สู่วิถีอมตะ - บทที่ 826 ยอดฝีมือจากเขตแดนมารมืดทมิฬกรีธาทัพ
บทที่ 826 ยอดฝีมือจากเขตแดนมารมืดทมิฬกรีธาทัพ
“ขอต้อนรับทูตจากภพเซียน”
ยอดฝีมือจากเขตแดนมารมืดทมิฬกุมกำปั้นคารวะยอดฝีมือจาก
ภพเซียนผู้ปรากฏกาย
พวกมันเขตแดนมารมืดทมิฬติดต่อกับภพเซียนมาหลายปี สร้าง
ค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามภพภูมิเพื่อเตรียมจากภพแร้นแค้นอันกันดาร
ไปยังภพเซียน
แม้การสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายจะเป็นการเปิดเผยตำแหน่งของ
ภพแร้นแค้นและเป็นอันตรายต่อตัวตนในภพแร้นแค้น แต่เรื่องนี้เกี่ยว
อะไรกับพวกมันเขตแดนมารมืดทมิฬ พวกมันจะไม่อยู่แล้วนี่
นอกจากนั้น พวกมันยังคิดฆ่าล้างละเลงเลือดก่อนจาก ดูดซับ
พลังเติมให้ตัว แล้วจึงมุ่งหน้าสู่ภพเซียน พวกมันเขตแดนมารมืด
ทมิฬนับเป็นวิกฤติหนึ่งในตัวเองกันอยู่แล้ว
ทูตจากภพเซียนผู้นี้สัมผัสปราณอันบกพร่องในฟ้าดินภพ
แร้นแค้น ก็หมดความสนใจทันที
พวกเขาใคร่รู้เรื่องภพแร้นแค้น บ้านเกิดของมหาจักรพรรดิมา
ตลอด และอยากมาดูว่าที่นี่แตกต่างตรงไหน คิดว่ามันต้องเป็นแดน
ดินอันพิเศษยิ่ง กฎฟ้าดินต้องไม่ธรรมดา มิคาดว่าระดับจะต ่าถึงเพียง
นี้ กระทั่งกฎเกณฑ์ยังไม่สมประกอบ
ตัวตนในภพนี้ถือได้เป็นเพียงเสบียงกระจอกเท่านั้น
แต่ตัวตนที่อ้างว่ามาจากเขตแดนมารมืดทมิฬเหล่านี้ยังมี
ประโยชน์อยู่บ้าง มียอดฝีมือระดับเซียนปฐพีอยู่สอง ยอดฝีมือระดับ
เซียนอีกสิบ ถือได้ว่ามีพลังต่อสู้นิดหน่อย ช่วยงานได้มากทีเดียว
“เอาล่ะ ไปกับข้าเสีย ขอเพียงพวกเจ้าภักดีกับเราราชวงศ์เซียน
สกุลเยี่ย เราราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยก็จะไม่มีทางปฏิบัติแย่ ๆ กับพวก
เจ้า” น ้าเสียงของทูตจากภพเซียนผู้นี้เจือความถือตัวจากภายใน
เขามาจากราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย ราชวงศ์ชั้นนำซึ่งเป็นใหญ่ใน
หนึ่งแดนดินภพเซียน อำนาจยิ่งใหญ่ สถานะสูงส่ง
เซียนมารปฐพีตนหนึ่งเอ่ยขึ้น “ท่านทูต ก่อนเราจะไปภพเซียน
เราต้องทิ้งคนส่วนหนึ่งไว้ทำธุระบางอย่างก่อน”
“รีบจัดการโดยเร็วที่สุด อย่ามัวชักช้า ช่วงนี้เรากำลังเตรียมฉวย
โอกาสชุลมุนโจมตีแดนจันทร์มายาข้าง ๆ เราอยู่ ต้องการพลังต่อสู้
