สู่วิถีอมตะ - บทที่ 828 ยังอ่อนแอไปนัก
บทที่ 828 ยังอ่อนแอไปนัก
ณ มิติภายในอ่างสัมฤทธิผล เจียงผิงอันลำพังประมือห้ายอด
ฝีมือระดับเซียน
ศึกนี้ดุเดือดราวพายุโหม เรือนผมดำของเจียงผิงอันปลิวไสว
ร้อนผลาญดุจเปลวเพลิงกลางราตรี สะท้อนใบหน้าเคร่งขรึมของเขา
กฎเต๋าเซียนพร่างพราวทั่วฟ้า สารพัดวรยุทธ์เซียนเรืองรองทั่ว
มิติ ปราณมารพุ่งปะทะจิตสังหาร ระเบิดฤทธิ์ชวนสะพรึง
ฉึก!
หัวใจของเจียงผิงอันถูกกระบี่เซียนเล่มหนึ่งแทงใส่ โลหิตทะลัก
ไหลดุจธารระริน ย้อมอาภรณ์เขาแดงฉาน ใบหน้าซีดขาวดุจ
กระดาษโดยพลัน
เจียงผิงอันทนความเจ็บปวดรุนแรงคว้าตรึงกระบี่เซียนอันคมกริบ
ด้วยมือซ้าย ขณะเหวี่ยงหมัดขวาแผลงฤทธิ์ยิ่งใหญ่
ตู้ม!
พริบตานั้น เซียนมารเจ้าของกระบี่ก็ร่างหายไปครึ่งหนึ่ง
เจียงผิงอันถีบมันลงสู่ทะเลโลหิต ลับหายไปทันที
ขณะเดียวกัน เซียนมารอีกตนฉวยโอกาสเหวี่ยงพลองเซียนใส่
ศีรษะเจียงผิงอัน เกราะรบวิญญาณศึกแตกร้าว โลหิตย้อยลงจาก
หน้าผาก กลบทัศนวิสัยตรงหน้า
เจียงผิงอันประเมินความแข็งแกร่งของมารเหล่านี้ต ่าไป เขาคิด
ว่าอีกฝ่ายจะจัดการง่ายเหมือนเซียนในภพบุกเบิก
เขาใช้งานกำไลทลายมิติหนีออกจากวงล้อม ก่อนจะใช้วิชาลับ
จิตวิญญาณ ‘เวียนกำเนิด’ สุดกำลัง
ยอดฝีมือระดับเซียนจากภพเซียนซึ่งถูกสังหารลงผู้หนึ่งปรากฏ
ตัวขึ้น
ยอดฝีมือผู้นี้ก็คือเซียนซึ่งลอบเล่นงานศิษย์พี่หญิงเหมียวเสีย
เคลื่อนย้ายนางสู่เวิ้งจักรวาล มีพรสวรรค์ธาตุน ้าแข็งแกร่ง เมื่อเจียง
ผิงอันโคจรพลังวิญญาณ ยอดฝีมือผู้นี้ก็ใช้พรสวรรค์แช่แข็งเซียน
มารได้สามตนทันที
ฉวยโอกาสขณะถูกแช่แข็งนี้ เจียงผิงอันกางปีกเทวะ นำกิ่งมาร
สะเทือนสรวงซึ่งถูกยกระดับเป็นศาสตราเซียนออกมาฟาดใส่เซียน
มารซึ่งมิได้ถูกแช่แข็ง ใช้วรยุทธ์เซียน ‘สิบสองกระบวนพลองมังกร
ทะยาน’ ทวีฤทธิ์ทุกรอบโบย กวาดอำนาจชวนขนลุกใส่เซียนมารตน
นี้ดุจคลื่นยักษ์ถาโถม
เซียนมารตนนี้ถูกรุกไล่ถอยร่น ขวัญหนีดีฝ่อ มิเคยคิดฝันว่า
ปุถุชนผู้หนึ่งจะมีอำนาจน่ากลัวเพียงนี้ กระทั่งเซียนอย่างมันยังเกิน
หยุดยั้ง
“พวกเจ้ารีบออกมาเร็ว ข้าผู้เดียวหยุดเขาไม่ได้!”
