สู่วิถีอมตะ - บทที่ 830 ช่วงเวลาเป็นตาย เยือนอาจารย์
บทที่ 830 ช่วงเวลาเป็นตาย เยือนอาจารย์
ความมืดไร้ขอบเขตปกคลุมทั่วทั้งเขตแดนมารมืดทมิฬ หนึ่ง
หัตถ์โอฬารอันเต็มเปี่ยมด้วยกฎเต๋าเซียนขยุ้มเข้าใส่เจียงผิงอัน
เผชิญหน้ายอดฝีมือขอบเขตเซียนปฐพีเช่นนี้ เจียงผิงอันไร้
ความเป็นไปได้ในการเอาชนะใด ๆ
เจียงผิงอันไร้ลังเล เร่งศาสตราเซียนกำไลทลายมิติหนีทันที
“จะหนี? หนีได้ด้วยหรือ!” หมัวเสี้ยวเทียน ผู้นำเขตแดนมารมืด
ทมิฬแค่นยิ้มหยัน ฉีกมิติไล่ล่าตามไปทันที
ไม่นาน หมัวเสี้ยวเทียนก็ค้นพบว่าคนผู้นี้ใช้ศาสตราเซียนสาย
มิติขณะหลบหนี เสริมมิติเบื้องหลังเขาจนแข็งแกร่ง มิให้เขาไล่ล่า
ตามมาง่าย ๆ
การกระทำเช่นนี้ได้ผลกับยอดฝีมือในขอบเขตเซียนมนุษย์ แต่
หามีผลใด ๆ กับยอดฝีมือขอบเขตเซียนปฐพีเช่นเขา
มันลงมือฉีกมิติไล่ล่าตามคลื่นพลังมิติที่หลงเหลือ
แต่แล้ว หมัวเสี้ยวเทียนก็ค้นพบอย่างผิดคาดว่าอีกฝ่ายหนีเป็น
วงกลม หวนกลับมายังค่ายกลเคลื่อนย้ายอันนำสู่ภพเซียน!
เจียงผิงอันมายังดวงดาวที่ตั้งค่ายกลเคลื่อนย้าย เผชิญหอคอย
เซียนสูงตระหง่านแห่งหนึ่ง ใช้หมัดทำลายล้างกระบวนท่าที่สอง ‘ป่วน
บรรพ์’ ออกมา กระบวนท่านี้จะทำให้การโจมตีของศัตรูหวนคืนสู่
จุดเริ่มต้น ลดความเสียหาย ซึ่งก็คือการรวนกฎเกณฑ์
นี่มิใช่การโจมตีอันรุนแรงที่สุดของเขา แต่มีผลสั่นคลอน
กฎเกณฑ์อย่างอัศจรรย์
หอคอยเซียนที่เขาจู่โจมก็คือเนตรค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้ ขอเพียง
หอคอยเซียนนี้ถูกทำลาย ค่ายกลเคลื่อนย้ายก็จะถูกทำลายเช่นกัน!
ก่อนหน้านี้ยามเจียงผิงอันเสวนากับอีกฝ่าย เขาพยายามถ่วง
เวลาเพื่อหาเนตรค่ายกลเคลื่อนย้าย เพื่อที่จะทำลายค่ายกลให้ลุล่วง
“เวร! หยุดนะ!”
เมื่อเห็นเจียงผิงอันกำลังจะทำลายค่ายกลเคลื่อนย้าย หมัวเสี้ยว
เทียนก็โกรธเกรี้ยวยิ่งแล้วพุ่งเข้าหาเจียงผิงอันสุดความเร็ว ปราณอัน
น่าสะพรึงกลัวเขย่าทั้งเขตแดนมารมืดทมิฬสั่นสะท้าน
แม้สมาชิกเขตแดนมารมืดทมิฬของพวกมันจะทิ้งภพแร้นแค้นไป
แล้ว ค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้ก็ยังมีประโยชน์ ยามใดพวกมันเผชิญ
อันตรายในภพเซียนหรือขาดปราณ ก็ยังสามารถกลับมากลืนกิน
สิ่งมีชีวิตที่นี่เพื่อเติมพลังได้เสมอ
ค่ายกลนี้ใช้เวลาสร้างนับพันหมื่นปี หากถูกทำลายลง ครั้งจะ
สร้างใหม่ก็ลำบากแล้ว
ตู้ม!
