ศิษย์ข้าอ่อนแอ? แต่ข้าได้รางวัลโกงโลก - บทที่ 187 บัญชาการสะพาน
“นี่มัน…”
ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรจำ นวน
มหาศาลที่ติดตามมาด้านหลัง ต่างพากันอ้าปากค้าง
ตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
ระดับเจ้าหอฝูเซียน… ยอดฝีมือขั้นแปลงเทพผู้ยิ่งใหญ่
กลับถูกซัดกระเด็นปลิวหายไปในการโจมตีเพียงครั้งเดียวเนี่ย
นะ!?
เจ้าสำ นักหลิงเซียน อวี้ชาง ชายหนุ่มชุดดำ และเหล่า
สัตว์ประหลาดเฒ่าคนอื่นๆ ที่เพิ่งมาถึง ต่างจ้องมองไปยัง
ตำหนักเซียนที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาทึบเบื้องหน้า
แววตาที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้ฉายแววหวาดหวั่นอย่างปิดไม่มิด
“หากปรารถนาเข้าสู่ตำหนักเซียน… จงก้าวข้ามสะพาน
เซียน!”
ในจังหวะนั้นเอง สุรเสียงอันราบเรียบไร้อารมณ์ ทว่า
ทรงพลังอำนาจดุจโองการสวรรค์ ก็ดังกึกก้องออกมาจากภายในตำหนัก
“ผู้ใดบังอาจใช้ทางลัด… จักต้องถูกทำลาย!”
“สะพานเซียน?”
สิ้นเสียงประกาศ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรนับหมื่นคู่ต่างพา
กันเบนสายตาไปจับจ้องยังสะพานพลังงานสามสาย ที่ทอด
ยาวเสียดฟ้าและถูกปกคลุมด้วยหมอกปริศนา
ทางเดียวที่จะเข้าสู่ตำหนักเซียนเบื้องหน้า คือต้องเดิน
ฝ่าสะพานมรณะสามสายนี้งั้นรึ?
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างลังเล ครุ่นคิดหนัก บางคน
ตัดสินใจนำหุ่นเชิดออกมาทดสอบเส้นทาง บ้างก็สั่งการให้
สัตว์อสูรคู่กายบินโฉบขึ้นไปบนสะพานเพื่อหยั่งเชิง
เมื่อเห็นว่าทั้งหุ่นเชิดและสัตว์อสูรสามารถยืนหยัดบน
สะพานได้โดยไร้ซึ่งอันตราย โดยเฉพาะ ‘พยัคฆ์วิญญาณ
ลายพาดกลอน’ ระดับหยวนอิงตัวนั้นที่เดินทอดน่องได้อย่าง
มั่นคง ไม่เกิดความผันผวนของค่ายกลใดๆ หลายคนจึงเริ่ม
คลายความกังวลและเตรียมก้าวเท้าตามไป
“เจ้า… นำทางไป!”บนสะพานสายกลาง เจ้าสำ นักหลิงเซียนปรายตามอง
พยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกาย
เจ้าพยัคฆ์ยักษ์มุมปากกระตุกยิกๆ หันมามองหน้าเจ้า
สำ นักด้วยสายตาละห้อย
ลูกพี่… เจ้านายข้าไม่ใช่ท่านนะ ท่านมาสั่งให้ข้าเดิน
นำทางเป็นหน่วยกล้าตายแบบนี้ มันจะดีเหรอ?
แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาเรียบเฉยแต่แฝงรังสีอำมหิตของ
เจ้าสำ นักหลิงเซียน มันก็ไม่กล้าหือ ได้แต่ทำหน้าบอกบุญ
ไม่รับ แล้วจำ ใจเดินนำหน้าไปอย่างว่าง่าย
ทางด้านสะพานฝั่งซ้าย อวี้ชางและชายหนุ่มชุดดำ
ยึดครองเป็นผู้นำกลุ่ม โดยปล่อยให้สัตว์อสูรระดับจินตานตัว
หนึ่งเดินนำหน้าไปเป็นหนูทดลองเช่นกัน
ส่วนสะพานฝั่งขวา เหล่ายอดฝีมือระดับหยวนอิงหลาย
คนกำลังจะก้าวเท้าออกไปเพื่อชิงความได้เปรียบ
ฟุ่บ!