เซียนมารผู้ตกเป็นเป้าขอความช่วยเหลือจากพรรคพวกอีกสาม
ซึ่งถูกแช่แข็ง
เซียนมารอีกสามตนก็อยากหลุดพ้นโดยเร็วเช่นกัน แต่อำนาจ
แช่แข็งนี้รุนแรงเกินไป พวกมันมิอาจสลัดหลุดได้ในกาลอันสั้น
ขณะเจียงผิงอันต่อสู้ พวกมันทั้งสามก็เร่งพลังโจมตีน ้าแข็งรอบ
ตัวอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน
เมื่อเวลาผ่านไป รอยร้าวก็เริ่มปรากฏบนก้อนน ้าแข็งรายล้อม
ค่อย ๆ ขยายกว้างขึ้นอย่างช้า ๆ และเมื่อรอยร้าวลามมาถึงพื้นผิว
นอกสุด พวกมันทั้งสามก็กระตุ้นปราณทั้งกายอย่างเต็มที่พร้อม
เพรียง
เปรี๊ยะ!
ในที่สุดน ้าแข็งก็ระเบิดออก ทว่าขณะเดียวกันนั้น กิ่งมารสะเทือน
สรวงของเจียงผิงอันก็ฟาดใส่ศีรษะมารตนที่สี่อย่างจังจนเลือดเนื้อ
แตกกระจาย ถูกทะเลโลหิตอันเชี่ยวกรากกลืนหายไป
ร่างของเจียงผิงอันโชกเลือด ในมือถือพลองเปื้อนเลือด บุกจู่โจม
เซียนมารที่เหลือทั้งสาม
เห็นเช่นนี้ หัวใจเซียนมารทั้งสามก็สั่นสะท้านรุนแรง ในฐานะ
ยอดฝีมือระดับเซียน การตกตายยากเย็นนัก แต่พวกมันทั้งห้ารุม
โจมตีปุถุชนคนเดียว กลับตกตายไปสอง!
พลังกลืนกินของคนผู้นี้น่าสะพรึงกลัวสุดขั้ว ขอเพียงถูกกลืนเข้า
ไป ก็เท่ากับตายแน่ ๆ
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ พลังกลืนกินของเขาเติมปราณให้อีก
ฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ไม่มีเค้าลางจะเสื่อมถอยหมดพลังใด ๆ
ทุกครั้งที่เจียงผิงอันพิชิตเซียนได้ จิตสังหารของเขาก็ยิ่งรุนแรง
จากผลของคัมภีร์ตัดชีวิต
จิตสังหารเหล่านี้ควบแน่นรายล้อมตัวเจียงผิงอัน เกิดเป็นไอ
หมอกสีเลือด ยามจิตสังหารสีเลือดเหล่านี้เคลื่อนผ่านเหล่าเซียนมาร
ก็ถึงกับทำร้ายพวกมันได้
ความเสียหายนี้สามารถสร้างบาดแผลแก่กาย กระทบจิตใจ และ
ทำลายจำนงศึกของพวกมันได้
ศึกอันดุเดือดนี้ยิ่งทวีความเข้มข้นตามกาล ร่างกายของเจียงผิง
อันเพิ่มบาดแผลมากขึ้นเรื่อย ๆ เกราะวิญญาณศึกแหลกร้าว กระดูก
ขาวปรากฏชัดเจน ปราณมารในตัวเซียนมารทั้งสามน้อยลงเรื่อย ๆ
ยากจะใช้วรยุทธ์เซียนซึ่งต้องใช้ปราณเซียนมหาศาลได้แล้ว
“ห้าวันแล้ว ยังจัดการพวกนี้ไม่ได้ ยังอ่อนแอไปนัก เผชิญเซียน
มนุษย์แค่ห้ายังทุลักทุเลเพียงนี้”
เจียงผิงอันพึมพำกับตนเอง
วาทะเหล่านี้แสลงโสตสำหรับเซียนมารที่เหลือทั้งสามยิ่ง มาร
ระดับเซียนมนุษย์ทั้งห้าเช่นพวกมันรุมโจมตีปุถุชนคนเดียว ตกตาย
ไปสองไม่พอ อีกฝ่ายกระทั่งพูดว่าตนอ่อนแอเกินไป คลับคล้ายเจ้า
เด็กนี่จะจงใจกวนโมโหพวกมัน
เจียงผิงอันมิได้ตั้งใจเช่นนั้น เขาแค่ทอดถอนใจแก่ตนที่มิอาจ
เป็นเซียน หากเขาอยู่ระดับเดียวกับอีกฝ่าย ไม่มีทางสะบักสะบอมได้
เพียงนี้แน่นอน
“เจียงผิงอัน ปล่อยเราออกไปเดี๋ยวนี้ แล้วจะถือว่าความแค้นของ
เราจบสิ้น เราเขตแดนมารมืดทมิฬมียอดฝีมือระดับเซียนปฐพีอยู่ ไม่
ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางเทียบฤทธิ์เซียนปฐพีได้ เจ้ากับ
ญาติมิตรตายกันหมดแน่!”
