เกมเมอร์หมดไฟ ขอใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในต่างโลก - บทที่ 101 ประสบการณ์ของผู้คนในพื้นที่ที่ถูกยึดครอง
- Home
- เกมเมอร์หมดไฟ ขอใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในต่างโลก
- บทที่ 101 ประสบการณ์ของผู้คนในพื้นที่ที่ถูกยึดครอง
บทที่ 101 ประสบการณ์ของผู้คนในพื้นที่ที่ถูกยึดครอง
ผู้คนมากกว่า 400 คนเดินออกมาจากประตูเคลื่อนย้าย จีคอุ้มชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำ โดยมีเสี่ยวอี้เดินตามหลังมา
ในที่สุดกอร์ดาที่อยู่ในชุดเกราะเหล็กก็ออกมาจากประตูเคลื่อนย้าย และทันใดนั้นประตูเคลื่อนย้ายสีม่วงก็ค่อย ๆ สลายกลายเป็นจุดแสงและกระจายหายไปกลางอากาศ
กอร์ดาอดไม่ได้ที่จะลองเอื้อมไปคว้าจับประกายแสงเล็ก ๆ กลางอากาศ แต่เขาทำไม่ได้ ประกายแสงเล็ดลอดผ่านนิ้วมือของเขาและหายไปอย่างไร้ร่องรอยทันที เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและถอนหายใจ “มันเป็นแบบที่ร็อบบ์พูดเลย ทันทีที่ฉันออกจากประตูเคลื่อนย้าย มันก็จะหายไปเลย ประตูเคลื่อนย้ายนี้คืออะไรเนี่ย? มันเคลื่อนย้ายคนจำนวนมากขนาดนี้ได้ยังไง?”
เชอริลยิ้มและพูดว่า “ความสามารถของคุณร็อบบ์ไปไกลกว่าสามัญสำนึกอีก แม้แต่ฉันซึ่งเป็นนักเวทก็ไม่เข้าใจ นักรบสมองน้อยที่มีแต่กล้ามเนื้ออย่างนายอย่าเสียเวลาทำความเข้าใจเลย ต่อให้คิดจนสมองระเบิด นายก็ไม่มีทางเข้าใจ”
กอร์ดายักไหล่ “ก็ได้ ก็ได้! ที่พูดมาก็ถูก!”
พวกเขาบ่นและเดินไปที่โบสถ์ด้านล่างเนินเขา จีคกำลังอุ้มชายหนุ่มในเสื้อคลุมสีดำ และเสี่ยวอี้ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา ดูเหมือนว่าเธอจะระวังตัวมาก เธอจ้องมองไปที่ชายคนนั้นบนไหล่ของจีคอย่างตาไม่กะพริบ
ร็อบบ์นั่งบนเก้าอี้หินอย่างเกียจคร้านและมองดูพวกเขาเดินมาหาด้วยรอยยิ้ม
กอร์ดาพูดขึ้นว่า “คุณร็อบบ์ เราโชคดีพอที่จะช่วยทุกคนให้รอดพ้นจากสโตนแคนยอน แถมยังจับนักเวทฝึกหัดของเนโครแมนเซอร์มาได้สำเร็จด้วย”
จีคพูดพลางโยนชายชุดดำที่พาดอยู่บนไหล่ลงกับพื้นต่อหน้าร็อบบ์
ชายหนุ่มชุดดำผู้ซึ่งหมดสติตื่นขึ้นทันทีจากการถูกโยนลงไปที่พื้น เขาลืมตาอย่างงุนงงและมองไปรอบ ๆ เมื่อเขาเห็นว่าถูกรายล้อมไปด้วยกลุ่มคน เขาก็รู้ว่าตัวเองคงจะบรรลัยแล้ว และอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว จากนั้นเขาก็ทำหน้าตาขึงขังแล้วพูดขึ้นว่า “ตายก็ตายดิ ฉันไม่กลัวหรอกโว้ย!”