อย่างเร่งด่วน” ทูตจากภพเซียนกล่าวเนิบ ๆ
เซียนมารปฐพีกล่าว “แค่กินหนอนแมลงไม่กี่ตัว ไม่นานหรอก
ท่าน ส่งไปไม่กี่ตนก็ทำได้แล้ว”
เซียนมนุษย์จากราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยพยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก
แล้วหันกายจาก
เดิมที เขายังอยากสำรวจภพแห่งนี้ แต่ที่นี่ก็กระจอกเกินกว่าให้
ใส่ใจ
เซียนมารปฐพีกล่าวกับยอดฝีมือระดับเซียนอีกห้าตน “พวกเจ้า
ทั้งห้าไปปล้นเผ่ามนุษย์เสีย ภพเซียนโหดร้ายยิ่งกว่าที่นี่ ต้องเตรียม
ทรัพยากรไว้จัดการทุกปัญหาและวิกฤติที่อาจเกิด”
“ได้ยินว่าเจ้านิกายเทวมารที่แดนอุดร เจ้าคนชื่อเจียงผิงอันหรือ
อะไรนั่นเหมือนจะมีทรัพยากรมากมาย ขายอาวุธวิเศษระดับสูงและ
โอสถไปทั่วตลอดหลายปี พันปีก่อนก็ฆ่าอัจฉริยะของเราเขตแดน
มารมืดทมิฬไปมากมาย คนผู้นี้และนิกายต้องถูกกำจัด”
“ขอรับหัวหน้าเผ่า”
หลังจากยอดฝีมือทั้งห้าขอบเขตหวงห้ามคารวะลา ก็เหินไปทาง
ถิ่นที่มั่นเผ่ามนุษย์
“เจียงผิงอันนั่นให้ข้าจัดการเอง”
มารสวรรค์ปริปากพูดอย่างอารมณ์เสีย มันยังไม่ลืมว่าเมื่อพันปี
ก่อน เด็กเวรนี่พูดหมิ่นเกียรติมัน
ไอ้โง่เจียงผิงอันฝึกฝน ‘มารสวรรค์เก้าแปร’ สุ่มสี่สุ่มห้า ยามนี้
พัฒนาการฝึกฝนยังไม่ได้ ต้องยังติดอยู่ในระดับเคล็ดพลังไปไหน
มิได้แน่
ก่อนหน้านี้ พวกมันไม่กล้าลงมือกับเผ่ามนุษย์ก็เพราะกลัวดึง
ความสนใจเซียนผู้อื่นและกู่ตี้มา แต่ยามนี้เมื่อพวกมันจะไปจากภพ
แร้นแค้นรอมร่อ ก็ไม่สนเรื่องเหล่านั้นอีกต่อไป ยามนี้แผลงฤทธิ์ได้
เต็มที่แล้ว
“ทางฝั่งมนุษย์มีเซียนผู้หนึ่ง ชื่อเฉียนฮวั่นโหรว ระวังไว้ด้วยนะ”
เซียนมารข้าง ๆ กันเอ่ยปาก
มารสวรรค์กล่าวขัด “ไม่ต้องคิดมากหรอก ถึงอีกฝ่ายจะบรรลุ
เซียน แต่ในยุคสมัยที่กฎเกณฑ์ไม่สมประกอบเช่นนี้ เป็นเซียนไปก็
เหมือนเซียนพิการ ไม่เหมือนเราซึ่งบรรลุเซียนแต่โบราณ กฎฟ้าดิน
มิได้พินาศเท่ายามนี้”
“นอกจากนั้น เรายังมีวิธีฝึกฝนจากภพเซียน ถึงพลังต่อสู้จะไม่
ครบเครื่องเท่าเซียนร่วมระดับในภพเซียน แต่ก็มิได้แย่ มิใช่ผู้ที่คน
อย่างเฉียนฮวั่นโหรวจะเทียบชั้นได้หรอก”
“ต่อให้เฉียนฮวั่นโหรวแข็งแกร่งมากมาย นางคนเดียวจะพิชิต
ยอดฝีมือทั้งห้าจากฝั่งเราได้หรือ?”