มารสวรรค์รู้ว่าโอกาสชนะศึกนี้ริบหรี่ยิ่ง ก็เริ่มใช้วิธีข่มขู่
เมื่อได้ยินว่าเขตแดนมารมืดทมิฬมียอดฝีมือระดับเซียนปฐพี
อารมณ์ของเจียงผิงอันก็เคร่งขรึมสุดขีด แม้ยามนี้เขาจะเอาชนะยอด
ฝีมือขอบเขตเซียนมนุษย์ได้ แต่ไม่มีทางประมือยอดฝีมือขอบเขต
เซียนปฐพีได้แน่
แต่เจียงผิงอันก็ไม่หยุดมือ การโจมตีของเขายังทวีความดุเดือด
ขึ้นด้วย
“เจียงผิงอัน ยังโจมตีมาอีก ไม่กลัวตายหรือไร!” มารสวรรค์แผด
เสียง ปราณมารทะลักคลุ้ง
“กลัว แต่เพราะกลัวตาย เลยต้องจัดการพวกเจ้า”
คำพูดเช่นนี้ทำได้แค่หลอกเด็ก หากไว้ชีวิตพวกมัน พวกมันได้
เกณฑ์พวกมารุมโจมตีพวกเขาอีกน่ะสิ
มีแต่ต้องฆ่าตัดปัญหาล่วงหน้า ภายหลังจะได้รับมือสบายขึ้น คน
โง่เท่านั้นจะปล่อยพยัคฆ์คืนภู
เจียงผิงอันใช้วิชาลับ ‘ลักษณ์วิญญาณศึก’ ซึ่งแตกแขนงจาก
วิชาเทียมเทพสงคราม เงามายาอันมหึมาเกินใดเปรียบปรากฏขึ้น
กลางเวหา ปราณอันน่าสะพรึงกลัวทำให้กฎฟ้าดินอันสะท้านเทิ้ม
หยุดนิ่งเฉียบพลัน
ขณะนี้ เจียงผิงอันได้เรียนวิชาลับในวิชาเทียมเทพสงครามเพียง
สองแขนง ซึ่งก็คือ ‘ร่างวิญญาณเทวา’ อันมีพลังป้องกันเบ็ดเสร็จ
และ ‘ลักษณ์วิญญาณศึก’ ซึ่งสามารถทุ่มปราณทั้งหมดในการโจมตี
เหนือขีดจำกัด
เขาเพิ่งกลืนกินเซียนไปสอง ย่อยปราณส่วนใหญ่ในกายทั้งสอง
ไปแล้ว ยามนี้เมื่อใช้ ‘ลักษณ์วิญญาณศึก’ ออกมา พลังจากมันจึงน่า
สะพรึงกลัวสุดแสน
วิญญาณศึกขนาดมหึมาเหยียบย่างเหนือธรณี มวลดาราโคจร
บนศีรษะ เงื้อหมัดโอฬารออกหมัดทำลายล้างอันแข็งแกร่งที่สุด ‘ไร้
จำนน’ ซึ่งผสานกับความเชื่อมั่นไร้สั่นคลอนเข้าใส่ทั้งสาม ฉีกทึ้งสุญ
ตาตลอดทาง
ทั้งสามต่างตกใจ พลังจากหมัดนี้เกินระดับพลังของยอดฝีมือ
ขอบเขตเซียนมนุษย์จะใช้ได้อย่างแน่นอน!