“ไอ้คนคนนี้ไม่ได้สำคัญอะไรหรอก” ร็อบบ์กล่าว “ลืมเขาเถอะ และเล่าเรื่องสถานการณ์ในสโตนแคนยอนมาที”
ทว่านักผจญภัยทั้งสามคนไม่ได้เป็นคนขององค์กรที่มีการจัดการเป็นระบบ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้สังเกตสภาพของสโตนแคนยอนอย่างละเอียด แต่เสี่ยวอี้นั้นมีประสบการณ์ในเรื่องประเภทนี้ดังนั้นเธอจึงตอบคำถามนี้ของร็อบบ์แทน
“เมื่อเราทั้งสี่คนไปถึงสโตนแคนยอน เราก็เห็นว่าเมืองดูปกติดี ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้เลย ทั้งเหมือง ทั้งพื้นที่เพาะปลูก และบ้านเรือน มันดูเหมือนเดิมทุกประการ และผู้คนก็ทำงาน ทำกิจวัตรของตัวเองตามปกติ ซึ่งมันเป็นภาพที่น่าเหลือเชื่อมาก” เสี่ยวอี้เล่าถึงสิ่งที่เธอพบเห็น จากนั้นก็ถอนหายใจ
“แต่เมื่อเราเข้าไปใกล้ เราก็พบว่ามีโครงกระดูกอยู่ทุกหนทุกแห่งในเมือง พวกมันประจำอยู่ตามจุดสำคัญทั้งหมดในเมือง และบังคับให้ชาวเมืองทำงาน หากใครไม่ยอมฟังก็จะถูกเหล่าโครงกระดูกทุบตี”
“เราแอบย่องเข้าไปในใจกลางเมืองและพบนักเวทฝึกหัดผู้ชั่วร้ายกำลังอยู่ในบ้านของนายกเทศมนตรี หลังจากเราจัดการกับเขา พวกโครงกระดูกก็สูญเสียความคิดและเดินอย่างไร้จุดหมาย เราเลยรวบรวมชาวเมืองเข้าด้วยกันได้อย่างง่ายดาย แล้วเปิดประตูเคลื่อนย้ายกลับมา”
“อ้อ” ร็อบบ์ลูบคางของเขาและพูดด้วยความสนใจว่า “ฉันอยากรู้ว่ามีใครตายไหม”
เสี่ยวอี้ส่ายหัวและพูดว่า “ไม่มี! กองทัพโครงกระดูกโจมตีสโตนแคนยอนแบบรวดเร็วมาก ยกเว้นผู้คนมากกว่า 30 คนที่หลบหนีมาหาเราได้ในตอนแรก ชาวเมือง 400 คนที่เหลือจึงถูกล้อมรอบด้วยกองทัพเกือบจะในทันที และเนื่องจากมีความเหลื่อมล้ำอย่างมากระหว่างกองกำลังในสโตนแคนยอนกับพวกกองทัพโครงกระดูก หลังจากเนโครแมนเซอร์พูดเกลี้ยกล่อมไม่กี่ประโยค พวกประชาชนต่างก็ยอมจำนนโดยไม่มีการต่อต้าน…เพราะงั้นก็เลยไม่มีใครตาย”
ร็อบบ์พยักหน้า “เป็นอย่างนั้นเหรอ? ถึงฉันจะพอเดาได้ แต่ก็ฟังดูน่าสนใจมาก”
ร็อบบ์เคยบอกกับเสี่ยวอี้และคนอื่น ๆ แล้วว่าจุดประสงค์ของพวกเนโครแมนเซอร์ไม่ใช่เพื่อทำลายและฆ่า แต่เพื่อครอบครอง ดังนั้นพวกมันจึงไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกมันมีแผนการที่ทะเยอทะยานมาก
“จากนี้คงต้องถามพวกเขาสักหน่อย” ร็อบบ์ยิ้ม “ก่อนหน้านี้พวกคุณคงไม่มีเวลามากพอที่จะพูดคุยกับชาวเมืองพวกนั้น แต่ตอนนี้ทุกคนปลอดภัยแล้ว เราควรจะถามพวกเขาสักหน่อยเรื่องศัตรู จะได้เข้าใจศัตรูได้อย่างแท้จริง”
ทุกคนคิดว่านี่เป็นคำแนะนำที่ถูกต้อง
ในเวลานี้ผู้คนจากสโตนแคนยอนได้เดินลงมาจากเนินเขาเข้ามาในลานโบสถ์แล้ว
