก่อนเวลาไม่กี่นาที ถือไม้กายสิทธิ์และพูดเรื่อยเปื่อยกับนักเรียนสองสามคำ ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของเขาเต็มไปด้วยความเมตตา
ศาสตราจารย์ที่ ‘เมา’ อยู่เมื่อวานกับศาสตราจารย์ในวันนี้ เหมือนกับคนสองคนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เคยมีคนพูดว่า ‘ความเมามักเผยธาตุแท้คน’ บางทีเขาอาจมีด้านที่เย็นชาซ่อนอยู่ในใจเขาด้วย
แน่นอนว่าทุกคนล้วนมีหลายแง่มุม และตัวละครแง่มุมเดียวมักจะปรากฏในนวนิยาย การ์ตูน หรือภาพยนตร์ และโทรทัศน์ที่จงใจสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นบทบาทเท่านั้น
เหง่งเหง่ง~
เสียงระฆังดังขึ้นตรงเวลา เป็นเหมือนกับเส้นที่แบ่งโลกทั้งสองใบออกจากชั้นเรียน
ไม่ว่าความคิดนอกชั้นเรียนจะหนักหน่วงเพียงใด พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะสงบลงเมื่อเปลี่ยนชั้นเรียน
ศาสตราจารย์เคเซอร์เคาะกระดานดำแล้วพูดช้า ๆ ว่า “ฉันไม่ใช่คนเดียวที่กำลังศึกษาเทคนิคการขัดเกลาของ [การ์ดท่าไม้ตาย] แต่ความก้าวหน้าและผลการวิจัยของทุกคนแตกต่างกัน ดังนั้นฉันกับจอมเวทคนอื่นจะสอนไม่เหมือนกัน ใครก็ตามที่เชี่ยวชาญเทคนิคนี้ของฉันได้ ถ้าในอนาคตมีคนมาถาม เขาสามารถเรียกตัวเองว่าลูกศิษย์ของฉันได้”
ทันทีที่สิ้นเสียง นักเรียนด้านล่างก็เริ่มซุบซิบกันอย่างเงียบ ๆ
‘ลูกศิษย์’ ที่ศาสตราจารย์เคเซอร์กล่าวนั้น แตกต่างจาก ‘นักเรียน’ ในความหมายของสถาบันอย่างเห็นได้ชัด
ความสัมพันธ์แบบนั้นเหมือนระหว่างแคลร์กับดาร์ก มันคือ ‘อาจารย์และลูกศิษย์’ ในความหมายส่วนตัว คือการสืบทอดเทคนิคและมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากกว่า
แม้ว่าภายในสถาบันเขาจะดูเหมือนศาสตราจารย์ก็อบลินแก่ ๆ แต่นอกสถาบันเขาถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังพอสมควร
ในฐานะปรมาจารย์นักเล่นแร่แปรธาตุเพียงคนเดียวที่ยังหลงเหลือจากยุคเก่า ตราบใดที่อ้างชื่อของเขาก็จะได้รับประโยชน์มากมายแน่นอน
ในโลกวิชาการ ชื่อเสียงของนักปราชญ์รุ่นเยาว์อย่างแคลร์เทียบไม่ได้กับศาสตราจารย์เคเซอร์เลย
ดังนั้นจึงชัดเจนว่าการได้เป็น ‘ลูกศิษย์’ ที่ได้รับการยอมรับจากเขานั้นดีแค่ไหน!
สักพักทุกคนก็ตื่นเต้นขึ้นมา
แม้แต่ดาร์กก็อดไม่ได้ที่จะจริงจังมากขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับศาสตราจารย์เคเซอร์นั้นดีจริง ๆ ทว่ามันยังคงมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างทั้งสองอยู่
หากเขาสามารถเป็น ‘ลูกศิษย์’ ที่อาจารย์ยอมรับได้ เส้นแบ่งนั้นก็จะลดน้อยลง
ในบรรดาศาสตราจารย์ทั้งหมดของชั้นปีหนึ่ง ศาสตราจารย์เคเซอร์ เป็นศาสตราจารย์ที่เขานับถือมากที่สุด
บางครั้งเขาก็เผลอเรียกอีกฝ่ายว่า ‘คุณปู่ที่น่ารัก’ โดยไม่รู้ตัว
…
หลังจากให้ช่วงเวลาสั้น ๆ กับนักเรียน
ศาสตราจารย์เคเซอร์ก็พูดต่ออีกว่า “ถ้างั้นเราจะทบทวนและเจาะลึกเนื้อหาของคาบที่แล้วกันต่อ อย่าลืมจดบันทึกด้วยล่ะ”
หลังจากพูดจบ เขาก็เคาะชอล์กเบา ๆ ด้วยไม้กายสิทธิ์ จากนั้นแผ่ออกไปบนชอล์กหลังจากวาดวงกลมแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน ชอล์กก็กลายเป็นเหมือนหุ่นเชิดเวทมนตร์ภายใต้อิทธิพลของการเล่นแร่แปรธาตุ
เขาโบกไม้กายสิทธิ์เบา ๆ แล้วชอล์กก็กระโดดขึ้นมาเอง จากนั้นมันก็เริ่มเขียนบนกระดานดำด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นภาพนี้แล้ว ดาร์กซึ่งนั่งในแถวสุดท้ายถึงกับชะงักไป และอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา “ในเมื่อทำแบบนี้ได้ตั้งแต่แรก แล้วทำไมคุณถึงต้องยืนบนเก้าอี้เตี้ยเพื่อพยายามจะเขียนกระดานแข็ง ๆ นั่นด้วย?”
