เกมเมอร์หมดไฟ ขอใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในต่างโลก - บทที่ 119 ฉันจะทำลายหลักการของคุณ
บทที่ 119 ฉันจะทำลายหลักการของคุณ
โปโบถึงกับใจเต้นแรง “เหมืองอัญมณี?! ไม่ใช่ว่ามีแค่สโตนแคนยอนเท่านั้นเหรอที่มีเหมืองอัญมณี?”
ร็อบบ์ยิ้ม “สโตนแคนยอนถูกอันเดธยึดครองไปแล้ว และคนงานเหมืองก็ย้ายมาที่นี่ ถ้าคุณต้องการซื้ออัญมณี คุณก็มาซื้อที่นี่ได้เลย”
โปโบดีใจมาก “เยี่ยมมาก! เพราะมันสามารถย่นระยะเวลาการเดินทางของฉันได้ด้วย”
เมื่อการสนทนาสิ้นสุดลง ร็อบบ์ก็นับรายได้ของเขาและพบว่าแม้ว่าถุงน่อง โคคาโคล่า และลูกกวาดจะทำเงินได้มากมาย แต่สิ่งที่ทำเงินให้เขามากที่สุดคือพวกสร้อยคอและแหวนที่ขายให้กับโปโบ
สร้อยคอและแหวนเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับเขาที่จะสร้างมันขึ้นมา สิ่งที่เขาต้องทำคือนั่งบนเก้าอี้หินและเอาอเมทิสต์ที่คนงานเหมืองอัญมณีส่งให้มาถูมือพลางใช้ทักษะอาชีพ ‘นักทำอัญมณี’ อยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากถุงน่อง โคคาโคล่า และลูกอมที่ล้วนต้องใช้ทั้งกำลังคนและความพยายามอย่างมากในการผลิต
ยกตัวอย่างเช่นถุงน่อง ไม่ว่าพวกมันจะทำยากหรือใส่สบายแค่ไหน พวกมันก็เป็นแค่ถุงน่องซึ่งไม่สามารถขายได้ในราคาที่สูงลิ่ว หนึ่งเหรียญทองต่อถุงน่องหนึ่งคู่เป็นข้อจำกัดสูงสุดแล้วที่พ่อค้าคนแคระสามารถยอมรับราคานี้ได้ ทางด้านของพวกขุนนางที่สนใจถุงน่องนี้ก็เช่นกัน เพราะพวกเขาไม่มีทางซื้อถุงน่องในราคาเกินสองเหรียญทอง
ไม่ต้องพูดถึงว่าถุงน่องไม่สามารถผลิตได้เป็นจำนวนมาก หรือต่อให้จะสามารถผลิตเป็นจำนวนมากได้ แต่การผลิตถุงน่องสองร้อยชิ้นนั้นก็มีมูลค่าเพียงสองร้อยเหรียญทองเท่านั้น และร็อบบ์ยังคงต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาโรงงาน ค่าอาหารของแมงมุม และเงินเดือนของช่างทอผ้า เขาได้กำไรมาเพียงไม่กี่เหรียญเงินเท่านั้น
แต่สร้อยคออเมทิสต์เส้นเดียวสามารถขายได้ 200 เหรียญทอง
ในอนาคต แหล่งเงินหลักของเขาคือการสร้างอุปกรณ์ดี ๆ ส่งออกขาย ดังนั้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวันนั้นเอาไว้ให้พวกชาวเมืองทำน่าจะดีกว่า
การแบ่งปันความสุขเป็นเรื่องน่ายินดีมากกว่าการสนุกไปกับทุกสิ่งเพียงคนเดียว ทุกคนควรจะมีความสุขเหมือนกันเพื่อสังคมที่น่าอยู่
“โปโบ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม แต่ฉันก็ยังอยากรู้สถานการณ์ภายนอก ดังนั้นฉันคงต้องขอถามว่าข้างนอกตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?”
คำถามของร็อบบ์นี้สร้างความสนใจแก่เสี่ยวอี้ นักผจญภัยทั้งสามคน และแม้แต่บิชอปเอลซี่ที่เพิ่งวิ่งลงมาจากเนินเขา หลังจากได้ยินว่ามีกลุ่มพวกพ่อค้าเดินทางมา พวกเขารวมตัวกันรอบ ๆ โปโบทันที
โปโบกวาดสายตามองทุกคนและพูดว่า “พวกกบฏ…”
ทันทีที่โปโบเริ่มต้นด้วยคำนี้ ร็อบบ์ก็ส่ายหัวและบ่นว่า “พอคุณเห็นว่ามีนักบวชและแม่ชีอยู่ด้วย คุณก็เรียกเจ้าหญิงว่าเป็นกบฏสินะ แต่พอเวลาคุณไปอยู่กับเจ้าหญิง คุณก็คงเรียกคริสตจักรแห่งแสงว่าเป็นกบฏใช่ไหม? ฮ่า ๆ ช่างเป็นปีศาจตัวน้อยที่ฉลาดจริง ๆ”
โปโบรู้สึกอับอายและไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร “เอ่อ…”
บิชอปเอลซี่ไม่แม้แต่จะสะดุ้ง แต่เสี่ยวอี้และแม่ชีอีกสองคนดูโกรธมาก “คุณทำแบบนี้ได้ยังไง? ความซื่อสัตย์และความศรัทธาของคุณอยู่ที่ไหน!”