พวกมันอยากหนี แต่ก็พบว่าถูกอำนาจทรงพลังสะกดไว้ ไร้
หนทางหนีพ้น มีแต่ต้องมองหมัดนั้นโรยลงจากฟ้า
หนึ่งหมัดทลายโลกา บรรพตลำธารในอ่างสัมฤทธิผลสลายหาย
สุญตาร้าวถล่ม โปรยปรายเศษซากไปทั่วทิศ พลังอันน่าสะพรึงกลัว
เกือบเกินขีดจำกัดที่อ่างสัมฤทธิผลจะรับไหว รอยร้าวก็เริ่มไต่ลามบน
อ่างสัมฤทธิผล
เซียนมารทั้งสามก็แหลกเป็นชิ้น ๆ
แต่พวกมันก็มิได้ตกตาย
ไม่ว่าการโจมตีของเจียงผิงอันจะแข็งแกร่งเพียงไร หากมิใช่พลัง
กลืนกินก็ไร้ทางใดปลิดชีพพวกมันอย่างถาวร เว้นแต่จะผลาญโลหิต
พวกมันรายหยด
มีเพียงโคจรพลังกลืนกินด้วยคัมภีร์มารกลืนสวรรค์ จึงสังหาร
พวกมันได้ง่ายดาย
เขากางเขตแดนทะเลโลหิต กลืนเลือดเนื้อของเซียนมารทั้งสาม
“เจียงผิงอัน! เจ้าจบสิ้นแล้ว ฆ่าเราไป เราเขตแดนมารมืดทมิฬ
ไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่! เราเขตแดนมารมืดทมิฬร่วมมือกับราชวงศ์เซียน
สกุลเยี่ย ขุมกำลังสูงสุดในภพเซียนอยู่ พวกเขามีกระทั่งเซียนสวรรค์
และตัวตนแข็งแกร่งกว่านั้น ฆ่าเจ้าได้ง่ายนิดเดียว!”
เกราะบนตัวมารสวรรค์แหลกเละ ร่างกายเหลือเพียงหนึ่งส่วน
จากห้า จ้องมองเจียงผิงอันอย่างเคืองแค้นพลางแผดเสียงอย่างไม่เต็ม
ใจ
มันเป็นถึงเซียนผู้สูงส่ง มีโอกาสได้ไปเผชิญโลกกว้างที่ภพเซียน
แล้วแท้ ๆ แต่มิคาดว่าก่อนจะจากจร เขาจะมาถูกปุถุชนผู้หนึ่งพิชิต
ลงเช่นนี้
สีหน้าของเจียงผิงอันเฉยชา “เจ้าคิดมากไปแล้ว ตัวตนระดับนั้น
ไม่มาหาข้าด้วยเรื่องแค่นี้หรอก มิต้องพูดถึงว่า พวกเขาจะกล้ามา
หรือ? ที่นี่คือสถานที่ซึ่งกู่ตี้เคยพำนัก หากพวกเขาไม่อยากตายก็ไม่
ยุ่งหรอก”
สีหน้าของมารสวรรค์แข็งค้าง จริงด้วย เซียนสวรรค์หรือจะมา
ล้างแค้นให้มัน
มารสวรรค์เปลี่ยนท่าทีเป็นอ้อนวอนทันที “ปล่อยข้าไปเถอะ เจ้า
ก็เป็นผู้ฝึกตน รู้ว่าการฝึกฝนมันไม่ง่าย ข้ามาไกลเพียงนี้อย่างยาก
เข็ญ ข้าจะไปภพเซียนเดี๋ยวนี้เลย และสาบานต่อเต๋าสวรรค์ได้ว่าหาก
เจ้าปล่อยข้าไป ข้าจะไม่กลับมาล้างแค้นอีกแน่นอน”
มันเสียใจภายหลังนัก หากรู้เช่นนี้แต่แรก มันก็ไม่น่ากลับมา
เหยียบเท้าเจียงผิงอันผู้นี้เลย
“ไม่เอา เจ้าตายไปจะดีกว่าสำหรับข้า” เจียงผิงอันไม่ให้โอกาส
อีกฝ่ายพูดพล่าม ตรวนประกาศิตพุ่งออกจากในทะเลโลหิตกลืนกิน
รัดพันตัวมารสวรรค์แล้วลากลงไป
มิติภายในอ่างสัมฤทธิผลหวนสู่ความสงบ
“มิคาดเลยว่าผ่านไปแค่พันปี เจ้าจะเติบโตถึงเพียงนี้แล้ว” เสียง
จากจิตศาสตราของอ่างสัมฤทธิผลทอดถอนใจ
มันยังจำยามแรกพบกับเจียงผิงอันได้ อีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กหนุ่ม
วัยสิบสี่ มิอาจแม้แต่ประทังปากท้อง อ่อนแอเกินบรรยาย
ผ่านไปเพียงพันกว่าปี ยามนี้เขาก็ใช้เพียงกำลังตนพิชิตยอด
ฝีมือระดับเซียนห้าตนได้แล้ว