ในยุคสมัยนี้ เผ่ามนุษย์มีเซียนเพียงเฉียนฮวั่นโหรวคนเดียว มิใช่
ผู้ที่พวกมันสนใจเลย
ยอดฝีมือทั้งห้าห้อตะบึงสู่ถิ่นมนุษย์ เตรียมจัดการเจียงผิงอัน
ก่อนแล้วค่อยบุกปล้นขุมกำลังอื่น
ยอดฝีมือตนอื่น ๆ ในเขตแดนมารมืดทมิฬล้วนตื่นเต้น มุ่งหน้าสู่
เวทีอันสูงกว่า โลกหล้าอันกว้างกว่ากับเหล่าญาติมิตร
ภพแร้นแค้นเล็กจ้อยนี้รับพวกมันไว้ไม่ไหวเลย มีเพียงภพเซียน
เท่านั้นที่จะเติมเต็มปณิธานและความฝันของพวกมันได้ ทรัพยากร
มากมี และมีเพียงที่นั่น พวกมันจึงอยู่ได้ตราบนิรันดร์
นิกายเทวมารแดนอุดร
เจียงผิงอันนอนพิงบ่อน ้าพุร้อน มองสตรีผู้เหนื่อยอ่อนทั้งสาม
ท่ามกลางไอหมอกอย่างจนใจ ไม่รู้พวกนางคิดอะไรอยู่ เอาชนะเขา
มิได้แต่ก็ยังทู่ซี้ยั่วเย้า
เขานำรากฐานเทพโบราณครึ่งหนึ่งออกมาส่งให้เฉียนฮวั่นโหรว
“เสี่ยวเซียง เจ้าบรรลุเซียนในแดนมนุษย์ กฎเต๋าเซียนของเจ้า
บกพร่อง นี่คือรากฐานเทพโบราณ พัฒนาพรสวรรค์และปิด
จุดบกพร่องนี้ของเจ้าได้”
หากมิอาจเป็นเซียน เก็บรากฐานเทพโบราณไว้ก็เปล่าประโยชน์
ดูดซับก็มิได้ สู้ให้เสี่ยวเซียงไปดีกว่า นางก็บรรลุกฎเต๋าเซียนกำลัง
เหมาะสมพอดิบพอดี
ความสัมพันธ์ระหว่างเฉียนฮวั่นโหรวและเจียงผิงอันนั้นเกินกว่า
การมัวพิรี้พิไรมากมารยาทนานแล้ว นางรับรากฐานเทพโบราณไป
แล้วกลืนกิน นั่งในบ่อน ้าพุร้อนแล้วเริ่มดูดซับ กฎเต๋าเซียนปะทุหลาก
บนร่าง เติมเต็มจุดบกพร่องในกายนาง
จิ้งจอกเก้าหางจี้เฟยซึ่งทอดกายอยู่ข้าง ๆ ตัวลืมคู่เนตรพริ้ง
พรายขึ้นมามองเจียงผิงอันอย่างคาดหวังปรารถนา พวงหางนุ่มฟู
ป่ายปัดกลางอากาศ
“ข้ามีของขวัญมาให้เจ้าเหมือนกัน”
เจียงผิงอันนำก้อนเนื้อโชกเลือดก้อนใหญ่ออกมา แผ่ปราณ
ปีศาจรุนแรง นี่คือเนื้อของภูตอสรพิษสองหัวเอ้อร์ไป๋ บรรจุปราณ
เซียนและปราณปีศาจสูงยิ่ง และมีประโยชน์กับจิ้งจอกเก้าหางจี้เฟ
ยมากนัก
“เจ้ายังไม่บรรลุเซียน ค้างอยู่ในระดับเขตแดนหลายปี รับฤทธิ์
โอสถเซียนระดับสูงไม่ไหวหรอก กินเนื้อนี่ไปก่อน ระหว่างนั้นก็ฝึกฝน
‘มารสวรรค์เก้าแปร’ ไปด้วย ไว้ถึงคราวสร้างรากเซียน ข้ามีโอสถ
ช่วยประกอบรากเซียนอยู่ จะเพิ่มโอกาสให้เจ้าบรรลุเซียนได้”
แม้ก่อนหน้านี้เขาจะไม่ชอบใจจี้เฟยเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างไรนางก็
เป็นมารดาของเจียงเมี่ยวอี นอกจากนั้น นางยังช่วยเขาดูแลธุระเจ้า
นิกายตลอดหลายปีมานี้
“ขอบคุณใต้เท้าเจ้านิกาย”
จี้เฟยรับชิ้นเนื้อสดนั้นมาอย่างยินดี สัมผัสได้ชัดเจนว่ามันบรรจุ
พลังมหาศาล ปราณปีศาจบริสุทธิ์กว่ายอดฝีมือเผ่ามังกรเสียอีก!