แรงกดดันอันมหาศาลสายหนึ่งพลันกดทับลงมา ทำให้
พวกเขาต้องชะงักฝีเท้าและรีบหลีกทางให้อย่างรู้งานเห็นเพียงร่างของสตรีผู้หนึ่งบินโฉบลงมาจากฟากฟ้า…
สภาพของนางดูไม่จืด มุมปากเปื้อนคราบเลือด เส้นผม
ยุ่งเหยิงเล็กน้อย อาภรณ์หรูหราฉีกขาดเป็นรอยแยกหลายจุด
เผยให้เห็นผิวพรรณขาวเนียนวับๆ แวมๆ ชวนให้จินตนาการ
เตลิดเปิดเปิง
นั่นคือเจ้าหอฝูเซียนที่เพิ่งถูกตบกระเด็นไปเมื่อครู่!
ทว่า… แม้ทิวทัศน์ตรงหน้าจะงดงามเพียงใด แต่ระดับ
หยวนอิงด้านล่างกลับไม่มีใครกล้าแม้แต่จะชายตามอง เพราะ
รังสีฆ่าฟันที่แผ่ออกมาจากตัวนางนั้นรุนแรงจนแทบจะฉีก
กระชากอากาศได้
“ฮึ่ม!”
เจ้าหอฝูเซียนแค่นเสียงเย็นชา นางยกมือเรียวขึ้นเช็ด
คราบเลือดที่มุมปากอย่างลวกๆ ก่อนจะเรียกชุดคลุมสีขาว
ออกมาสวมทับเพื่อปกปิดเรือนร่าง
นางจ้องมองไปยังตำหนักเซียนที่ซ่อนตัวอยู่ในม่าน
หมอกห่างออกไปนับพันเมตร พลางก้มมองเกราะอ่อน
ระดับสูงที่แตกร้าวบนร่าง แววตาฉายแววหวาดกลัวลึกๆหากไม่มีเกราะอ่อนชิ้นนี้ช่วยชีวิต การโจมตีเมื่อครู่คง
ทำให้นางวิญญาณแตกสลายไปแล้ว!
แถมดูจากท่าทีที่ตำหนักเซียนยิงสวนออกมาอย่าง
ส่งเดช คลื่นกระแทกนั่นคงเป็นเพียงแค่การ ‘ปัดแมลงวัน’
ธรรมดาๆ… มันต้องมีลูกไม้ที่รุนแรงกว่านี้ซ่อนอยู่อีกเป็นแน่!
คิดได้ดังนั้น นางจึงไม่กล้าบินวัดรอยเท้าเซียนอีกต่อไป
ยอมลดตัวลงมาเดินขึ้นสะพานอย่างว่าง่าย
“อ๊ากกก!”
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ท่ามกลางสายตาตกตะลึง
เจ้าหอฝูเซียนคว้าคอเสื้อของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงคน
หนึ่งที่อยู่ใกล้ตัว แล้วเหวี่ยงเขาไปข้างหน้าอย่างแรงราวกับ
โยนก้อนหิน
“นำทางให้ตัวข้าซะ!” นางเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงผู้นั้นหน้าซีดเผือดจนไร้
สีเลือด แต่เมื่อเผชิญกับแววตาอำมหิตของนางมารร้าย
ตรงหน้า เขาก็ไม่กล้าปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว ได้แต่กัดฟัน
ก้มหน้าเดินนำไปเป็นโล่เนื้อ…
ภายในโถงหน้าตำหนักเซียน
จางอวิ๋นนั่งไขว่ห้างมองภาพผู้บำเพ็ญเพียรจำ นวนมากที่
กำลังเดินขึ้นสะพานผ่านหน้าจอโฮโลแกรม เขาก็ลอบ
ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่พอก้มมองกิ่งไม้แห้งในมือ ก็รู้สึกปวดใจจี๊ดๆ ขึ้นมา
“ให้ตายสิ… คลื่นกระแทกเมื่อครู่นี้ ผลาญพลังงาน
สำ รองของค่ายกลไปถึงหนึ่งในห้า!”
โชคดีที่ผลลัพธ์มันคุ้มค่า สามารถข่มขวัญพวกตัว
ประหลาดที่มาเยือนได้ชะงัดนัก!
“ท่านเจ้าสำ นักนี่ก็จริงๆ เลย…”
เมื่อเห็นฉากที่เจ้าสำ นักหลิงเซียนใช้พยัคฆ์วิญญาณ
ลายพาดกลอนเดินนำทางในภาพ เขาก็ถึงกับพูดไม่ออกบอก
ไม่ถูก
ต่อหน้าต่อตาเจ้าของอย่างข้า ดันมาใช้สัตว์อสูรของข้า
เป็นหน่วยกล้าตายเนี่ยนะ? ช่างกล้านัก!
เขาส่ายหัวเบาๆ ริมฝีปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์”สงสัยต้องหาเรื่องป่วนประสาทกันหน่อยแล้ว!”
