ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 38 แผนฆ่าต่อเนื่อง
“เจ้า… เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
โจวหู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาโกหกไปก่อนหน้านี้ ไม่อยากให้ใครมาเกี่ยวข้องกับจวนเจ้าเมือง
คำพูดของหลิวอู๋เสียทำให้เขาหมดความมั่นใจไปโดยสิ้นเชิง เขาไม่คิดว่าตัวเองจะถูกฉีเอินสือหลอกใช้ ฉีเอินสือไม่ได้พูดถึงเรื่องขอยืมเงิน แต่กลับเสนอตัวช่วยหาเงินก้อนหนึ่งให้เขา
“ง่ายมาก ทัพศิลาทลายแทบจะไม่ออกจากค่ายทหารเลย และไม่จะมาเยือนเมืองชางหลันแห่งนี้ ตำแหน่งหัวหน้ากองพันอย่างเจ้ามีสิทธิ์พบปะกับเจ้าเมืองหรือ เห็นได้ชัดว่าเจ้าโกหก ฉีเอินสือมีหลักฐานในมือ แต่เขาไม่กล้าไปขัดใจทัพศิลาทลาย”
“มีเพียงวิธียืมดาบฆ่าคนเท่านั้น ดึงเจ้าเข้ามาในช่องเขาชีเฟิง ฆ่าผู้คุ้มกันตระกูลสวี แล้วก็ยืมมือพ่อตาของข้าฆ่าเจ้า แม้ว่าข่าวทัพศิลาทลายถูกคนฆ่าจะเผยแพร่ออกไป ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับจวนเจ้าเมืองแม้แต่น้อย ตระกูลสวีสิถึงจะเป็นตัวการ”
สองครั้งก่อนหน้านี้ โจมตีแต่ไม่ได้ฆ่า เพียงเพื่อทำให้ตระกูลสวีตระหนักถึงความสำคัญ
ค่อย ๆ ล่อลวง ตระกูลสวีไม่เปิดร้านขายอาวุธ แน่นอนว่าสวีอี้หลินจะต้องรู้สึกกระวนกระวาย เขาจะมาด้วยตัวเองเพื่อลำเลียงสินค้าด้วยตัวเอง ในเวลานี้ ตระกูลว่านและตระกูลเถียนก็มาหาเขา เสนอเงินสิบล้านเหรียญทองให้เขาจ้างทัพศิลาทลาย ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน
พวกโจวหู่ฆ่าผู้คุ้มกันของตระกูลสวี สวีอี้หลินปรากฏตัวและฆ่าทัพศิลาทลาย แผนการที่สมบูรณ์แบบ
ฉีเอินสือนั่งอยู่ในตำแหน่งเจ้าเมือง ย่อมไม่ยอมให้ใครมาข่มขู่ได้ ถึงแม้ว่าโจวหู่จะไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับเขา แต่เขามีตำแหน่งหัวหน้ากองพันแห่งทัพศิลาทลาย จึงไม่กล้าที่จะสู้กับเขาตรง ๆ เขาจึงอาศัยตระกูลสวี ควบคุมทุกอย่างอยู่เบื้องหลัง
เบื้องหลังที่คอยชักใยอยู่ก็คือจวนเจ้าเมืองนั่นเอง
แม้ว่าจะไม่ได้มีส่วนร่วม แต่หลังจากวิเคราะห์มาสักพัก ก็เหมือนว่าตัวเองอยู่ในเหตุการณ์จริง ทุกรายละเอียด รวมถึงเนื้อหาของการสนทนาระหว่างพวกเขา ล้วนถูกคาดเดาได้เกือบทั้งหมด
“ช่างดีจริง ๆ ฉีเอินสือ ข้าปฏิบัติกับเจ้าเหมือนพี่น้อง แต่เจ้ากลับใส่ร้ายข้า และใช้คนอื่นมาฆ่าปิดปากข้า เรื่องที่เจ้าทำไว้เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ข้าเก็บเป็นความลับแทนเจ้ามาตลอด นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะกลับใจร้ายกับข้า”
โจวหู่กลับไม่ได้โกรธหลิวอู๋เสียเลย ทุกอย่างล้วนเป็นฝีมือของฉีเอินสือ เขาเองก็เป็นเหยื่อเช่นกัน
“ฉีเอินสือทำอะไรเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ทำให้เจ้ามีหลักฐานอยู่ในมือ?”