ขอเพียงนางกลืนกินเนื้อชิ้นนี้หมดสิ้น นางจะรับไหวกระทั่งทัณฑ์
พิบัติ
ชายผู้นี้ดีต่อนางจริงแท้ อยากอุ้มท้องจิ้งจอกน้อยให้เขาอีกสัก
สองสามตนนัก
เจียงผิงอันกวาดสายตาไปรอบ ๆ นิกายเทวมาร “ยายหนูเมี่ยวอี
หายไปไหน ข้าจะให้โอสถช่วยนางก่อรากเซียน”
ขณะที่เขาเรียนการหลอมอาวุธ เขาก็เริ่มเตรียมการกลับบ้าน
ใช้เงินที่ได้จากการขายอาวุธวิเศษซื้อโอสถและทรัพยากรไว้มากมาย
แม้ตัวเขามิอาจเป็นเซียน แต่ญาติมิตรของเขายังมีโอกาส เขา
อยากให้บุคคลที่รักทุกนามบรรลุเซียน มีชีวิตอมตะถ้วนหน้า
เขานำโอสถวิญญาณสุญญะซึ่งช่วยประกอบรากเซียนกลับมา
ด้วย เพื่อที่จะได้สร้างรากเซียนในแดนมนุษย์ได้
แต่เมื่อจิตสัมผัสของเจียงผิงอันกวาดจนทั่วนิกายเทวมาร ก็มิ
เห็นสองสาวเจียงเมี่ยวอีและเจียงเสียวเสวี่ย
ขณะนี้เอง ปราณน่าสะพรึงกลัวห้าสายแผ่ปกคลุมทั่วนิกายเทว
มาร ไม่สิ ต้องบอกว่าปกคลุมทั่วแดนอุดร
ปราณมารนั้นรุนแรงจนย้อมโลกหล้าทั้งใบดำสนิท
ตัวตนมากมายเข่าอ่อน กระทั่งตัวตนขอบเขตพ้นพิบัติยังสั่น
สะท้านเกินควบคุม
“น-… นี่มันปราณอะไรกัน!”
“เซียน! เซียนจากเขตแดนมารมืดทมิฬ!”
เมื่อพันปีก่อน ยามนิกายเทวมารต่อสู้กับเผ่ามาร ยอดฝีมือระดับ
เซียนจากเขตแดนมารมืดทมิฬปรากฏตัวขึ้น ปราณจากตัวตนนั้นให้
ความรู้สึกเหมือนขณะนี้เลย
ปราณมารอันน่าสะพรึงกลัวสะเทือนขวัญผู้คนทั่วนิกายเทวมาร
สัมผัสได้ชัดเจนว่าแรงกดดันชวนสั่นประสาทนี้มุ่งเป้าที่พวกเขา!
“พวกเซียนจากเขตแดนมืดทมิฬทำอะไรอยู่ ไฉนจึงมีจิตมุ่งร้าย
รุนแรงเพียงนี้”
“ยังต้องถามอีกหรือ! ต้องมาล้างแค้นแน่ ๆ ก่อนหน้านี้เรา
กระทบกระทั่งกับเขตแดนมารมืดทมิฬ ต้องเป็นเพราะจักรพรรดิสูงสุด
ของราชวงศ์ต้าเฉียนก็เป็นเซียนเช่นกันด้วยแน่ ๆ พวกมันจึงไม่ลงมือ
แล้วกลับมาล้างแค้นยามนี้!”