เมื่อเห็นว่าในภาพมีผู้คนเดินขึ้นสะพานพลังงานทั้งสาม
สายมากขึ้นเรื่อยๆ จางอวิ๋นก็โบกกิ่งไม้แห้งใส่หน้าจอเบาๆ
ราวกับวาทยกรควบคุมวงดนตรี
ทันใดนั้น หมอกที่ปกคลุมบริเวณช่วงกลางของสะพาน
พลังงานทั้งสามสายก็เกิดการเปลี่ยนแปลง พลิ้วไหว
ผิดธรรมชาติเล็กน้อย
“เอาล่ะ… ทำงาน!”
เมื่อเห็นว่าเหยื่อจำ นวนมากเดินหลวมตัวเข้าสู่โซนกลาง
สะพานแล้ว จางอวิ๋นก็สะบัดกิ่งไม้แห้งทันที
วูบ!
พริบตานั้น หมอกก็ปลดปล่อยกลิ่นอายไร้รูปลักษณ์
ออกมา ร่างของทุกคนที่อยู่ในโซนกลางสะพานพลันชะงักกึก
ดวงตาที่เคยแจ่มใสกลับกลายเป็นเหม่อลอย ไร้ซึ่งสติ
สัมปชัญญะในชั่วพริบตา
“ร่วงลงไปซะพวกแก!”จางอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะ พลางสะบัดกิ่งไม้แห้ง สั่ง
สลายพลังงานพื้นผิวของสะพานช่วงกลางทั้งสามสายทิ้ง
ฟุ่บ!
ทั้ง
คนทั้งสัตว์ที่ตกอยู่ในภวังค์มายา ต่างก็เหยียบลงบน
ความว่างเปล่า และร่วงตกลงไปสู่หุบเหวเบื้องล่างพร้อมกัน
ราวกับใบไม้ร่วง!
“เหวอออ!”
หลังจากกลายเป็นวัตถุตกอิสระ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียร
และสัตว์อสูรก็ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว พวกเขารีบโคจร
พลังพยายามจะบินกลับขึ้นไปบนสะพานด้วยความ
ตื่นตระหนก
แต่พลังงานบนสะพานที่สลายไปเมื่อครู่ ถูกจางอวิ๋นสั่ง
ให้ก่อตัวกลับมาปิดกั้นเส้นทางเป็นเหมือนเดิมแล้ว
“ผู้ที่พลัดตกจากสะพาน… จักต้องเริ่มต้นเดินใหม่จาก
จุดเริ่มต้น!”
ในขณะเดียวกัน จางอวิ๋นก็ดัดเสียง แล้วส่งผ่านกิ่งไม้
แห้งด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจเดิม ดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้าเหนือตำหนักเซียน
เมื่อได้ยินกฎเหล็กนั้น เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ร่วงลง
ไปต่างก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหัวเสีย
อุตส่าห์เดินมาได้ตั้งครึ่งทาง จะให้กลับไปเริ่มใหม่เนี่ยนะ
!?
เจ้าสำ นักหลิงเซียน อวี้ชาง และยอดฝีมือระดับแปลง
เทพคนอื่นๆ ต่างขมวดคิ้วแน่น ลอยตัวอยู่กลางอากาศด้วย
สีหน้าเคร่งเครียด
“ค่ายกลมายางั้นรึ…”
เมื่อเงยหน้ามองสะพาน พวกเขาก็มองออกทันทีว่า
มีความผิดปกติซ่อนอยู่ในหมอกเมื่อครู่
ทั้ง
หมดจึงพากันบินกลับไปที่ปากทางเข้าด้วยความ
จำ ยอม แล้วเริ่มก้าวขึ้นสะพานทั้งสามสายใหม่อีกครั้ง
จากการทดสอบเมื่อครู่ ช่วงหนึ่งในสามของสะพาน
ส่วนหน้าพวกเขามั่นใจแล้วว่าปลอดภัยไร้กังวล ส่วนหมอกใน
ช่วงกลางสะพานนั้นชัดเจนว่าเป็นกับดักค่ายกลลวงตาแต่จริงๆ แล้วฤทธิ์เดชของมันไม่ได้รุนแรงถึงขั้นสังหาร
ขอแค่ตั้งสติให้มั่น โคจรพลังป้องกันจิตใจ ด้วยความสามารถ
ระดับพวกเขาก็สามารถฝ่าไปได้สบายๆ
“หึๆ… คิดว่าจะง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ?”