หมัวเสี้ยวเทียนยังคงช้าเกินไป หมัดของเจียงผิงอันกระแทกเข้า
ใส่หอคอยเซียน ภายใต้ผลพิเศษของ ‘ป่วนบรรพ์’ อักขระเซียนราย
ล้อมก็เริ่มเสื่อมสลาย
ขณะเดียวกัน หมัวเสี้ยวเทียนก็พุ่งประชิดเจียงผิงอัน ออกหมัด
อันน่าสะพรึงกลัวใส่ศีรษะเจียงผิงอัน
เปรี้ยง!
เจียงผิงอันไร้หนทางใดจะหลบการโจมตีของยอดฝีมือระดับ
เซียนปฐพีพ้น และยังมิอาจขัดขืน ศีรษะของเขาระเบิดโพละทันควัน
เลือดเนื้อสาดกระจาย
แต่ร่างของเจียงผิงอันก็ปลาสนาการไปอย่างน่าประหลาด หวน
ปรากฏอีกครั้งนอกค่ายกลเคลื่อนย้าย
อำนาจกาลเวลาเป็นที่พึ่งสูงสุดของเขาในชีวิตนี้ ช่วยฟื้นชีวิตอัน
เจียนดับสลายของเขามาแล้วหลายครั้ง
แต่ความสามารถนี้มาพร้อมราคาแพงระยับ และไร้ความหมาย
ต่อยอดฝีมือมากนัก
แม้ยอดฝีมือจะฆ่าเขามิได้ในพริบตา แต่ก็ลงมือได้หลายครั้ง มิ
ช้าก็เร็วเขาก็จะหมดพลังตาย
หมัวเสี้ยวเทียนก็ทราบถึงผลลัพธ์นี้ อีกฝ่ายเป็นคนจาก ‘เขตหวง
ห้ามกาลเวลา’ ไม่มีทางตายในทันที และพร้อมจะพุ่งเข้ามาฆ่าอีกฝ่าย
ซ ้า ๆ
จากการลงมือเมื่อครู่ อีกฝ่ายเผยปราณในตัวออกมาแล้ว คนผู้นี้
มิใช่กระทั่งเซียน เป็นเพียงปุถุชนนามหนึ่ง รับการโจมตีได้ไม่กี่หน
เท่านั้น
เจียงผิงอันตะโกนออกมาทันที “ค่ายกลเคลื่อนย้ายร้าวแล้ว หาก
เจ้าออกมา จะไม่มีโอกาสไปภพเซียนอีก!”
ได้ยินเช่นนี้ หมัวเสี้ยวเทียนที่กำลังจะพุ่งออกนอกค่ายกลพลัน
ชะงัก หันมองทางเชื่อมมิติที่กำลังพังทลายด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว หาก
มันพุ่งออกมายามนี้ มันจะเสียโอกาสไปยังภพเซียนเช่นอีกฝ่ายว่า
จริง ๆ
“คอยก่อนเถอะ ตาเฒ่าผู้นี้บรรลุเป็นเซียนสวรรค์ยามใด จะ
กลับมาทวงแค้นกับพวกเจ้า ‘เขตหวงห้ามกาลเวลา’ แน่!”