ที่ถามออกไป เพราะหลักฐานนี้อาจมีประโยชน์ในอนาคต อาจใช้ข่มขู่จวนเจ้าเมืองได้ และในเวลาสำคัญตระกูลสวีก็จะมีแต้มต่อ
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของโจวหู่ก็ดูน่ากลัวมาก ดวงตาทั้งสองข้างของเขาบอดหมดแล้ว มีเลือดไหลออกมา ดูเหมือนน่ากลัวมาก
“ยี่สิบห้าปีก่อน เราออกเดินทางไปทำภารกิจด้วยกัน ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง บังเอิญพบหญิงงามผู้หนึ่ง แต่ใครจะรู้ว่าฉีเอินสือโหดเหี้ยมนัก เห็นหญิงสาวคนนั้นแล้ว เขาก็เกิดอารมณ์ราคะ จึงข่มขืนและฆ่านาง เขายังฆ่าปิดปากคนทั้งหมู่บ้านทั้งหนึ่งหมื่นคน แสร้งเป็นปีศาจมาโจมตี”
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ โจวหู่ก็กัดฟันด้วยความโกรธแค้น ฉีเอินสือได้ขอร้องเขาเป็นเวลาหลายวัน พร้อมเสนอเงินจำนวนมากเพื่อปิดปากเขา
หลายปีให้หลัง ผ่านไประยะหนึ่ง ฉีเอินสือก็จะเอาเหรียญทองออกมาบางส่วน ให้โจวหู่ได้จับจ่าย
หลายปีผ่านไป ฉีเอินสือมีพรสวรรค์สูงมาก จนได้เติบโตจากทหารเล็ก ๆ มาเป็นเจ้าเมือง โจวหู่รู้ดีว่าตัวเองมีสถานะต่ำกว่าเขามาก และเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนก็นานเกินไปแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะขุดคุ้ยขึ้นมาอีก
เมื่อไม่กี่วันก่อน ที่เมืองหลวง เขาเอาเงินของทัพศิลาทลายทำลายล้างมาใช้โดยพลการ และเสียเงินไปสิบล้านเหรียญทอง เงินเหล่านี้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายทางทหาร หากหลุมนี้ไม่สามารถอุดได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คงไม่ต้องคิดให้ยาก นั่นคือการถูกลงโทษทางทหารและถูกประหารชีวิต
สุดท้ายเขาก็นึกถึงฉีเอินสือ ในฐานะเจ้าเมือง เขาต้องมีเงินมหาศาล เขาจะยืมเงินสิบล้านเหรียญทองจากเขาก่อนเพื่ออุดหลุม แล้วค่อยหาวิธีอื่น
“เพียงคำพูดของเจ้าคนเดียว ไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไรออกมา ฉีเอินสือก็อาจปฏิเสธได้ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นนานหลายปีแล้ว ไม่มีศพ ไม่มีหลักฐาน”
หลิวอู๋เสียยังคงถามต่อไป ยี่สิบกว่าปีผ่านไป มีสักกี่คนที่จำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้
“ตอนนั้นข้าตั้งใจเก็บไว้ เลยคัดลอกตำราของเมืองนี้ไปหนึ่งชุด เมื่อข้ามาถึงเมืองชางหลันครั้งนี้ และพูดถึงตำรานี้ ฉีเอินสือไม่เชื่อ เลยลบข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับเมืองนี้ออกไป เมื่อข้าหยิบตำราฉบับแรกออกมา เขากลับสงบมาก แทนที่จะโกรธข้า เขากลับปลอบใจข้าและบอกว่าจะอุดหลุมนี้ให้ แบบนี้สินะ เขาใช้ข้าเป็นเครื่องมือฆ่าคน”
โจวหู่โกรธแค้นจนแทบบ้า ฉีเอินสือหลอกลวงเขามาตลอด
“ตอนนี้ตำราอยู่ที่ไหน?”