ร็อบบ์พูดกับฝูงชนว่า “ใครคือนายกเทศมนตรี? ออกมาคุยกันหน่อย”
ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้ากลม ๆ โผล่ออกมาจากฝูงชน “คุณพ่อ ฉันเป็นนายกเทศมนตรีของสโตนแคนยอน”
“บอกฉันหน่อยว่ากองทัพของเนโครแมนเซอร์ทำอะไรกับคุณหลังจากที่พวกมันยึดครองสโตนแคนยอน”
“เอ่อ…” สีหน้าของนายกเทศมนตรีดูอึดอัดเล็กน้อย ราวกับกลัวที่จะพูดอะไรบางอย่างออกมา
ร็อบบ์จับจ้องตาไม่กะพริบ และเห็นว่าดวงตาของนายกเทศมนตรีคนนี้เหลือบมองเสี่ยวอี้ก่อนจะเหลือบมองมาที่เขา ราวกับกลัวพวกเขาทั้งคู่ แต่ดูเหมือนจะไม่กลัวกอร์ดา จีค และเชอริลที่อยู่ข้าง ๆ มากนัก
ร็อบบ์เข้าใจบางอย่างได้ในทันที “ฉันเข้าใจแล้ว! รอฉันสักแป๊บนะ ฉันขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วเรามาคุยกันอีกรอบ!”
ผู้คนต่างสงสัยว่าร็อบบ์ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่ออะไรตอนนี้?
ร็อบบ์เดินหายกลับไปที่ห้องของเขา หลังจากนั้นไม่นาน เสื้อคลุมนักบวชที่เขาสวมก็หายไป และถูกแทนที่ด้วยชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ซึ่งเป็นเสื้อผ้าสไตล์แปลก ๆ สำหรับคนในโลกนี้
ร็อบบ์ยิ้มและพูดว่า “เอาล่ะ คุณนายกเทศมนตรี ดูซะ นี่คือสิ่งที่ฉันเป็น คุณเข้าใจใช่ไหม?”
นายกเทศมนตรีดูเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ยังไม่กล้าพูดอะไรอยู่ดี
ร็อบบ์ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้หินของเขาและยิ้มออกมา “คุณนายกเทศมนตรี ให้ฉันเดาดูไหมว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่คุณถูกกองทัพของเนโครแมนเซอร์โจมตี…”
เขาชี้ไปที่นักเวทฝึกหัดของเนโครแมนเซอร์ที่นอนอยู่บนพื้นและพูดว่า “ชายคนนี้บังคับให้คุณเปลี่ยนใจไปเลื่อมใสในเทพเจ้าแห่งความมืด และถ้าคุณไม่ทำ เขาจะฆ่าผู้คนทั้งหมด ผู้ที่เต็มใจเปลี่ยนใจเลื่อมใสเทพเจ้าแห่งความมืดจะได้รับการปฏิบัติที่ดี และเทพเจ้าแห่งความมืดจะนำทางให้ทุกคนมีชีวิตที่ดี ความจริงที่ว่าคุณและทุกคนยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้หมายความว่าพวกคุณยอมแพ้มาก่อน ในช่วงวันที่อยู่ภายใต้การปกครองของศัตรู พวกคุณเผาพระคัมภีร์แห่งแสงสว่างและท่องพระคัมภีร์มืดทุกวัน ส่วนรูปปั้นของเทพเจ้าแห่งแสงในคริสตจักรก็คงถูกทำลายและถูกแทนที่ด้วยเทพเจ้าแห่งความมืด”
นายกเทศมนตรีเมืองสโตนแคนยอนตัวสั่นด้วยความกลัว สีหน้าของชาวเมืองทั้งหมดเผยความตื่นตระหนก
ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียง “ครืน!!” ก็ดังขึ้น เมื่อคนมากกว่า 400 คนคุกเข่าลงบนพื้นและก้มศีรษะพร้อมกัน
“เราวิงวอนขอการให้อภัยจากเทพเจ้าแห่งแสง!”