หมัวเสี้ยวเทียนทิ้งคำอาฆาตอย่างกราดเกรี้ยวแล้วมิกล้าลังเล พุ่ง
เข้าทางเชื่อมมิติทันก่อนถล่มสิ้นพอดิบพอดี
เทียบกับชีวิตสหายร่วมเผ่าเพียงห้า การพาตัวเองไปให้ถึงภพ
เซียนสำคัญกว่า
ทางเชื่อมมิติถล่มลง อักขระเซียนเสื่อมสลาย สรรพสิ่งหวนคืนสู่
ความสงบ
“เฮ้อ~”
เจียงผิงอันผ่อนลมหายใจยาวอย่างโล่งอก อาภรณ์ของเขาชุ่ม
โชกด้วยเหงื่อไปหมดแล้ว
เมื่อครู่นี้ล้วนเป็นช่วงเวลาเป็นตาย
หากเมื่อครู่เขาหนี อีกฝ่ายจะตามมาทันแน่นอน มีแต่ต้องบีบ
บังคับให้อีกฝ่ายไปเสีย เขาจึงมีหวังรอดชีวิตมาได้
และเขาก็คิดถูกเสียด้วย
“เซียนปฐพีช่างน่ากลัวเสียจริง เอาชนะมิได้เลย”
เมื่อมาถึงขอบเขตเซียนมนุษย์ ไร้การแบ่งขั้นย่อยต้นกลางปลาย
แล้ว ความแตกต่างแต่ละขอบเขตมิต่างอะไรกับสามัญชนเทียบเซียน
แม้เจียงผิงอันจะมีร่างกายแข็งแกร่งเทียบได้กับขอบเขตเซียน
มนุษย์ แต่หมัดเดียวของอีกฝ่ายก็ยังสลายร่างเขาแหลกได้ มิอาจ
หยุดการโจมตีของตัวตนระดับนี้ได้เลย
โชคยังดีที่ทุกสิ่งจบลงแล้ว
หลังทำลายค่ายกล ยอดฝีมือระดับเซียนคิดกลับมาก็ไม่ง่ายแล้ว
เจียงผิงอันเหลือเวลาชีวิตเพียงหมื่นปี หวังเพียงจะใช้เวลาส่วนนี้
อยู่กับญาติมิตร
เมื่อคิดถึงเหล่าคนสนิท ดวงตาของเจียงผิงอันก็เรืองประกาย
อ่อนโยน อารมณ์กระสับกระส่ายของเขาค่อย ๆ ทุเลา ฉีกมิติสัญจร
สู่ต้าเซี่ย
ไร้ผู้ใดทราบว่าเจียงผิงอันได้ช่วยภพแร้นแค้นเอาไว้
เขาไม่สนใจว่าจะมีผู้ใดทราบ หวังเพียงว่าญาติมิตรของเขาจะ
สามารถใช้ชีวิตอย่างมั่นคงปลอดภัยและสงบสุข
ผู้คนมากมายที่เหยียบย่างสู่สนามรบมิได้หวังสร้างผลงานเพื่อ
ลาภยศ แต่หวังว่าญาติมิตรของตนที่แนวหลังจะได้มีชีวิตสุขสบาย
เจียงผิงอันฝึกฝนเนิ่นนานจนบัดนี้ มิใช่เพราะอยากได้สถานะ
สูงส่ง แต่เพราะหวังจะเป็นเซียน ฟื้นชีวิตบุพการีของเขากลับมา
ขณะนี้ เขาหวังให้ญาติมิตรรอบกายอยู่สบายไร้ห่วง ไม่มี
อันตรายใด ๆ
ต้าเซี่ย เมืองขนาดกลางแห่งหนึ่งในแดนบูรพา
เมื่อกาลผ่านไป เจียงผิงอันมอบทรัพยากรและอาวุธวิเศษให้ต้า
เซี่ยมากมาย ต้าเซี่ยจึงพัฒนาอย่างรวดเร็วสุดขีด ผู้น้อยอันเลิศล ้า
โดดเด่นปรากฏขึ้นมากมาย อีกสองสามพันปีก็อาจกลายเป็นขุม
กำลังชั้นนำภายใต้แดนศักดิ์สิทธิ์
เหตุที่เขาดูแลต้าเซี่ยเป็นอย่างดีก็เพราะอดีตองค์หญิงเก้าแห่งต้า
เซี่ย เซี่ยชิงช่วยเหลือเขาในอดีตมากมาย นอกจากนั้น อาจารย์คน
แรกของเขาหวังเหรินก็เป็นคนของต้าเซี่ย
เจียงผิงอันกลับมาต้าเซี่ยครั้งนี้ ก็เพราะอยากเยือนอาจารย์
และเซี่ยชิง รวมถึงน้องหู่นิวหลี่เยว่เยว่แห่งสำนักเพียวเหมี่ยวด้วย