หาตำรานั้นมาได้ก็เท่ากับเอาฉีเอินสือมาไว้ในกำมือ กุมจุดอ่อนของเขาไว้ภายหน้าก็จะได้เชื่อฟังอย่างซื่อสัตย์
“หาข้าพูดออกมาแล้ว เจ้าจะละเว้นให้ข้ามีชีวิตได้หรือไม่?”
สองตากลวงโบ๋ของโจวหู่จ้องมองหลิวอู๋เสียไปด้วยประสาทสัมผัส
“ไม่ได้!”
เรื่องฆ่าทัพศิลาทลายนี้ มิอาจแพร่ออกไปได้โดยเด็ดขาด คำตอบนี้ ทำให้โจวหู่ตัวสั่น เผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา เปลี่ยนเป็นผู้อื่นเกรงว่าก็จะตัดรากถอนโคนเช่นนี้ถึงจะกำจัดปัญหาได้ตลอดกาล
“ข้ารับปากเจ้าได้ว่าจะบอกตำแหน่งที่เก็บตำราไว้ แต่เจ้าเองก็ต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่ง หาไม่แล้ว ข้าจะกัดลิ้นตัวเองตายทันที เจ้าก็อย่าได้คิดจะหาตำรานี้เจอเลย”
โจวหู่หมดอาลัยตายอยาก สภาพเขาตอนนี้ แม้ว่าจะปล่อยเขาไปแล้วยังจะไปที่ใดได้อีก สูญเสียวรยุทธ์ สองตามืดบอด ยังเทียบกับสวะมิได้
“พูดมาเถอะ เรื่องอะไร?”
ผู้ดูแลชีจากไปแล้ว ต่อจากนี้เกี่ยวโยงความลับมากเกินไป เขายืนอยู่ห่างออกไป คุ้มกันแทนเขา เลี่ยงไม่ให้แพร่ออกไป
“ข้าฉีเอินสือให้ข้า ชำระแค้นแทนข้าที”
โจวหู่เส้นเลือดเขียวคล้ำปูดโปน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฉีเอินสือเจ้าสารเลวนั่นวางแผนร้ายเอาไว้
“ข้าไม่อาจรับปากเจ้าได้เต็มคำ แต่ข้าจะพยายามสุดกำลัง เจ้าเข้าใจความหมายข้ากระมัง”
หลิวอู๋เสียไม่ได้รับปากโจ่งแจ้ง โจวหู่ก็ไม่โง่ ฟังความหมายแฝงในคำพูดเขาออก จวนเจ้าเมืองลุยน้ำโคลนนี้แล้ว คิดจะถอนตัวเกรงว่าเป็นไปไม่ได้แน่นอน
ช้าเร็วก็ต้องต่อสู้กับตระกูลสวี ใครจะอยู่จะตาย ก็ยังไม่แน่
วิกฤติสายแร่ม่วงทองของตระกูลสวีได้รับการคลี่คลายแล้ว นั่นหมายความว่าแผนตระกูลว่านกับตระกูลสวีล้มเหลว ทัพศิลาทลายเป็นตายไม่แน่ชัด ฉีเอินสือจะต้องเหมือนกับนั่งบนพรมเข็ม คิดหาต้นตอให้กระจ่างอย่างถึงที่สุด หาตำแหน่งตำราที่ซ่อนไว้ของโจวหู่แล้วทำลายทิ้งเสียให้สิ้นซาก
จุดอ่อนยังคงอยู่ที่ตระกูลสวี ทัพศิลาทลายหายตัวไปอย่างลึกลับ ตระกูลสวีเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด ฉีเอินสือไม่กล้ามาเปิดเผยเรื่องนี้ตรง ๆ แต่จะแอบใช้ทุกวิถีทางเพื่อทำลายตระกูลสวี
“พลังฝีมือของเจ้า แม้แต่ในสำนักศึกษาจักรวรรดิ ก็นับว่าอยู่ในระดับหัวกะทิ เมืองชางหลันคงไม่สามารถกักขังเจ้าได้นานหรอก ข้าเชื่อว่าเจ้าจะสามารถกำจัดฉีเอินสือได้ ข้านำตำราลับสามเล่มมาซ่อนไว้ที่ลานด้านหลังของโรงเตี๊ยมเยว่ไหล เข้าไปแล้วเปิดแผ่นหินที่ใต้ก้อนหินแผ่นที่สิบก็จะพบตำราลับ ตำราลับที่เหลือซ่อนอยู่ในที่พักอนุคนหนึ่งของข้าในเมืองหลวง”
โจวหู่บอกสถานที่ที่ซ่อนตำราลับทั้งสองแห่งกับหลิวอู๋เสีย แววตาของเขาฉายแววเศร้าสร้อย
“ไปสู่สุคติเถอะ!”
