เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! - ตอนที่ 129 โปรเจกต์ใหม่ 5
ตอนที่ 129 โปรเจกต์ใหม่ 5
เดิมที ผมคิดว่าจะอัปเดตเกมแรกของตัวเอง
มันเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ผู้เล่นเรียกร้องเข้ามามากที่สุดจากคอมเมนต์ในด็อก ผมสามารถเพิ่มสิ่งใหม่ ๆ เข้าไปได้ เช่น ห้องใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ และเพลงประกอบใหม่ ซึ่งโดยรวมแล้ว มันช่วยให้เกมน่าเล่นขึ้นเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้ช่วยแก้ปัญหารากฐานของตัวเกม
นั่นคือความซ้ำซากจำเจ
ใช่แล้ว ‘หนึ่งวันธรรมดาในออฟฟิศ’ เป็นเกมที่สุดแสนจะซ้ำซาก ประกอบด้วยพล็อตเรื่องธรรมดาทั่วไป และเป้าหมายง่าย ๆ เพียงอย่างเดียวก็คือ ออกจากลูปไร้สิ้นสุดให้ได้
โดยสรุปแล้ว มันเป็นเกมที่มีอายุขัยสั้น[1]
แค่ปรายตามองข้อมูลสถิติแวบเดียว ผมก็เห็นภาพแล้วว่ายอดขายกำลังดิ่งลงเหวระดับที่เรียกเป็นเศษเงินก็ยังได้
นั่นจึงเป็นเหตุให้ผมไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเริ่มโปรเจกต์ใหม่
คราวนี้ผมพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม
“…ฉันไม่ได้เอาตัวเองไปทรมานเล่นเฉย ๆ หรอกนะ”
พอนำประสบการณ์ล่าสุดทั้งหมดมาผสมผสานกัน ตอนนี้ผมก็เลยมีไอเดียเจ๋ง ๆ มาพัฒนาเกมใหม่ของตัวเอง ตั้งแต่เนื้อเรื่องไปจนถึงกลไกการเล่น
ผมเริ่มลงมือทำงานอย่างรวดเร็ว คลิกเปิด [โหมดนักพัฒนาเกม] และโหลดอินเทอร์เฟซใหม่ขึ้นมา
ด้วยความที่คุ้นเคยกับหน้าเมนูประมาณหนึ่งแล้ว ผมจึงสามารถใช้งานมันในการเริ่มโปรเจกต์ใหม่ได้โดยไม่มีปัญหา
คอนเซปต์หลักของเกมนี้เรียบง่าย
ผมต้องการสร้างอะไรสักอย่างคล้ายประสบการณ์ที่ตัวเองได้พบเจอกับชายบิดเบี้ยว
หรือก็คือ ผมอยากให้ผู้เล่นได้รับรู้ถึงความรู้สึกไร้ทางสู้เหมือนกับที่ผมรู้สึกตอนเผชิญหน้ากับชายบิดเบี้ยว ผมอยากให้พวกเขาได้สัมผัสถึงความสิ้นหวังและความหวาดกลัวแบบเดียวกัน
ผมต้องการให้พวกเขาดิ้นรนกระเสือกกระสนจริง ๆ เพื่อเคลียร์เกมนี้
“…และถ้าจะให้มันเป็นอย่างงั้น ฉันต้องล่อให้พวกเขาทำพลาด เหมือนกับที่ชายบิดเบี้ยวทำ”
ผมยังคงตัวสั่นทุกครั้งที่นึกถึงประสบการณ์ดังกล่าว
การที่ผมสามารถข่มตาหลับลงได้หลังจากเกิดเรื่องก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว แต่ประสบการณ์ล่าสุดทั้งหมดนั้น ทำให้ผมเริ่มรู้สึกตายด้านขึ้นเล็กน้อยกับทุกสิ่งอย่างเช่นกัน
…และผมก็ไม่ใช่คนที่นอนเยอะอยู่แล้วด้วย ช่วงนี้มีวันไหนได้นอนสี่ชั่วโมงก็นับว่าหรูแล้วสำหรับผม
“ส่วนเรื่องเมคคานิก ฉันควรทำแบบโคลนเสียงเหมือนที่ชายบิดเบี้ยวทำดีไหมนะ?”