เขาปล่อยจิตสัมผัสปกคลุมทั่วต้าเซี่ยอย่างง่ายดาย ด้วยพลัง
วิญญาณของเขาในปัจจุบัน การปกคลุมทั่วแดนบูรพาก็ทำได้ ขอ
เพียงเขาไม่อยากให้ผู้อื่นตรวจพบ บุคคลทั่วไปก็มิอาจไหวตัว
เจียงผิงอันพบอาจารย์เขาหวังเหรินอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้ หวังเหรินมิได้เฒ่าชราเช่นยามแรกพบแล้ว แต่ดูเหมือน
ชายวัยกลางคนสามัญผู้หนึ่ง ไว้หนวดเครายาว สอนสั่งผู้น้อยที่ลาน
ประลอง
“เสี่ยวหยาง เจ้าใจร้อนเกินไป ข้ารู้ว่าเจ้าอยากแข็งแกร่งขึ้น
อยากแสดงตัวตนของเจ้า เลยตั้งใจฝึกฝน แต่เจ้าก็หักโหมฝึกฝน
เกินไป ไม่หยุดคิดสักเล็กน้อย รากฐานไม่ดี ฝึกหนักไปก็ไร้ประโยชน์
เจ้าต้องหยุดแล้วครุ่นคิด ต้องเรียนการสร้างรากฐาน แล้วจึงเผย
ประสิทธิภาพได้มากกว่า”
หวังเหรินตักเตือนผู้ฝึกตนหนุ่มคนหนึ่ง
“แต่ว่า… ผู้อาวุโสหวัง ข้าไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร ไร้พรสวรรค์และผู้
ชี้แนะนี่ขอรับ” เด็กหนุ่มขบริมฝีปาก
“เจ้าหยุดฝึกไปก่อน เริ่มอ่านหนังสืออีกครั้ง ไม่ต้องร้อนใจ เดี๋ยว
ข้าจะชี้แนะเจ้าเอง” หวังเหรินกล่าว
ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “จ-… จริงหรือ
ขอรับ!”
ผู้อาวุโสหวังเหรินตรงหน้านี้คือบุคคลยิ่งใหญ่ซึ่งได้สอนสั่ง
อัจฉริยะอันดับหนึ่งของโลกหล้าผู้ฝึกตน และอัจฉริยะคนดังกล่าว
บัดนี้เป็นเจ้านิกายเทวมาร
ช่างเหลือเชื่อนักที่ผู้อาวุโสระดับนี้เต็มใจมาชี้แนะผู้มีพรสวรรค์
ดาษดื่นเช่นเขา
“จริงอยู่แล้วสิ พรสวรรค์สำคัญมากก็จริง แต่ความมานะสำคัญ
ยิ่งกว่า แม้การหักโหมของเจ้าจะโง่งมเหลือแสน แต่ขอเพียงปรับผิด
ให้เป็นถูก ต่อให้ภายหน้าไม่เรืองฤทธิ์ยิ่งใหญ่ เจ้าก็ยังมีการฝึกฝนที่
ดีได้”
หวังเหรินพูดยิ้ม ๆ
เขาเคี่ยวกรำผู้ฝึกตนโดยไม่สนพรสวรรค์ ชอบก็เพียงผู้มานะ
บากบั่น
เขาได้เห็นเหล่าเด็กหนุ่มสาวผู้ขันแข็งเหล่านี้ยามใด เขาก็จะนึก
ถึงคนผู้หนึ่ง เด็กหนุ่มคนนั้นมิได้มากพรสวรรค์ในกาลก่อน แต่บัดนี้
กลายเป็นผู้นำยักษ์ใหญ่ในโลกหล้าผู้ฝึกตนไปแล้ว
“ขอบคุณผู้อาวุโส! ขอบคุณผู้อาวุโส!”
เมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสหวังเหรินจะชี้แนะเขาจริง ๆ ผู้ฝึกตนหนุ่มก็รีบ
คุกเข่าลงขอบคุณ และทันใดนั้น เขาก็เห็นหนึ่งบุคคลปรากฏ
เบื้องหลังหวังเหริน เสียงของเขาขาดหายกะทันหัน
หวังเหรินเองก็สังเกตเห็นสายตาของผู้ฝึกตนหนุ่มแล้วหันมอง
ตามอย่างเผลอตัว
ชายหนุ่มรูปงามผึ่งผาย คู่เนตรพราวระยับมองมาทางเขาด้วย
รอยยิ้ม
เมื่อเห็นคนผู้นี้ ดวงตาของหวังเหรินก็เบิกกว้าง เผยสีหน้ายินดี
“ผิงอัน! ไม่สิ เจ้านิกายเจียง!”