ดาบสั้นถูกชักออกมา ร่างของโจวหู่ค่อย ๆ เหี่ยวแห้งลง ร่างของผู้ฝึกตนในระดับพลังชำระวิญญาณมีพลังปราณมหาศาล
ร่างของเขากลายเป็นถุงหนังว่างเปล่าแผ่นหนึ่ง ถุงเก็บของตกลงมาบนพื้น พลังปราณในตันเถียนกำเนิดฟ้าของเขาพุ่งสูงขึ้นใกล้ถึงขั้นสูงแล้ว ขาดเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
ที่เหลือก็ให้ผู้ดูแลชีจัดการ รับรองว่าจะไม่มีร่องรอยการต่อสู้หลงเหลืออยู่
เหล่าผู้คุ้มกันทั้งสิบห้าคนมารวมตัวกัน มองหลิวอู๋เสียด้วยแววตาเคารพยำเกรง แววตาของพวกเขาแฝงไปด้วยความกลัวเล็กน้อย
“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ข้าไม่ต้องการให้พวกเจ้าบอกใครแม้แต่คำเดียว หากข้ารู้ใครแพร่ข่าวออกไป ข้าจะลงโทษอย่างรุนแรง”
หลิวอู๋เสียพูดจบ กลิ่นอายความตายที่น่ากลัวก็ปกคลุมทั้งสิบหกคน รวมถึงผู้ดูแลชีด้วย
ทุกคนเห็นฉากที่หลิวอู๋เสียบีบบังคับโจวหู่เมื่อครู่นี้ ทุกคนต่างก็ตกตะลึง ยอดฝีมือในระดับพลังชำระวิญญาณสามารถยืนหยัดได้เพียงห้าลมหายใจ แม้แต่พวกเขาก็คงทนได้เพียงหนึ่งลมหายใจเท่านั้น
“ท่านเขยวางใจได้ พวกเราจะไม่บอกใครแม้แต่คำเดียวขอรับ”
ผู้ดูแลชีตบหน้าอกของเขาเพื่อยืนยัน ผู้คุ้มกันทั้งสิบห้าคนก็สัญญาว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ
พวกเขาต่างรู้ดีว่า การฆ่าทัพศิลาทลายครั้งนี้เป็นความผิดใหญ่หลวง หากแพร่งพรายออกไป ไม่เพียงตนเองจะต้องถูกประหารชีวิต แต่ยังต้องลากทั้งตระกูลเก้าชั่วโคตรไปด้วย เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นพวกโง่เขลาเท่านั้นจึงจะกล้าเปิดเผยเรื่องนี้ออกไป
คณะเดินทางออกเดินทางต่อ ออกจากช่องเขาชีเฟิง ปลอดภัยแล้ว บนเส้นทางนั้นไม่มีเหตุร้ายใด ๆ เกิดขึ้น ครึ่งวันต่อมาก็มองเห็นทางออกของเทือกเขาลั่วรื่อ
“ท่านเขย ท่านไม่ไปกับพวกเราด้วยหรือขอรับ?”
ผู้ดูแลชีถามขึ้น อีกครึ่งวันเดียวก็จะกลับถึงเมืองชางหลันแล้ว ทำไมท่านเขยถึงไม่กลับ
“ข้าจะไปที่เหมืองแร่สักหน่อย ตระกูลว่านและตระกูลเถียนมียอดฝีมือมาแย่งชิงสายแร่ม่วงทอง พวกเจ้ารีบนำแร่กลับไปที่โรงตีอาวุธเสีย”
หลิวอู๋เสียพูดจบก็พุ่งตัวเข้าไปในเทือกเขาลั่วรื่อ มุ่งหน้าไปยังเหมืองแร่ม่วงทองอย่างเร่งรีบ หวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
ตระกูลเถียน!