หัวสมองของผมพลุ่งพล่านไปด้วยความคิดและไอเดียสารพัด
การเลียนแบบเสียงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป
‘ฉันตั้งค่าให้เกมอัดเสียงคนได้ แล้วก็บังคับให้พวกเขาพูดออกมาได้ด้วย ยิ่งเดี๋ยวนี้เอไอก็พัฒนาไปไกลแล้ว การจะตั้งระบบให้คนเล่นต้องตอบโต้กับเกมตรง ๆ ก็ไม่น่าใช่เรื่องยากเท่าไหร่’
แต่กระบวนการตั้งค่านั้นมีความซับซ้อนเล็กน้อย
ผมทำได้ แต่คงต้องใช้เวลาพอสมควร เป็นเพราะการเขียนโค้ดจะซับซ้อนและยากกว่าเกมก่อนมาก
‘ฉันจะทำแบบอิงตามการขยับตัว หรืออิงตามขยับกล้องก็ได้… แบบขยับนิดเดียวก็อาจจะกระตุ้นมอน หรือแบบหันมุมกล้องไปมองก็จะกระตุ้นมอน เช่น ถ้าพวกเขาละสายตาจากมัน มันก็จะโจมตี’
ใช่เลย ไอเดียที่สองรู้สึกมีความเป็นไปได้มากกว่าไอเดียแรก
การเขียนโค้ดก็ง่ายกว่ามากด้วย
แต่…
“โอ่ย”
ฝ่ามือลูบหลังศีรษะ ผมรู้สึกว่ามันปวดตุบ ๆ
ถึงแม้มันจะง่ายกว่ามาก แต่อันที่จริง มันก็ไม่ใช่เรื่องหมู ๆ เลย
โชคดีที่อินเทอร์เฟซใหม่ช่วยให้การเขียนชุดคำสั่งง่ายขึ้น ถึงอย่างนั้น มันก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนในการพัฒนาเกมที่ผมต้องการให้ได้เสร็จสมบูรณ์
ยิ่งผมอยากจะใส่เนื้อเรื่องเข้าไปด้วยยิ่งแล้วใหญ่
เนื้อเรื่องเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้หากต้องการให้ผู้เล่นติดงอมแงมแทนที่จะโยนเกมทิ้งหลังจากเล่นไปได้ไม่กี่ชั่วโมง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่นที่ผมต้องพิจารณาอีกด้วย อย่างเช่น เรตติ้งของเกม ผมอยากได้เรตติ้งเท่าไหร่?
หนึ่งดาว…?
“สร้างเกมหนึ่งดาวไม่น่ายาก แต่ถ้าเป็นเกมสองดาว…?”
ผมเนี่ยนะ มีความสามารถพอจะสร้างเกมพรรค์นั้น?
ไม่สิ คำถามที่น่าคิดกว่าคือ ผมต้องสร้างเกมระดับนั้นเหรอ? หนึ่งดาวมันก็พอแล้วไม่ใช่หรือไง? ตัวผมเองก็ไม่น่าจะสร้างเกมสองดาวได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แถมไม่มีเควสต์ไหนบอกให้ผมสร้างเกมสองดาวด้วย
ในกรณีนั้น ผมจำเป็นต้องสร้างเกมให้ได้สองดาวหรือเปล่า?
ไม่จำเป็น…
อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่ผมคิดในตอนแรก แต่พอมาลองทบทวนดูดี ๆ แล้ว ผมก็ตระหนักได้ว่ามันจำเป็น
“จริงสิ เกมสองดาวจะช่วยขยายฐานคนเล่นให้ฉันได้ด้วย”
โลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงคนธรรมดาทั่วไป
ในความเป็นจริง ผู้คนส่วนใหญ่เคยมีความข้องเกี่ยวกับเกตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พวกเขาจึงไม่ค่อยสะทกสะท้านกับเรื่องสยองขวัญหรือความระทึกเท่าไหร่นัก หากจะเล่นงานกลุ่มคนเหล่านั้น เรตติ้งหนึ่งดาวคงไม่เพียงพอ
เพื่อที่จะให้พวกเขาเกิดความสนใจ ผมต้องทำให้ได้อย่างน้อยสองดาว
“แถมยังไม่ต้องกังวลด้วยว่ามันจะน่ากลัวเกินไป เพราะเกมปรับระดับตามตัวคนเล่นให้เอง”
สิ่งนี้ช่วยคลายความกังวลของผมไปได้มากทีเดียว ในเมื่อไม่ต้องกลัวว่าเกมจะสยองเกินอีกต่อไปแล้ว ผมเลยกะจะใส่ไม่ยั้ง
และผมก็ทุ่มสุดตัวจริงตามที่คิดเอาไว้
ในช่วงชั่วโมงถัดมา ผมเริ่มตั้งค่าตัวเกม ตั้งแต่สคริปต์ไปจนถึงดีไซน์ต่าง ๆ และการจัดวางองค์ประกอบของฉาก
ทั้งหมดดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งสายตาของผมไปสะดุดเข้ากับส่วนหนึ่ง
[ร้านค้านักพัฒนา]
ผมมัวแต่จมอยู่กับงานจนไม่ได้สังเกตเห็นส่วนที่ปรากฏขึ้นมากะทันหันบริเวณมุมขวาล่างของหน้าจอ
ร้านค้านักพัฒนา?
ผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงุนงง เพราะเคยคุ้ยซอฟต์แวร์เล่นมาแล้วหลายครั้ง จึงค่อนข้างมั่นใจว่าก่อนหน้านี้มันยังไม่มี
แสดงว่า… มันเป็นฟีเจอร์ใหม่งั้นเหรอ?
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมจึงกดมันเข้าไป และทันทีหลังจากนั้น หน้าต่างขนาดใหญ่ก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอของผม
“พระเจ้าช่วย!”
─────
[ไกด์จิตนึกคิด]
ประเภท/ซอฟต์แวร์
ฟังก์ชั่น: เสียงเป็นมิตรที่คอยให้คำแนะนำ กำลังใจ หรือคำเตือนแก่ผู้เล่น— แต่ความจริงแล้ว มันคอยสังเกตการณ์อยู่ มันสามารถรับรู้สีหน้าและความคิดได้
เอฟเฟกต์: ทำลายกำแพงที่สี่[2]อย่างแนบเนียน ทำให้เกมรู้สึกมีชีวิตหรือถูกวิญญาณสิงสถิต— ปูทางให้ผู้เล่นกระทำในสิ่งที่ไม่คาดฝัน
เรตติ้ง : ★★★ [3.0]
ราคา : 95,000 SP
[ความทรงจำรั่วไหล]
ฟังก์ชั่น: ทำให้ผู้เล่นลืมสิ่งต่าง ๆ เป็นครั้งคราว เช่น ตำแหน่งของวัตถุบางชิ้น หรือการมีอยู่ของมอนสเตอร์ที่อยู่ข้างหลังพวกเขาพอดี
เอฟเฟกต์: สร้างความรู้สึกไม่สบายใจ ทำให้เกิดอาการหวาดระแวง— “ประตูนั่นเปิดอยู่ตลอดเลยเหรอ?” หรือ “ฉันเคยมาทางนี้แล้วไม่ใช่เหรอ?”
เรตติ้ง : ★★ [2.0]
ราคา : 41,000 SP
[หมอกกระซิบ]
คำอธิบาย: เอฟเฟกต์ด้านภาพ— หมอกที่ปรากฏในบางพื้นที่ พร้อมกับเสียงกระซิบที่กล่าวถึงการกระทำหรือความคิดก่อนหน้านี้ของผู้เล่น
เอฟเฟกต์: บ่งบอกว่าเกมกำลังสังเกตผู้เล่นอยู่ เสียงกระซิบอาจรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาโดยการทวนซ้ำในสิ่งที่ผู้เล่นไม่ควรพูดออกมาดัง ๆ
เรตติ้ง : ★½ [1.5]
ราคา : 19,000 SP
แค่มองไอเทมสามอย่างแรกเพียงแวบเดียวก็ทำเอาผมน้ำลายสอ
นี่มัน…
“บ้าไปแล้ว”
ผมแทบจะสั่นสะท้านเมื่อคิดภาพตัวเกมที่มีเอฟเฟกต์จากซอฟต์แวร์เหล่านี้อยู่ภายใน หากไฟล์บันทึกเสียงอันนั้นถือว่าใช้ได้ผลดีแล้ว นี่ก็คง… เบิกความเป็นไปได้ไร้ขีดจำกัด
…และที่สำคัญเลยคือ ไม่มีใครสามารถตรวจจับมันได้
ทว่ามีปัญหาอยู่อย่างเดียว
ราคา
…มันสูงจนน่าตลก
“ฮ่า”
ผมกุมใบหน้าด้วยมือทั้งสองข้างพลางจ้องมองบัญชีธนาคารของตัวเอง พอมองดูตัวเลขยาวเหยียดแล้วสลับไปที่ร้านค้า ผมก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้งหนึ่ง
“ฉันกำลังจะจนสินะ?”
เชิงอรรถ
[1] เกมที่มีอายุขัยสั้น (Short Lifespan Game) คือเกมที่ผู้เล่นเบื่อง่าย เล่นจบไว หรือไม่ได้รับความนิยมต่อเนื่องนาน ๆ ส่งผลให้คนเลิกเล่นภายในเวลารวดเร็ว
[2] ทำลายกำแพงที่สี่ (Breaks The Fourth Wall) คือเทคนิครูปแบบหนึ่งที่สิ่งสมมติมีการสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เล่นเพื่อทำลายความรู้สึกที่ว่าผู้เล่นเป็นเพียงคนเฝ้ามองอยู่หลังหน้าจอ