เด็กหนุ่มในกาลนั้น บัดนี้กลายเป็นบุคคลสูงสุดแห่งภพแร้นแค้น
“ต้องขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยดูแลกันตลอดมาขอรับ” เจียงผิงอัน
กล่าวขอบคุณ
“ไม่เกี่ยวกับข้าหรอก ตลอดกาลนานมา มีผู้ได้รับข้าอยู่มากมาย
บางส่วนตกตายแม้มีข้า นอกจากราชันศักดิ์สิทธิ์แล้ว เจ้ายอดเยี่ยม
ที่สุด”
อ่างสัมฤทธิผลรู้ว่าเหตุผลหลักที่เจียงผิงอันบรรลุถึงจุดนี้ได้เป็น
เพราะความเชื่อมั่นไร้สั่นคลอน ไม่ว่าเผชิญอุปสรรคใด ๆ แม้สิ้นหวัง
ก็ยังสู้ตายเพื่อแลกความหวังมีชีวิตรอด
ผู้ฝึกตนมากมายมีจุดเริ่มต้นสูงกว่าเจียงผิงอัน มีโอกาสกระทั่งจะ
ก้าวข้ามเจียงผิงอัน แต่น้อยนักจะประสบความสำเร็จได้เช่นนี้
“ผู้อาวุโส ข้าจะซ่อมท่านภายหลังแน่นอน ทว่ายามนี้ข้ายังมีเรื่อง
อื่นต้องทำ”
หลังจัดการเซียนมารทั้งห้า เจียงผิงอันหาได้ยินดี
ก่อนหน้านี้ เซียนมารเหล่านี้พูดว่าพวกมันเขตแดนมารมืดทมิฬ
เปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายสู่ภพเซียนไว้ ยามนี้เขาต้องจัดการกับเรื่องนี้
ก่อน
หากเซียนจากภพเซียนข้ามค่ายกลเคลื่อนย้ายมา นั่นจะ
กลายเป็นมหันตภัยของภพแร้นแค้น
หลังออกมาจากอ่างสัมฤทธิผล ยอดฝีมือจากนิกายเทวมาร
มากมายก็จับสัมผัสปราณของเจียงผิงอันได้แล้วกรูกันเข้ามาหา
“เจ้านิกาย เซียนทั้งห้าเล่า?”
หลายวันมานี้ คนจากนิกายเทวมารอยู่กันอย่างอกสั่นขวัญ
แขวน กลัวว่าเซียนจากเขตแดนมารมืดทมิฬจะกลับมา เมื่อพวกเขา
เห็นเจียงผิงอันกลับมา ก็รีบถามถึงอีกฝ่าย
“จัดการเรียบร้อย แต่เจ้านิกายผู้นี้ยังมีธุระอื่นต้องทำ” เจียงผิงอัน
ไม่บอกอะไรพวกเขามากนัก ก่อนจะฉีกมิติหายไปทันที
“จัดการเรียบร้อย?”
เมื่อได้ยินวาทะเจ้านิกาย ศิลาซึ่งกดทับหัวใจเหล่าคนจากนิกาย
เทวมารก็หล่นร่วงไปเสียที
“นั่นเซียนห้าตนเลยนะ เจ้านิกายจัดการได้อย่างไรกัน?”
“ยังต้องถามอีกหรือ ฮูหยินเจ้านิกายผู้นั้นมาจากภพเซียน ต้อง
ยังมียอดฝีมือจากภพเซียนผู้อื่นอีกแน่ ยอดฝีมือต้องยื่นมือช่วยเหลือ
จึงจัดการเซียนทั้งห้าได้”
“แต่เจ้านิกายไปหาเซียนเหล่านั้นมาได้อย่างไรกัน?”
คนทั้งหลายงุนงง ไฉนเซียนจากภพเซียนจึงมายังแดนปุถุชนได้?
พบเจ้านิกายได้อย่างไร? แล้วเจ้านิกายเกี้ยวนางเซียนมาเคียงกายได้
อย่างไร?
เจ้านิกายมีความลับมากมายจนเกินมองเห็น
ไม่ว่าพวกเขาจะประจักษ์ปริศนาของเจ้านิกายได้หรือไม่ ทั้งหมด
นี้ก็ยังเป็นเรื่องดีสำหรับนิกายเทวมาร และในภายหน้า พวกเขานิกาย
เทวมารก็จะมีความช่วยเหลือจากเซียน ภายหน้าอยู่เฉย ๆ ก็เรือง
ฤทธิ์ดุจราชาได้
การมีเจียงผิงอันอยู่ทำให้พวกเขานิกายเทวมารนับวันยิ่ง
แข็งแกร่ง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป บางทีสักวัน พวกเขานิกายเทวมาร
อาจได้เป็นนิกายอันดับหนึ่งของโลกหล้าผู้ฝึกตนก็เป็นได้