เกมเมอร์หมดไฟ ขอใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในต่างโลก - บทที่ 156 คริสต์มาสใกล้เข้ามาแล้ว
บทที่ 156 คริสต์มาสใกล้เข้ามาแล้ว
ทวีปเฟิงโม่ ปี 1344 ปลายเดือนธันวาคม
หิมะตกหนักในช่วงกลางฤดูหนาว ทำให้ทุกที่ขาวโพลนไปสุดลูกหูลูกตา และเมื่อพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาส่องแสงฉายใส่โลกหิมะขาวเบื้องล่าง ฉากเช่นนี้มันทำให้ผู้คนทั้งหลายอดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งกับความสวยงามของโลกนี้
ร็อบบ์ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้หินของเขาและมองไปรอบ ๆ อย่างเกียจคร้าน
การนั่งบนเก้าอี้หินในช่วงกลางฤดูหนาวนั้นหนาวเย็น แต่ตราบใดที่คุณใส่มวลเวทไฟลงในกาเวทมนตร์ก่อนแล้วปล่อยให้มันค่อย ๆ คายมวลเวทมนตร์ใส่เก้าอี้หินเรื่อย ๆ ก้นของคุณก็จะอุ่นอยู่เสมอ
ความร้อนจากกาเวทมนตร์ไม่สามารถโฟกัสได้ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้นมันจึงละลายหิมะทั้งหมดบนพื้นใต้เก้าอี้หินเช่นกัน
สาวน้อยมนุษย์แมวฮัวฮัวนอนลงบนพื้นที่อบอุ่น เธอขดตัวเป็นลูกบอลด้วยการม้วนหางสีดำสลับขาวของเธอปกปิดใบหน้าของเธอไว้และงีบหลับอย่างเกียจคร้าน
ร็อบบ์มองดูดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าและถอนหายใจ “ถ้าหากคุณคิดที่จะนอนหลับในช่วงเวลาดี ๆ แบบนี้ ก็คงจะถือว่าเป็นความสูญเปล่าของดวงอาทิตย์”
ฮัวฮัวตอบกลับทันทีว่า “มันก็คงเสียเวลาเปล่าเหมือนกัน ถ้าคุณไม่นอนหลับในช่วงเวลาดี ๆ แบบนี้”
ค่านิยมของมนุษย์แมวนั้นแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
ร็อบบ์ลดมือลงจากเก้าอี้หินและแตะหูเล็ก ๆ ที่มีขนยาวปุกปุยของฮัวฮัว ฮัวฮัวปฏิเสธในตอนแรก มนุษย์แมวระมัดระวังตัวเหมือนแมวและไม่ชอบอยู่ใกล้มนุษย์มากเกินไป แต่หลังจากได้กินปลานึ่งแสนอร่อยกับซีอิ๊วขาวของร็อบบ์แล้ว ฮัวฮัวก็เลิกระแวงร็อบบ์
ตอนนี้หากร็อบบ์สัมผัสหูของเธอเบา ๆ ในขณะที่เธอนอนหลับ เธอจะไม่ขัดขืน แต่ถ้าเขาสัมผัสที่อื่น เธอจะตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยการกระโดดออกจากพื้นไปหลายเมตรทันที
ดังนั้นร็อบบ์จึงทำได้แค่สัมผัสหูเล็ก ๆ ของเธออย่างเบา ๆ แต่แค่นี้มันก็ให้ความรู้สึกที่นุ่มนิ่มมากแล้ว
เสียงเหยียบหิมะหนัก ๆ ดังมาแต่ไกล ร็อบบ์มองไปทันทีและเห็นกอร์ดากำลังแบกต้นไม้ใหญ่สองต้นที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้และใบไม้หนาอยู่บนไหล่ กอร์ดาแบกมันได้อย่างง่ายดาย เขาเดินเข้ามาในลานโบสถ์พลางยิ้มและทักทายร็อบบ์ “โย่ว คุณร็อบบ์ คุณขี้เกียจอีกแล้วเหรอ?”