มิคาดว่าเจียงผิงอันจะมาพบเขา เจียงผิงอันในขณะนี้ ไม่ว่าการ
ฝึกฝนหรือสถานะล้วนก้าวข้ามคนเฒ่าอย่างเขาไปไกลลิบ
“อาจารย์ อย่าเรียกข้าเป็นเจ้านิกายสิขอรับ ทำเป็นคนอื่นคน
ไกลไปได้” เจียงผิงอันคลี่ยิ้ม “หากท่านว่างอยู่ ไปดื่มสุรากันหน่อย
ไหมขอรับ”
“ได้”
หวังเหรินสุดปรีดา ก่อนจะหันมามอบหนังสือสองสามเล่มให้เด็ก
หนุ่มผู้คุกเข่าอยู่บนพื้น “เจ้าเอาหนังสือพวกนี้ไปอ่านก่อน อย่าใจ
ร้อนด่วนฝึกฝน”
ว่าแล้ว เขากับเจียงผิงอันก็จากไป
เด็กหนุ่มคุกเข่าตะลึงนิ่งกับที่ จากวาทะของสองฝ่าย เขาก็พอ
เดาได้แล้วว่าชายผู้ปรากฏตัวเมื่อครู่ก็น่าจะเป็นเจียงผิงอันในตำนาน!
เจียงผิงอันมีตำนานมากมายนัก ทั้งประชันบรรพชนจระเข้กลืน
สวรรค์ กวาดล้างอัจฉริยะเผ่าปีศาจสมุทรทะเลบูรพา พิชิตเผ่ามาร
แดนอุดร เป็นที่ตื่นตะลึงในยุคสมัย
น่าเสียดายที่ลือกันว่าการฝึกฝนของเขาถูกถ่วงรั้ง มิอาจพัฒนา
ต่อไปได้
แต่ถึงอย่างนั้น ชายผู้นี้ก็ยังเป็นบุคคลที่ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนชื่น
ชม
มิคาดว่าวันนี้เขาจะได้พบตำนานเช่นนี้เข้า!
เด็กหนุ่มบรรจงเก็บหนังสือที่ผู้อาวุโสให้ไว้ แม้หนังสือเหล่านี้จะ
หาได้ทั่วไป ตัวเขาก็เคยอ่านมันมาก่อน แต่เขาก็แค่อ่านมันผ่าน ๆ
ก่อนหน้านี้เขาใจร้อนเกินไป จำอะไรไม่ได้มากนัก
จากวันนี้ไป เขาอยากจะเริ่มฝึกฝนใหม่ ทิ้งปัญหาความวู่วามเสีย
ตราบใดที่เขาทำตามวาทะผู้อาวุโสหวังเหริน บางทีภายหน้าเขาก็อาจ
ประสบความสำเร็จอะไรบ้าง
ขณะเดียวกัน ในห้องฝึกฝนของหวังเหริน
เจียงผิงอันและหวังเหรินนั่งดื่มสุราตรงข้ามกันที่โต๊ะ
เจียงผิงอันเห็นว่าอาจารย์จนท่าทางเกร็ง ๆ เล็กน้อย จึงนำสุรา
จากภพเซียนออกมาดื่มฉลองให้เขาหลายรอบ เมื่อหวังเหรินดื่มมาก
เข้า ท่าทีเกร็ง ๆ ก็ค่อย ๆ สลายหาย เริ่มคายสัจธรรมออกมา
“ว่าตามตรง ถูกเจ้าเรียกเป็นอาจารย์นี่กดดันยิ่ง กาลก่อนข้าก็
มิได้สอนอะไรเจ้ามากนัก ตาเฒ่าผู้นี้มิคู่ควรเลย”
“อาจารย์ ท่านคิดมากไปแล้วขอรับ เหมือนที่ท่านสอนผู้ฝึกตน
คนเมื่อครู่นั่นแหละ รากฐานสำคัญมาก ๆ การปรากฏตัวของอาจารย์
ก็เหมือนรากฐานของข้า เป็นส่วนสำคัญของชีวิตข้านะ”
เจียงผิงอันไม่สนใจเรื่องการฝึกฝนและสถานะของหวังเหริน เขา
มิใช่พวกที่พอก้าวหน้าสักหน่อยก็ไร้ผู้ใดในสายตา เป็นอาจารย์เขา
หนึ่งวัน ก็เท่ากับเป็นอาจารย์เขาชั่วชีวิต
หวังเหรินมองชายผู้ไม่วางตัวตรงหน้าเขาแล้วหัวเราะร่า ดื่มสุรา
เข้าปากไปอีกจอก “ฮ่า ๆ สุรานี้ดีจริงแท้ แต่คนผู้นี้ดีกว่า”