จางอวิ๋นมองดูเจ้าสำ นักหลิงเซียนและคนอื่นๆ ที่กลับขึ้น
มาบนสะพานในจอภาพด้วยสายตาขบขัน เขายิ้มมุมปากแล้ว
สะบัดกิ่งไม้แห้งอีกครั้ง
ครืน…
หมอกมรณะที่เคยแผลงฤทธิ์อยู่ช่วงกลางสะพาน พลัน
เคลื่อนตัวย้อนกลับมาทางด้านหน้า ร่นระยะเข้ามาดักรอที่
ระยะหนึ่งร้อยเมตรแรกทันที!
เจ้าสำ นักหลิงเซียนและคนอื่นๆ พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่าง
รวดเร็วด้วยความประมาท เพราะเพิ่งสำ รวจเส้นทางช่วงต้น
มาหยกๆ พวกเขาจึงพุ่งเข้าสู่ระยะร้อยเมตรนี้โดยไม่ทันเอะใจ
แม้แต่น้อย
“ของขวัญพิเศษ… ทำงาน!”รอจนพวกเขาเข้ามาในโซนสังหารนี้กันครบ จางอวิ๋นก็
สะบัดกิ่งไม้แห้ง
วูบ!
ดวงตาของเจ้าสำ นักหลิงเซียนและคนอื่นๆ กลับมา
เหม่อลอยอีกครั้ง สติสัมปชัญญะถูกตัดขาด จากนั้นพื้น
สะพานใต้เท้าก็สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงร่วงตกลงจากสะพานเป็น
ครั้งที่สอง ราวกับฝนดาวตก!
“เกิดบ้าอะไรขึ้น!? เมื่อกี้ระยะร้อยเมตรตรงนี้มันปกตินี่นา
!”
“หรือว่าค่ายกลมายามันเคลื่อนที่ได้!?”
…
มองดูเจ้าสำ นักหลิงเซียนและพรรคพวกที่ทำหน้ามึนงง
เป็นไก่ตาแตกในจอภาพ จางอวิ๋นยิ้มกริ่มอย่างผู้กำชัยชนะ
เขาจัดการย้ายค่ายกลมายาไปดักรอที่ ‘ก้าวแรก’ จาก
จุดเริ่มต้นเลยทีเดียวเจ้าสำ นักหลิงเซียนและคนอื่นๆ ในเวลานี้ กัดฟันกรอด
ด้วยความหงุดหงิด บินกลับมาที่จุดเริ่มต้นของสะพานทั้งสาม
สายอีกครั้ง
คราวนี้พวกเขาตั้งใจว่าจะใจเย็นและรอบคอบกว่าเดิม
ระวังตัวทุกฝีก้าว
“ทำงาน!”
แต่ทว่า… ทันทีที่เท้าแตะพื้นสะพานได้แค่ไม่กี่สิบเมตร
จางอวิ๋นก็สะบัดกิ่งไม้แห้ง
วูบ!
เจ้าสำ นักหลิงเซียนและคนอื่นๆ ที่ไม่คาดคิดว่าจะมีค่าย
กลมายาดักอยู่ตั้งแต่ตีนสะพาน ต่างก็ตกหลุมพรางซ้ำ ซาก
และร่วงตกลงไปอีกครั้ง!
เจ้าสำ นักหลิงเซียนและคนอื่นๆ เริ่มจะมึนตึ้บกันแล้ว
เส้นเลือดข้างขมับปูดโปน
ค่ายกลมายานี่มันจะเคลื่อนที่เร็วเกินไปไหม!?
เมื่อกี้ยังอยู่ช่วงกลาง เผลอแป๊บเดียวมาโผล่หน้าทางเข้า
เลยเรอะ? นี่มันจงใจแกล้งกันชัดๆ!แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาตื่นตัวเต็มพิกัด พอก้าวขึ้นสะพาน
อีกครั้ง ก็เริ่มโคจรพลังระวังป้องกันค่ายกลมายาตั้งแต่วินาที
แรกที่เท้าแตะพื้น
จางอวิ๋นยิ้มมุมปาก นัยน์ตาเป็นประกายวาวโรจน์ เขา
โบกกิ่งไม้แห้ง เปิดใช้งาน ‘กับดักค่ายกลสังหาร’ บางส่วน
ที่ซ่อนอยู่บนสะพานผสมโรงเข้าไปด้วย
พอเจ้าสำ นักหลิงเซียนและคนอื่นๆ เข้ามาใกล้ ก็เปิดใช้
งานกับดักทันที
ตูม!
