เกมเมอร์หมดไฟ ขอใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในต่างโลก - บทที่ 108 ศาสนจักรแห่งแสงทรยศข้าพเจ้า
บทที่ 108 ศาสนจักรแห่งแสงทรยศข้าพเจ้า
“ไม่ได้หรอก เพราะผ่านไปไม่นานไอติมมันจะละลาย!” ร็อบบ์อธิบาย “แต่ฉันจะให้ลูกกวาดสองก้อนกับนายแล้วกัน นายสามารถนำมันกลับไปทำไอติมให้เจ้าหญิงกินเองได้ นายได้เห็นกระบวนการทำแล้วนี่ ต้มน้ำก่อนแล้วใส่ลูกกวาด ทำให้น้ำกลายเป็นน้ำเชื่อม แล้วค่อยใส่น้ำผลไม้และเศษเนื้อผลไม้ เทลงในแม่พิมพ์ ก่อนจะแช่แข็งพวกมัน อย่าบอกนะว่าในกลุ่มของพวกนายไม่มีแม้แต่นักเวทที่สามารถใช้เวทมนตร์น้ำแข็งได้?”
ลิลเลียนหยิบลูกกวาดก้อนโตเท่าลูกมะพร้าวออกมาจากในโกดัง แล้วห่อพวกมันทั้งสองก้อนด้วยผ้าสะอาด ก่อนจะมอบให้กับเนโครแมนเซอร์
แน่นอนว่าเนโครแมนเซอร์เข้าใจคุณค่าของสิ่งนี้ที่ถูกเรียกว่าลูกกวาด! มันจะต้องมีค่ามากกว่าน้ำผึ้ง ขนาดน้ำผึ้งขวดเล็ก ๆ พวกขุนนางยังต่อสู้เพื่อให้ได้ครอบครองกันแทบตาย แต่ร็อบบ์กลับมอบของล้ำค่านี้ให้เจ้าหญิงโดยไม่ร้องขออะไรตอบแทน
เขากล่าวด้วยความเคารพว่า “เจ้าหญิงจะทรงมีความสุขมากแน่นอนที่ได้รับของขวัญเช่นนี้ และจะเข้าใจเจตนาอันดีของเมืองเวสต์วินด์ ซึ่งไม่คิดที่จะเป็นศัตรูของเจ้าหญิง หลังจากฉันกลับไปพบกับเจ้าหญิง ฉันจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อเกลี้ยกล่อมเจ้าหญิงให้ปฏิบัติต่อเมืองเวสต์วินด์อย่างสงบสุข”
“แน่นอนว่าการมีสันติสุขย่อมดี” ร็อบบ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม “แต่ฉันก็ไม่กลัวที่จะทำสงครามหรอกนะ ฉันคิดว่านายคงเข้าใจเรื่องนี้ดี”
เนโครแมนเซอร์เริ่มจริงจังขึ้นมาทันทีและกระซิบว่า “ผมขอถามได้ไหมว่าคุณมีซัมมอนเนอร์[1] กี่คน? และคงต้องมีเนโครแมนเซอร์ที่มีพลังมากกว่าฉันใช่ไหม? คุณช่วยเรียกเขาออกมาพบฉันได้ไหม? ผมอยากคุยกับเขา”
ร็อบบ์เหลือบมองไปไกลก็เห็นเสี่ยวอี้นั่งนิ่งอยู่บนหินที่เนินเขา เธอดูเหมือนจะไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่
เห็นเช่นนี้ร็อบบ์จึงไม่ต้องกังวลอีก ทันใดนั้นเขาก็คำรามเสียงต่ำ และทันใดนั้นทั้งร่างก็ปลดปล่อยกลิ่นอายชั่วร้ายออกมา มวลเวทแห่งความมืดล้อมรอบเขาคล้ายกับมือสีดำขนาดใหญ่ที่มีกรงเล็บ
เนโครแมนเซอร์ตกตะลึงจนก้าวถอยหลังไปสามก้าวและอุทานว่า “น..นี่คุณ… ไม่ใช่นักบวชแห่งคริสตจักรแห่งแสงหรอกเหรอ?!”
ร็อบบ์ยิ้มก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขมขื่น “เป็นเพราะ… คริสตจักรแห่งแสงทรยศฉัน! ฉันก็เลยต้องโอบกอดพลังแห่งความมืดแทน!”
เนโครแมนเซอร์ชะงัก “…”
นักผจญภัยสามคนที่อยู่ข้าง ๆ ร็อบบ์อดไม่ได้ที่จะปาดเหงื่อ
ร็อบบ์โบกมืออีกครั้ง และมวลเวทแห่งความมืดก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย มันกลายเป็นแสงสีทองและเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “แต่แสงศักดิ์สิทธิ์จะนำชัยชนะมาให้ฉัน!”