บิชอปเอลซี่รีบปรามแม่ชีทั้งสามไม่ให้พูดออกมา และกระซิบว่า “อย่าโทษพ่อค้าเลย เขาทำแบบนั้นเพื่อความอยู่รอด ถ้าเขาไม่ทำมัน เขาคงไม่อาจมาที่นี่ได้”
เสี่ยวอี้กัดริมฝีปากแล้วตอบกลับไปว่า “ผู้คนสามารถละทิ้งศรัทธาในเทพเจ้าแห่งแสงได้เพื่อความอยู่รอดงั้นเหรอ?”
เธอเคยถามคำถามนี้แล้วเมื่อตอนที่ชาวเมืองจากสโตนแคนยอนลี้ภัยมา และร็อบบ์ก็เป็นคนตอบ
ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ติดอยู่กับความคิดนี้มาตลอด เพราะปัญหานี้มีความซับซ้อนจนยากที่เธอจะเข้าใจและยอมรับได้อย่างเต็มที่
ชาวเมืองสโตนแคนยอนได้ทำลายรูปปั้นเทพเจ้าแห่งแสงและแทนที่ด้วยรูปปั้นเทพเจ้าแห่งความมืด พวกเขายังเผาพระคัมภีร์แห่งแสงและท่องพระคัมภีร์มืด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความอยู่รอด การที่พวกเขาอ่านพระคัมภีร์มืดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจให้อภัยได้เด็ดขาด แต่ร็อบบ์กลับให้อภัยพวกผู้ลี้ภัยจากสโตนแคนยอนได้หน้าตาเฉย แต่ร็อบบ์เป็นนักบวชปลอม เธอจึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกับเขาให้มากความ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้ย่อมแตกต่างกัน บิชอปเอลซี่คือนักบวชระดับสูง เป็นผู้ที่ควรจะมีศรัทธาต่อเทพแห่งแสง แต่นับตั้งแต่ที่บิชอปเอลซี่มาที่เมืองเวสต์วินด์ เธอก็รู้สึกประหลาดใจที่หลายครั้งเขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นหลายฉาก ๆ และไม่ได้คัดค้านเรื่องที่เธอเห็นว่าผิดแม้แต่คำเดียว เธอเคยคิดว่าบิชอปเอลซี่น่าจะเป็นเหมือนตัวเธอเองที่มีความคิดเย้ยหยันพวกที่มีศรัทธาไม่แน่นอนเหล่านี้ แต่ความจริงที่เธอพบเจอมันกลับกลายเป็นว่าทัศนคติของบิชอปเอลซี่ช่างคลุมเครือนัก
และไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่าเมื่อ 16 ปีที่แล้ว อนุญาโตตุลาการจากคริสตจักรแห่งแสงวางแผนที่จะทรยศเจ้าหญิง ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งติดอยู่ในคอของเธอจนถึงทุกวันนี้
กระทั่งในที่สุดเธอก็มีโอกาสถามคำถามต่อบิชอปเรื่องความศรัทธาของผู้คนว่า ‘ทุกคนยอมที่จะทำทุกอย่างได้โดยไม่มีความละอายเพื่อความอยู่รอดงั้นเหรอ?’
เธอหวังว่าจะได้รับคำตอบจากบิชอป
ทว่าบิชอปไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้และได้แต่นิ่งเงียบ
ร็อบบ์ตอบในนามของเขาว่า “เสี่ยวอี้ ก่อนจะก้าวเข้าสู่สังคม ผู้คนทุกคนต่างคิดว่าตัวเองมีหลักการของตัวเองและมีจุดที่ตัวเองจะไม่ลงไปต่ำกว่านั้น แต่ในท้ายที่สุด เมื่อพวกเขาพบว่าตัวเองกำลังเผชิญกับการที่จะต้องเลือกระหว่างความอยู่รอดและ ‘หลักการ’ ครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาก็จะยอมถอยจนหลักการของตัวเองกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย”
เสี่ยวอี้มองร็อบบ์ด้วยความประหลาดใจ “คุณหมายความว่าคุณเองก็ไม่มีหลักการในหัวใจด้วยเหรอ?”