พลังงานที่ระเบิดออกจากกับดักดึงดูดความสนใจของ
เจ้าสำ นักหลิงเซียนและพวกไป จังหวะที่พวกเขาวอกแวก
เพราะต้องป้องกันการโจมตีทางกายภาพ จางอวิ๋นก็สบโอกาส
เปิด ‘ค่ายกลมายา’ ซ้ำ เข้าที่จุดตาย!
วูบ!
เจ้าสำ นักหลิงเซียนและเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างพากัน
ชะงักค้าง การป้องกันจิตใจพังทลาย แล้วก็ร่วงหล่นจาก
สะพานไปอีกรอบอย่างน่าอนาถ”บัดซบ! สะพานบ้านี่มันอะไรกันวะเนี่ย!?”
“ทีแรกก็ค่ายกลมายา ตอนนี้มีกับดักระเบิดอีก แถมยัง
โผล่มาพร้อมกัน! กะจะไม่ให้ใครผ่านไปได้เลยรึไงวะ!?”
…
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรเริ่มจะหมดความอดทน สบถด่าทอ
กันระงม
สะพานบ้านี่มันถูกสร้างมาเพื่อปั่นประสาทชัดๆ!
แต่ถึงจะบ่นกระปอดกระแปดจนปากเปียกปากแฉะ
พวกเขาก็ยังต้องกัดฟันปีนกลับขึ้นมาใหม่ เพราะไม่มีใครยอม
ทิ้งโอกาสในมรดกเซียนที่อยู่ตรงหน้า
และคราวนี้… พวกเขางัดสมาธิและวิชาป้องกันตัว
ทั้ง
หมดออกมาใช้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์!
จางอวิ๋นเห็นดังนั้นก็ลอบขำจนไหล่สั่น
เขาจัดการแยกโซนกับดักและค่ายกลมายาขนาดย่อม
ไปไว้ตามจุดต่างๆ แบบสุ่ม
พอพวกผู้บำเพ็ญเพียรป้องกันอันหนึ่งได้ ก็เจออีกอันดัก
ต่อทันทีเหมือนเล่นเกมตู้ตีตัวตุ่นไม่นานเขาก็สอยพวกผู้บำเพ็ญเพียรให้ร่วงจากสะพาน
ได้อีกระนาว สร้างความหัวร้อนให้กับเหล่ายอดฝีมือจนแทบ
คลั่ง
แต่เมื่อเห็นคนหลั่งไหลกันมาจากทั่วสารทิศเพื่อขึ้น
สะพานมากขึ้นเรื่อยๆ จางอวิ๋นก็เริ่มรู้สึกว่าควบคุมลำบากขึ้น
ทุกที พลังงานจิตเริ่มตึงเครียด
“คงต้องปล่อยให้หลุดเข้ามาบ้างแล้ว…”
หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง จางอวิ๋นก็สะบัดกิ่งไม้แห้ง
เขายังคงตรึงเจ้าสำ นักหลิงเซียนและพวกระดับแปลง
เทพกับหยวนอิงตัวตึงๆ ไว้ที่ระยะห้าร้อยเมตรแรกของสะพาน
ด้วยความหมั่นไส้ส่วนตัว แต่จงใจ ‘แง้มประตู’ ปล่อยพวก
ระดับจินตานให้หลุดรอดเข้ามาได้บ้าง
ในพริบตาเดียว ก็มีระดับจินตานผู้โชคดีกว่าร้อยคน พุ่ง
เข้ามาถึงระยะสองสามร้อยเมตรหน้าประตูตำหนักเซียนด้วย
ความดีใจ
จางอวิ๋นสะบัดมือเรียก ‘แท่นอัญเชิญ’ ออกมา แล้ววาง
ชิ้นเนื้อราชันย์หมาป่าเงินลงไปทีละชิ้นด้วยท่วงท่าสบายๆวิ้ง! วิ้ง! วิ้ง!
ท่ามกลางแสงสว่างวาบที่สาดส่องไปทั่วโถง ‘ราชันย์
หมาป่าเงิน’ ระดับหยวนอิงกว่าร้อยตัวก็ปรากฏกายขึ้น
กลิ่นอายดุร้ายแผ่ซ่านกดดันไปทั่วบริเวณ
“จงออกไปเฉิดฉาย… ในช่วงเวลาสั้นๆ ของพวกเจ้าซะ!”
จางอวิ๋นสะบัดกิ่งไม้แห้ง ประตูตำหนักเซียนเปิดอ้าออก
“โบร๋ววว!!!” “โบร๋ววว!!!”…
เสียงเห่าหอนดังกึกก้องกัมปนาท ราชันย์หมาป่าเงินนับ
ร้อยตัวคำรามลั่น นัยน์ตาสีแดงฉานทอประกายกระหายเลือด
ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น!