“เจ้าตระกูลขอรับ สวีอี้หลินหาได้ออกจากเมืองชางหลัน ยังคงคุ้มครองตระกูลสวี ทุกวันจะไปตรวจตราโรงตีอาวุธห้าแห่งขอรับ”
พวกสายลับมารวมตัวกันอยู่ที่รอบ ๆ ตระกูลสวี คอยสังเกตการณ์ทุกการเคลื่อนไหวของตระกูลสวีอย่างใกล้ชิด สวีอี้หลินจะออกไปข้างนอกในตอนเช้า และกลับมาตอนเย็นทุกวัน
“พวกเขาจะยอมเห็นโรงตีอาวุธปิดตัวลงจริง ๆ หรือ?”
เถียนเลี่ยสีหน้ามืดมน แผนการครั้งนี้พวกเขาลงทุนไม่น้อย เป้าหมายคือล่อลวงให้สวีอี้หลินออกจากเมืองชางหลัน และยืมมือของเขากำจัดทัพศิลาทลาย จากนั้นพวกเขาก็จะเข้าครอบครองทรัพย์สินของตระกูลสวีในเมืองชางหลัน
“ท่านหัวหน้า แย่แล้วขอรับ ตระกูลสวีขนแร่สีม่วงทองสิบคันเข้ามาในเมืองแล้วขอรับ!”
สายลับรีบวิ่งเข้ามา หายใจหอบแฮ่ก รีบรายงานข่าวนี้ให้ทราบโดยเร็ว
“เป็นไปไม่ได้ พวกเขาล้มเหลวแล้วหรือ?” เถียนเลี่ยพึมพำกับตัวเอง “พวกเจ้าคอยสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวของตระกูลสวีต่อไป ส่วนข้าจะไปที่ตระกูลว่านก่อน”
พูดจบก็ลุกออกจากโถงใหญ่ตรงไปยังตระกูลว่าน
ในอีกด้านหนึ่ง…
หลิวอู๋เสียกลับมายังเทือกเขาลั่วรื่อแล้ว รีบควบม้ามุ่งหน้าไปยังเหมืองสายแร่ม่วงทองของตระกูลสวี ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งวัน
เหล่ายอดฝีมือของตระกูลเถียนที่เข้ามาก็วนเวียนอยู่ในเทือกเขาลั่วรื่อมาทั้งวันแล้ว แต่ยังหาหลิวอู๋เสียไม่พบ จึงโกรธจนร้องไห้คร่ำครวญ
ในกลุ่มนี้ไม่ได้มีเพียงยอดฝีมือของตระกูลเถียนเท่านั้น แต่ยังมียอดฝีมือแห่งตระกูลว่านอีกด้วย
“ผู้อาวุโส ไอ้หนูนี่หนีไปไหนแล้ว พวกเราตามหาทั่วเทือกเขาลั่วรื่อแล้วก็ยังหาไม่เจอร่องรอย”
เหล่าศิษย์ของตระกูลเถียนจุดกองไฟตั้งค่ายแล้ว ค้นหามาทั้งวันก็ไม่มีเบาะแส
“ไม่ต้องรีบ ไอ้หนูนี่หนีไม่พ้นหรอก”
ผู้อาวุโสของตระกูลเถียนเดินเข้าไปในกระโจมแล้วนั่งขัดสมาธิพักผ่อน ส่วนศิษย์คนอื่น ๆ ออกลาดตระเวนเพื่อไม่ให้ถูกสัตว์อสูรทำร้าย
เงาสีดำปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ มุมปากเผยรอยยิ้มอันโหดเหี้ยม
“พวกเจ้าต้องการฆ่าข้า ยังอ่อนหัดเกินไป”
เมื่อเข้ามาเมื่อวาน หลิวอู๋เสียก็รู้ว่ามีคนตามเขามา จึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ จัดการเรื่องขนส่งสินค้าเรียบร้อย ต่อไปก็ถึงเวลาจัดการพวกนั้นแล้ว
เสียงกองไฟแตกดังเปรี๊ยะ ดังก้องในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด
ศิษย์คนหนึ่งที่กำลังลาดตระเวนอยู่กำลังจะหันหลังกลับ จู่ ๆ ก็ขนคอลุกชัน
– โปรดติดตามตอนต่อไป –