เนโครแมนเซอร์ชะงักไปอีกรอบ “…”
นักผจญภัยทั้งสามคนยักไหล่พร้อมกัน และเชอริลก็กล่าวขึ้นมาว่า “คุณร็อบบ์ ได้โปรดหยุดล้อเล่นแบบนี้เถอะ มันน่ากลัว”
“ฮ่า ๆๆ!” ร็อบบ์ยิ้มอย่างมีความสุข “สนุกใช่ไหมล่ะ?”
เชอริลตอบกลับไปทันที “สนุกแม่คุณสิ! ทั้งคริสตจักรแห่งแสงและคริสตจักรแห่งความมืดจะถือว่าคุณเป็นคนนอกรีตนะ!”
ร็อบบ์ผายมือออกอย่างไม่แยแส “แล้วไง? ถ้าทั้งคู่ไม่พอใจฉัน ฉันก็ยินดีที่จะแขวนพวกเขาทั้งคู่เอาไว้กับพัดลมติดผนังและเปิดเบอร์ห้า! จริงสิ พูดถึงพัดลม…มันพังซะเละเทะเลย เดี๋ยวฉันคงต้องขอให้ช่างตีเหล็กสร้างใหม่ให้อีกสองตัว ตัวหนึ่งสำหรับคริสตจักรแห่งแสง และอีกตัวหนึ่งสำหรับคริสตจักรแห่งความมืด”
ทุกคนได้ยินแล้วก็ตัวแข็งไปพร้อมกับหลั่งเหงื่อเย็นออกมา
ร็อบบ์เปลี่ยนสีหน้าเร็วมาก และตอนนี้ก็เผยรอยยิ้มอบอุ่นเหมือนพ่อพระอีกรอบ “แต่ถ้าพวกเขาไม่โจมตีฉัน ฉันก็จะเป็นเพื่อนที่ดีของพวกเขา และพัดลมติดผนังก็จะใช้สำหรับการมอบลมเย็นที่แสนสบายให้ฉันเท่านั้น”
เนโครแมนเซอร์เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง เขาลุกขึ้นยืนโค้งตัวด้วยความเคารพ แล้วเดินออกจากเมืองไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับนักเวทฝึกหัดของเขา เขามุ่งหน้าไปทางไบรต์โร้ดเพราะรู้ว่าในเวลานี้เจ้าหญิงคงนำกองทัพไปโจมตีไบรต์โร้ดแล้ว ตราบใดที่เขาไปที่นั่น เขาก็จะพบเจ้าหญิง
ร็อบบ์ผายมือทันทีที่ชายผู้น่ารำคาญจากไป “ค่อยยังชั่วหน่อย! นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้ขี้เกียจเลยเนี่ย..”
เชอริลกล่าวด้วยรอยยิ้ม “คุณร็อบบ์อย่าเพิ่งขี้เกียจตอนนี้สิ ฉันมีคำถาม ก่อนหน้านี้คุณมักจะซ่อนความแข็งแกร่งของคุณเพราะกลัวว่าคนอื่นจะรู้ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้คุณกลับกลายเป็นคนหยิ่งผยองจนคุณไม่ซ่อนความแข็งแกร่งของคุณไว้เลย แม้แต่เวทแห่งความมืดของคุณก็ยังแสดงให้ศัตรูเห็น นี่จะมีผลต่อคุณไหม?”
ร็อบบ์ยักไหล่และกล่าวว่า “ฉันเคยซ่อนมันไว้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา แต่ตอนนี้ฉันก็แสดงให้เห็นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ฉันคิดว่านักเวทที่ฉลาดจะเข้าใจความจริง”
เชอริลคิดอย่างรอบคอบก่อนจะยิ้มและพูดว่า “ก็จริง”
ไบรต์โร้ดเคยเต็มไปด้วยความงามของทิวทัศน์ แต่ตอนนี้ทั้งเมืองกลายเป็นความยุ่งเหยิง
กำแพงหินสีขาวพังทลายลงมา และหนึ่งในสามของบ้านเรือนในเมืองถูกไฟไหม้ และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือโบสถ์แห่งแสงซึ่งเคยตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ตอนนี้เหลือแต่ซากที่พังทลายไม่เหลือชิ้นดี แม้แต่ชิ้นส่วนของหินยังไหม้เกรียมเป็นสีดำ
ศพของเหล่านักบวชและแม่ชีถูกแขวนประจานอยู่บนกิ่งไม้สีดำซึ่งมีอีกาขนาดใหญ่คอยจิกกิน
ผู้ศรัทธาของเทพเจ้าแห่งความมืดในเสื้อคลุมสีดำส่งเสียงโห่ร้องอย่างยินดีรอบ ๆ ศพ
สงครามโหดร้ายเสมอ!