ร็อบบ์ยิ้มและถามกลับไปว่า “ทำไมคุณถึงแบกต้นไม้สองต้นนี้มาล่ะ? คุณวางแผนจะทำอะไร?”
กอร์ดากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นี่คือต้นคริสต์มาส! อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันคริสต์มาสแล้ว บิชอปเอลซี่ขอให้ฉันช่วยทำต้นคริสต์มาส คุณก็รู้ว่าเขาและคนของเขาไม่สามารถออกไปนอกเมืองได้ ดังนั้นถ้าเขาต้องการต้นคริสต์มาส เขาต้องจ่ายเงินจ้างฉันไปหาให้ ฮ่า ๆ! แต่ก็นะ มันไม่ง่ายเลยที่ฉันจะหาต้นไม้ที่ดูดีขนาดนี้”
ร็อบบ์สบตาอีกฝ่ายทันที “บิชอปเอลซี่จ่ายเงินจ้างให้คุณนำต้นคริสต์มาสมา แล้วทำไมคุณกลับแบกมาถึงสองต้น?”
กอร์ดายิ้มอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนว่าเป็นเพราะหมายเลข 8 ก็ขอซื้อด้วย! กลายเป็นว่าฉันสามารถทำภารกิจสองอย่างได้ในครั้งเดียว และยังรับเงินเป็นสองเท่า ฮ่า ๆๆ”
ร็อบบ์ถึงกับงุนงง “ฮะ? คริสตจักรแห่งแสงและความมืดทำไมถึงมีคริสต์มาสพร้อมกันได้?”
กอร์ดากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เพราะบัลเดอร์ เทพเจ้าแห่งแสง และโฮเดอร์ เทพเจ้าแห่งความมืดเป็นฝาแฝดกัน! พวกเขาเกิดในวันเดียวกัน ดังนั้นคริสต์มาสของคริสตจักรแห่งแสงและคริสตจักรแห่งความมืดจึงอยู่ในวันเดียวกัน”
ขณะนั้นเอง บิชอปเอลซี่ก็รีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับพาลาดินอีกสองคน อีกทั้งยังเอาต้นคริสต์มาสจากกอร์ดาไป ชายสามคนอุ้มต้นคริสต์มาสไปที่โบสถ์ ก่อนจะวางไว้บนพื้นแล้วเดินวนดูสองสามรอบอย่างพอใจ
บิชอปเอลซี่ตะโกนว่า “ไปเอาของตกแต่งทั้งหมดที่เราเตรียมไว้มาแขวนไว้บนต้นไม้นี้! เราจะทำให้มันดูใหญ่กว่าต้นของพวกคริสตจักรแห่งความมืด!”
พาลาดินทั้งสองรีบกลับไปเอาของตามคำสั่งทันที หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็กลับมาพร้อมกับกลุ่มอัศวินเทมพลาร์ที่แบกผ้าสี ลูกบอลสี และถุงเท้าสีแดงมามากมาย
อีกด้านหนึ่งนั้น หมายเลข 8 เองก็รีบออกมาพร้อมกับนักเวทฝึกหัดแห่งความมืดอีกสองคน พวกเขารีบแบกต้นคริสต์มาสอีกต้นหนึ่งมาจากกอร์ดาแล้ววางไว้ที่กลางลานโบสถ์แห่งความมืด หลังจากนั้นนักบวชมืดทั้ง 32 คนก็กรูกันออกมาจากโบสถ์พร้อมกับเครื่องประดับตกแต่งต้นไม้ทุกชนิด จากนั้นพวกเขาก็เริ่มลงมือแขวนพวกมันไว้บนต้นไม้อย่างจริงจัง ราวกับกลัวว่ามันจะดูด้อยกว่าของบิชอปเอลซี่
ทางด้านบิชอปเอลซี่มีผู้คนมากกว่า ซึ่งนั่นก็หมายถึงมีแรงงานที่เหนือกว่า
แต่ทางด้านหมายเลข 8 นั้นมีอำนาจทางการเงินมาก พวกเขามักจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกูกูและจีจี้ ซึ่งมันทำให้พวกเขาร่ำรวยกว่ากลุ่มอัศวินเทมพลาร์อย่างเทียบกันไม่ติด
อีกฝั่งหนึ่งมีกำลังคน ส่วนอีกฝั่งหนึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรทางการเงิน มันเป็นการต่อสู้ที่ค่อนข้าง…
บิชอปเอลซี่สั่งเสียงดังว่า “พี่น้องทั้งหลาย! จงไปช่วยกันประกาศให้ทั่วเมืองว่าคริสต์มาสนี้เทพแห่งแสงจะปลอบประโลมคนยากจน นำความอบอุ่นของพระผู้เป็นเจ้าแห่งแสงมาให้แก่พวกเขา จงเชื้อเชิญพวกเขาทั้งหมดมาร่วมงานเลี้ยงคริสต์มาสของเราที่โบสถ์แห่งแสง!”