ร็อบบ์ยิ้ม “ไม่ ฉันมีหลักการของตัวเอง และหลักการของฉันอยู่สูงมาก แต่ที่ฉันมีมันได้ก็เป็นเพราะฉันแข็งแกร่งจนไม่มีอะไรที่สามารถคุกคามการอยู่รอดของฉันจนถึงจุดที่ฉันจำเป็นต้องเลือกระหว่างหลักการของตัวเองหรือความอยู่รอด ในทางกลับกัน ถ้าฉันอ่อนแอ ฉันก็จะทิ้งหลักการของตัวเองอย่างง่ายดาย”
เสี่ยวอี้โกรธจัด “ฉันจะไม่เป็นเหมือนคุณแน่นอน แม้ว่าฉันจะอ่อนแอและต้องตาย แต่ฉันก็จะไม่ละทิ้งหลักการของฉัน!”
แม่ชีวัย 16 และ 17 ปีช่วยพูดเสริมเสี่ยวอี้ว่า “เราก็คิดแบบนี้!”
“เอาล่ะ งั้นเรามาทำการทดลองกันสักหน่อย” ร็อบบ์กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “คุณแม่ชีสามคนคิดว่าตัวเองยอมตายดีกว่ายอมแพ้ใช่ไหม? คุณจะไม่ยอมละทิ้งความเชื่อของคุณ ไม่ยอมถอดชุดแม่ชีของคุณให้กลายเป็นคนธรรมดา ไม่ว่าจะถูกอำนาจหรือพลังที่เหนือกว่าบังคับในรูปแบบไหนใช่ไหม?”
แม่ชีทั้งสามตอบทันทีว่า “แน่นอนว่าพวกเรายอมตาย!”
ร็อบบ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดี เดี๋ยวฉันจะทำให้พวกคุณเห็นว่าความเชื่อหรือความแน่วแน่ในหลักการของพวกคุณมันทำลายได้ง่ายแค่ไหน”
ทันใดนั้น เขาก็เอื้อมมือออกไปหักกิ่งไม้มาหนึ่งแท่ง ก่อนจะถูมันในมือพลางใช้ทักษะอาชีพ ‘นักสร้างอุปกรณ์’ เปลี่ยนกิ่งไม้เป็นฮาร์ป[1]ขนาดเล็ก แล้วใช้นิ้วดีดสายของมันจนเกิดเป็นเสียงโน้ตหวานลื่นไหลราวกับสายน้ำ ขณะเดียวกัน ร็อบบ์ก็ใช้ทักษะของอาชีพ ‘นักกวี[2]’ ด้วยการใช้ ‘บทเพลงแห่งความลุ่มหลง’ ทว่าเขาเพียงพุ่งเป้าไปที่แม่ชีตัวน้อยสองคนเท่านั้น
ทันทีที่แม่ชีสองคนได้ยินเสียง ‘บทเพลงแห่งความลุ่มหลง’ ฉากที่พวกเธอเห็นตรงหน้ากลับกลายเป็นว่ามีชายหนุ่มผมบลอนด์รูปหล่อราวกับเทพบุตรกำลังยิ้มให้พวกเธอ
เพียงเห็นภาพนี้ พวกเธอก็หลงลืมตัวเองไป ไม่รู้ว่าพวกเธออยู่ที่ไหน
ร็อบบ์ยิ้มให้พวกเธอและพูดว่า “น้องสาวทั้งสอง พวกเธอสวยเหลือเกิน ฉันอยากแต่งงานกับพวกเธอสองคน พวกเธอยินดีแต่งงานกับฉันไหม?”
แม่ชีสองคนตอบอย่างลุ่มหลงทันทีว่า “เรายินดี!”
ร็อบบ์เหยียดมือออกไปโอบรอบเอวบาง ๆ ของแม่ชีตัวน้อยทั้งสอง และนำพวกเธอเข้ามาในอ้อมแขนของเขาอย่างแนบแน่น
[1] ฮาร์ป (Harp) หรือพิณฝรั่ง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายของตะวันตก
[2] อาชีพนักกวี (bard) ในเกมส์ MMOrpg ทั่วไป อาชีพนี้จะมีความสามารถในการผสานพลังตัวเองเข้ากับเครื่องดนตรี ทำให้ท่วงทำนองที่เล่นออกมามีอำนาจในแบบต่าง ๆ เช่น ใช้เสียงเพลงโจมตีศัตรูแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบโจมตีทางจิตวิญญาณหรือทางกายภาพ หรือใช้เสียงเพลงในการสนับสนุนพันธมิตรของตัวเองอย่างเช่นเพิ่มความแข็งแกร่งทางกายภาพ พลังใจ ความฮึกเหิม