แม้แต่สงครามเพื่อฟื้นฟูอาณาจักรในนามของความยุติธรรมก็โหดร้ายมากจนผู้คนต้องการที่จะอาเจียน
กองทหารม้าสิงโตขาวมีชะตาที่ต้องพ่ายแพ้ตั้งแต่เมื่อพวกเขาเปิดประตูเมืองและรีบออกไปฆ่าเจ้าหญิงอย่างโง่เขลาแล้ว ขุนนางทั้งหลายในเมืองที่ต่างตื่นตระหนกและเสียขวัญเป็นทุนเดิมดพวกเขาจึงไม่สามารถสนับสนุนกองทหารม้าสิงโตขาวได้ดีพอ ยิ่งไปกว่านั้น มีขุนนางหลายคนที่เปลี่ยนใจไปอยู่ฝ่ายเจ้าหญิงโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ท้ายที่สุด นี่คือการ “เตรียมการมาอย่างดี” โดยใช้ความชอบธรรมในบัลลังก์เพื่อจูงใจผู้คนที่ยังคงภักดีต่อราชวงศ์เก่า
อิงซีนำส่วนที่เหลือของกองทัพที่รอดชีวิตล่าถอยออกไปพร้อมกับอาร์คบิชอปของคริสตจักรแห่งแสง โดยมีพวกนักบวชและเหล่าแม่ชีที่เหลือล่าถอยตามไปติด ๆ ไปยังเมืองหลวง
ไบรต์โร้ดถูกพิชิตอย่างสมบูรณ์แล้ว!
เมื่อเนโครแมนเซอร์ที่ร็อบบ์ปล่อยตัวมาถึงไบรต์โร้ด เขาก็เห็นเมืองที่ถูกเจ้าหญิงยึดครอง และประชาชนคนธรรมดาในเมืองต่างก็ตื่นตระหนก
เจ้าหญิงรู้ดีว่าเธอจำเป็นต้องเอาชนะใจและความคิดของผู้คนในเมืองนี้ ดังนั้นเธอจึงไม่ให้กองทัพอันเดธเข้ามาในเมือง อนุญาตเพียงกองทัพหลักของเธอที่ประกอบด้วยกองอัศวินดินดำ กองทัพครึ่งมนุษย์ และกองทัพของขุนนางที่ยอมจำนนต่อเธอเข้ามาในเมืองเท่านั้น เพื่อจัดการรักษาความสงบในเมืองใหญ่แห่งนี้นั่นเอง
เนโครแมนเซอร์เดินอยู่พักใหญ่ไปยังใจกลางเมืองซึ่งเคยเป็นที่พำนักของแกรนด์ดยุกอิงซี แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นพระราชวังชั่วคราวสำหรับเจ้าหญิง
เมื่อเขาไปถึงห้องโถง เขาก็ได้เห็นเจ้าหญิงกำลังขมวดคิ้วฟังรายงานของผู้ใต้บังคับบัญชา “กองทหารของเราไล่ตามจับอิงซีและอาร์คบิชอปไม่สำเร็จ พวกเขาหนีเข้าไปในที่มั่นของมอนดราได้จากการช่วยเหลือของอัศวินแห่งมอนดรา”
“อัศวินหลวง” เป็นคำเรียกของคนธรรมดาทั่วไปที่ใช้เรียก “อัศวินแห่งมอนดรา” แต่เนื่องจากเจ้าหญิงคิดว่าเธอเป็นผู้สืบทอดที่ชอบธรรมแต่เดิมของราชบัลลังก์ ดังนั้นเธอจึงไม่ยอมรับการขึ้นครองราชย์ของมอนดรา เธอจึงไม่เรียกกองทัพของมอนดราว่า “อัศวินหลวง” เธอเปลี่ยนไปเรียกว่า “อัศวินแห่งมอนดรา” แทน
และสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ที่มั่นของมอนดรา” ก็คือ “นครหลวงศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งเจ้าหญิงไม่ยอมรับเช่นกันว่ามันคือเมืองหลวงของอาณาจักรแกรน ดังนั้นเธอจึงไม่เรียกมันว่า “นครหลวงศักดิ์สิทธิ์” ตามที่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปเรียกกัน
[1] ซัมมอนเนอร์ (summoner) เป็นอาชีพหนึ่งในเกมส์ RPG ซัมมอนเนอร์คือผู้ที่มีความสามารถในการอัญเชิญสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ได้หลากหลายชนิด ตั้งแต่มอนสเตอร์ระดับต่ำ เช่น ก็อบลิน สไลม์ ไปจนถึงมอนสเตอร์ระดับสูง เช่น มังกร เทวทูต เพื่อใช้ในการต่อสู้หรือใช้ในจุดประสงค์ต่าง ๆ ตามแต่ที่ผู้อัญเชิญจะต้องการ