หรือว่าบางทีก็ไม่อยากโชว์ฝีมือ?
หรืิอบางทีมันอาจจะเกี่ยวกับการปรับตัวระหว่างคนกับการใช้ปากกา ดังนั้นเขาจึงต้องเขียนเอง
พระเจ้าเท่านั้นที่รู้
…
สรุปแล้วด้วยสิ่งจูงใจก่อนหน้านี้ ทำให้นักเรียนตั้งใจจดบันทึกมากขึ้น
→ ไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่ ขอจดบันทึกไว้ก่อน
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง การทบทวนความรู้ภาคทฤษฎีและการสาธิตขั้นตอนเฉพาะก็จบลง
นักเรียนมีเวลาในการทำการทดลองแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น
หากสังเกตดี ๆ จะพบว่านักเรียนส่วนใหญ่เตรียมวัตถุดิบมาเพียงชุดเดียว และส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบที่สามารถใช้ได้อย่างสิ้นเปลืองมากกว่า
ส่วนคนที่ใช้วัตถุดิบหลักที่มีราคาแพงก็มีเพียงบางคนเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่แตกต่างกันมาก
ท้ายที่สุด ด้วยระดับความรู้ของพวกเขา มันก็เป็นเรื่องยากที่จะระบุว่าวัตถุดิบหลักใดสอดคล้องกับท่าไม้ตายใดบ้าง
ดาร์กเตรียม [ขนสัตว์อสูรมายา] และ [น้ำหญ้าวัวยี่ห้อชัคคารุ]
สิ่งที่ไดแอนนาเตรียมมาคือ ชิ้นส่วนปลายนิ้วที่ว่ากันว่าเป็นกรงเล็บของหมีชนิดหนึ่ง
และสิ่งที่โรสเตรียมคือเปลือกหอยขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่เป็น ‘ภาพลวงตา’
เปลือกถูกแต่งแต้มด้วยจุดหลากสีซึ่งสามารถสะท้อนกับแสงแดดได้
ในขั้นเตรียมการ ดาร์กใช้ประโยชน์จากที่นั่งของตัวเองซึ่งอยู่ในแถวสุดท้าย เพื่อสังเกตการทดลองของนักเรียนคนอื่น ๆ
เขาสนใจการทดลองของเอ็มม่า แต่ท่านั่งของเอ็มม่าบดบังทุกสิ่งอย่างโดยสิ้นเชิง จากมุมของเขาเลยเห็นได้เพียงแสงสีทองเท่านั้น
สิ่งนี้ทำให้ดาร์กนึกถึงของขวัญคริสต์มาสที่เอ็มม่ามอบให้เขา เหรียญทองคำโบราณนั่น!
“เธอไปเอาเหรียญทองคำโบราณมากมายมาจากไหน?”
ดาร์กขมวดคิ้วอย่างสงสัย
เหรียญทองนี้คงไม่ใช่เหรียญทองแท้ ๆ ใช่ไหม?
…
ดาร์กถอนสายตาจากเอ็มม่า ก่อนจะมองไปยังโรเบิร์ตกับเวอร์เธอร์ในแถวสุดท้าย
เพราะช่วงสองสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งคู่ดูเติบโตขึ้นอย่างกะทันหัน แถมยังเลิกอู้ในชั้นเรียนด้วย มันจึงทำให้พวกเขามีคะแนนสะสมอย่างแน่นอน
แม้ว่าจะยังลำบากอยู่บ้าง แต่พวกเขาหาวัตถุดิบได้เพียงพอสำหรับการทดลองนี้แน่นอน
ดาร์กมองแวบหนึ่งก็เห็นกองชิ้นส่วนกลไกบนโต๊ะของโรเบิร์ต แต่เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยากจะสกัดสกิลอะไร
ส่วนสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะของเวอร์เธอร์คือ ขวดของเหลวสีแดงเข้มขวดเล็ก ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเลือดที่ปรับสภาพแล้ว?
ดูเข้าใจยากจริง ๆ