ศิษย์ข้าอ่อนแอ? แต่ข้าได้รางวัลโกงโลก - บทที่ 176 จอมโจรแห่งหนานซิง ฟางสิง
ปึก!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น! จางอวิ๋นหวดลูกเตะตัด
ลำตัวเข้าที่ข้อพับเข่าของชายหนุ่มผมขาวอย่างถนัดถนี่
“อ๊าก!!”
เสียงร้องโหยหวนดั่งหมูถูกเชือดดังลั่นก้องทางเดิน ร่าง
ที่เคยล่องหนค่อยๆ บิดเบี้ยวและปรากฏชัดขึ้นมาในสภาพ
นอนกุมเข่าดิ้นพราดๆ ด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
จางอวิ๋นหรี่ตามองพลางเปิดเนตรเซียนตรวจสอบทันที
【ชายหนุ่มผมขาว】
ระดับพลัง: จินตานขั้นสูงสุด
กายา: กายารากวิญญาณโปร่งแสงระดับสูง
พรสวรรค์กายา: อำพราง —— สามารถซ่อนเร้น
กลิ่นอายของตนเองได้อย่างแนบเนียนถึงขีดสุด
ศาสตรา: เสื้อคลุมล่องหน —— ตัดเย็บจากผลึกโปร่ง
แสงล้ำค่า เมื่อสวมใส่ ผู้ใช้จะเข้าสู่สถานะล่องหนสมบูรณ์แบบเคล็ดวิชาที่ฝึกฝน: เคล็ดพลังโปร่งแสง, ย่างก้าวไร้เงา…
จุดอ่อน: พลังต่อสู้ค่อนข้างธรรมดา หากสูญเสียสถานะ
ล่องหน ความแข็งแกร่งจะลดฮวบ
……
“เสื้อคลุมล่องหน?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูงด้วยความสนใจ
ทีแรกเขานึกว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัวของหมอนี่ที่
ทำให้หายตัวได้ ที่แท้ก็พึ่งพาอุปกรณ์วิเศษช่วยนี่เอง
มิน่าเล่า ถึงได้กล้าบุกเดี่ยวเข้ามาในดงเสือเช่นนี้!
ไม่รอช้า จางอวิ๋นเอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อคลุมหมาย
จะกระชากออกจากร่างของอีกฝ่ายทันที
“อย่านะ!!”
ชายหนุ่มผมขาวร้องเสียงหลง นัยน์ตาเบิกโพลงด้วย
ความตื่นตระหนก พร้อมระเบิดพลังปราณเฮือกสุดท้าย
ออกมาขัดขืน
ปัง!ทว่าจางอวิ๋นไวกว่า เขาตอกส้นเท้ากระทืบลงไปที่กลา
งอกของมันเต็มรัก!
พลังปราณที่กำลังจะปะทุถูกอัดกระแทกกลับเข้าไปใน
ร่างจนมันจุกแอ้ก หน้าเขียวคล้ำพูดไม่ออก ได้แต่นอน
พะงาบๆ
แควก!
จางอวิ๋นกระชากเสื้อคลุมล่องหนหลุดติดมือมาอย่าง
ง่ายดายราวกับปอกกล้วย
เขาไม่สนใจสายตาละห้อยของเจ้าของเดิม จัดการ
สวมใส่มันทันที
วูบ…
ทันทีที่สวมใส่ สัมผัสเย็นวาบของพลังงานบางเบาก็แผ่
ปกคลุมไปทั่วผิวหนัง
เมื่อก้มมองดูร่างกาย ตนเองก็พบว่าร่างกายค่อยๆ
เลือนหายไป จนเข้าสู่สถานะโปร่งแสงมองไม่เห็นแม้แต่เงา
“ของดีนี่หว่า!”
จางอวิ๋นยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจหากสวมเสื้อคลุมนี้ควบคู่ไปกับการใช้วิชาเก็บซ่อน
กลิ่นอายระดับสูงของเขา… การจะลอบเข้าไปในสถานที่
หวงห้ามต่างๆ คงง่ายดายราวกระดิกนิ้ว!
สายตาอันแหลมคมเหลือบไปเห็นแหวนมิติที่สวม
เรียงรายอยู่เต็มสิบนิ้วของชายหนุ่มผมขาว
“โอ้โห… พกมาเยอะขนาดนี้ คงหนักแย่”
จางอวิ๋นไม่พูดพร่ำทำเพลง นั่งยองๆ แล้วลงมือ
‘รูดทรัพย์’ ดึงแหวนมิติพวกนั้นออกมาจนเกลี้ยงทุกนิ้ว
เมื่อส่งจิตเข้าไปตรวจสอบ ก็พบของเหลววิญญาณ
สุริยันจันทราที่เพิ่งถูกชิงไปเมื่อครู่นอนสงบนิ่งอยู่ นอกจากนั้น
ยังมีสมบัติล้ำค่าอื่นๆ อีกเพียบกองเป็นภูเขาเลากา
“หืม?”