“จบสิ้นแล้ว ตายแน่ ๆ อย่าว่าแต่ห้ายอดฝีมือระดับเซียนเลย มา
ตนเดียวเราก็หยุดไม่ไหวแล้ว”
เหล่าศิษย์นิกายเทวมารหน้าซีดเผือดขณะมองร่างอันปกคลุม
ด้วยกฎเต๋าเซียนทั้งห้าปรากฏเหนือเวหา หัวใจของพวกเขาเปี่ยม
ความสิ้นหวัง ยอดฝีมือระดับเซียนเหล่านี้เพียงแผ่ปราณ พวกเขาก็
แข็งทื่อกับที่ ตัวตนเช่นนี้ไม่มีทางเอาชนะได้เลย
ค่ายกลคุ้มกันของนิกายเทวมารดีดตัวทำงานทันที ผู้อาวุโสทุก
นามของนิกายเทวมาร ไม่ว่าจะเก็บตัวฝึกฝนหรือนอนหลับอยู่ล้วน
ปรากฏออกมาตามกัน สีหน้าเคร่งขรึมเปี่ยมความเครียดเขม็ง
หากกล่าวโดยทั่วไป ยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติก็คือเดนเซียน
ด้วยกฎมหาวิถี พวกเขาก็ประชันยอดฝีมือขอบเขตเซียนได้
แต่ภพบุกเบิกนั้นต่างกัน กฎเต๋าสวรรค์ที่นี่ถูกกีดขวาง ยอดฝีมือ
ขอบเขตพ้นพิบัติมิใช่เดนเซียนผู้ล้มเหลว แม้จะบรรลุกฎมหาเต๋า แต่
ความสมบูรณ์นั้นขาดหายไป
กำแพงที่กู่ตี้ทิ้งไว้นั้นจำกัดชัดเจนว่า ต่อให้พวกเขาฝึกฝนมาถึง
ขอบเขตพ้นพิบัติ ภายหน้าก็ยังมีโอกาสบรรลุเซียน แต่ขณะเดียวกัน
ก็จำกัดความแข็งแกร่งของพวกเขา จึงอ่อนด้อยกว่าเดนเซียนทั่วไป
ยิ่ง
สองฝ่ายต่างชั้นมหาศาล
“ให้เจ้านิกายผู้เย่อหยิ่งของพวกเจ้าไสหัวออกมาเสีย!”
มารสวรรค์ยืนเหนือเวหา แผ่ปราณมารบ้าคลั่ง มองลงมาเบื้อง
ล่างดุจก้มมองมด
ผิวกายของมันม่วงคล ้าล ้าลึก ประหนึ่งจะกลืนกินแสงสว่างทั้งปวง
รอบข้าง ดวงตาฉายประกายชั่วร้ายดุจดาวฤกษ์อันเจิดจรัสกลาง
ราตรีด้วยจิตสังหาร ภายในดุจซ่อนหุบเหวไร้ก้นบึ้ง ทำให้ปวงชนมิ
กล้ามองตรง ๆ
ร่างสูงใหญ่กำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามชัดเจน ดูประหนึ่งสลักมา
จากก้อนศิลาอันแข็งเหนือใด ชุดเกราะสีดำที่สวมทำจากวัสดุไม่
ทราบชนิด เต็มไปด้วยหนามแหลมคมและอักขระลึกลับ
เหนือศีรษะเผ่ามารคือเขาแหลมคมคู่หนึ่ง สีของมันเหมือนผิว
กายพวกมันแต่เข้มกว่า ดุจเพลิงทมิฬอันลุกโชนในขุมนรก
“มิใช่ก่อนหน้านี้เจ้านิกายพวกเจ้ากร่างนักหรือ? ให้เขาออกมา
กร่างต่อหน้าเซียนผู้นี้ต่อสิ”
การฆ่ามดฝูงนี้ง่ายเหลือแสน แต่ก่อนหน้านั้น เจียงผิงอันที่เคยมี
ปากเสียงกับมันต้องตายก่อน เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้เข้าใจซึ้งว่าฤทธิ์
เซียนนั้นแตะต้องมิได้