ครั้นได้ยินประโยคนี้ ตะโกนนี้ร็อบบ์ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นขัดว่า “เฮ้! พวกคุณกลุ่มอัศวินเทมพลาร์ยากจนที่สุดในเมืองเวสต์วินด์แล้วไม่ใช่หรือไง? กลุ่มอัศวินของคุณไม่มีทักษะในการหาเลี้ยงชีพเลยนะ คุณไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเฝ้าดูผู้คนเดินไปมาและสร้างถนน พวกคุณนั่นแหละเป็นกลุ่มคนที่ต้องการความเห็นอกเห็นใจมากที่สุด”
บิชอปเอลซี่ตัวแข็งค้าง และอัศวินเทมพลาร์สามร้อยคนข้าง ๆ เขาต่างก็ก้มหน้าลงอย่างขมขื่น
อัศวินมักเป็นที่ต้องการเสมอในยามสงคราม แต่ในเมืองเวสต์วินด์นั้น พวกเขาแทบไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง แค่ร็อบบ์คนเดียวก็สามารถทำให้เมืองเวสต์วินด์ไม่มีสงครามได้ถึงร้อยปีแล้วด้วยซ้ำ
พาลาดินบ่นกับท้องฟ้าว่า “ฉันก็ไม่อยากเป็นแบบนี้เหมือนกัน! ฉันเป็นถึงพาลาดินเชียวนะ! ทำไมฉันถึงได้กลายเป็นตัวไร้ประโยชน์ในเมืองเวสต์วินด์แบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ถ้าฉันไปที่เมืองอื่น ฉันจะไปได้สวยแน่นอน!”
อีกด้านหนึ่ง หมายเลข 8 ก็ตะโกนอย่างเริงร่าว่า “พี่น้องของฉัน! จงเข้าไปในเมืองเพื่อแจกจ่ายเงินให้กับชาวเมือง แสดงความใจกว้างของเทพแห่งความมืดของพวกเรากันเถอะ ฮ่า ๆๆ!”
ร็อบบ์ส่ายหัวอย่างระอาและพูดว่า “นี่ก็โง่อีกคน ชาวเมืองที่นี่ขาดแคลนเงินตั้งแต่เมื่อไหร่? คุณคิดว่าการโยนเศษเหรียญทองแดงจะทำให้ประชาชนในเมืองสนใจเหรอ? ชาวเมืองนี้ไม่ได้ต้องการเศษเงิน พวกคุณแค่ต้องเลิกต่อสู้กันชั่วคราว แล้วหันมาจัดงานคริสต์มาสปีนี้ด้วยกันก็พอ”
“นั่น…” ผู้นำของทั้งสองฝ่ายต่างมีสีหน้าแข็งค้าง “นั่น… มันไม่เหมาะ”
ร็อบบ์กล่าวว่า “บัลเดอร์กับโฮเดอร์ไม่ใช่พี่น้องกันรึไง? ดังนั้นพวกคุณก็ควรเฉลิมฉลองร่วมกันสิ! เพื่อแสดงความขอบคุณต่อแม่ของพวกเขา… เอ่อ ใครนะที่เป็นแม่ของพวกเขา?”
ทั้งสองฝ่ายมองร็อบบ์อย่างเดือดดาล “พระนางมีนามว่าฟริกก์! คุณไม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง?!”