ท่ามกลางกองสมบัติ สายตาของจางอวิ๋นไปสะดุด
เข้ากับขวดหยกใบหนึ่ง แววตาพลันลุกวาว
‘โอสถสร้างทารกวิญญาณ’
ก่อนหน้านี้ในงานแลกเปลี่ยนสองสำ นัก เขาได้มาเม็ด
หนึ่ง เตรียมไว้ใช้ตอนทะลวงระดับหยวนอิง ไม่นึกเลยว่าสวรรค์จะประทานมาเพิ่มให้อีกเม็ดที่นี่!
กวาดสายตามองสมบัติมากมายในแหวนมิติ จางอวิ๋น
ปรายตามองชายหนุ่มผมขาวที่นอนหมดสภาพด้วยสายตา
ดูแคลนระคนขบขัน
“ดูท่าเจ้าจะเป็นหัวขโมยระดับมืออาชีพสินะ… รวย
ใช่เล่นนี่!”
ชายหนุ่มผมขาวนิ่งเงียบ หน้าซีดเผือด
เขารู้ดีว่าสมบัติที่อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตสะสมมาหลายปี วันนี้
คงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว!
มันกัดฟันแน่น ตัดสินใจร้องขอชีวิตด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ของพวกนั้น… ข้ายกให้เจ้าหมดเลย! ข้าไม่เอาแล้ว! เจ้า
ปล่อยข้าไปสักครั้งได้หรือไม่!?”
“ของพวกนี้… มันก็ควรเป็นของข้าอยู่แล้วไม่ใช่รึ?”
จางอวิ๋นยิ้มเย็นยะเยือก แรงกดดันมหาศาลแผ่ออก
มาจากร่าง
ชายหนุ่มผมขาวขนลุกซู่ไปทั้งตัว สมองแล่นเร็วรี่เพื่อหา
ทางรอด ฉับพลันก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ รีบละล่ำละลักพูด”ข…ข้ารู้ความลับสะเทือนฟ้าเรื่องหนึ่ง! ถ้าเจ้าปล่อยข้า
ข้าจะบอกเจ้า!!”
“ความลับ?”
จางอวิ๋นชะงักมือที่กำลังเก็บของ
ชายหนุ่มผมขาวกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ กล่าวเสียง
เครียด
“ความลับนี้… สามารถทำให้ ‘เกาะเชียนไห่’ ถึงคราว
ล่มสลายได้เลย!”
“โห?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความสนใจ
เห็นท่าทีสนใจของจางอวิ๋น ชายหนุ่มผมขาวรีบตีเหล็ก
ตอนร้อน
“สาบานมาสิ! สาบานว่าถ้าข้าบอก แล้วเจ้าจะปล่อยข้า
ไป!”
“ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก!”
จางอวิ๋นยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ยื่นมือขวาออกไปทาบ
ที่กลางอกของชายหนุ่มผมขาวด้วยความเร็วแสงอุ๊บ!
ชายหนุ่มผมขาวหลบไม่ทัน รู้สึกเหมือนมีพลังงานสาย
หนึ่งถูกฝังวูบลงไปในขั้วหัวใจ สีหน้าเปลี่ยนทันควัน
“จะ…เจ้าทำอะไรกับข้า!?”
“แค่ลูกเล่นเล็กน้อยที่ทำให้หัวใจเจ้าระเบิด ‘ตูม’ ได้ใน
พริบตา หากข้าต้องการ!”
จางอวิ๋นตอบเสียงเรียบ พลางขยับนิ้วทำท่าระเบิด
“แก!!”
ชายหนุ่มผมขาวตาถลนด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“วางใจเถอะ ตราบใดที่เจ้าเชื่อฟังและพูดความจริง
หัวใจเจ้าก็จะเต้นตุบๆ ต่อไปอย่างปลอดภัย!”
จางอวิ๋นตบมือแปะๆ เรียกสติ
“เอาล่ะ… ทีนี้เล่ามาสิ ประวัติความเป็นมาของเจ้า แล้วก็
ความลับที่ว่านั่นด้วย~!”
ชายหนุ่มผมขาวหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ ใจหนึ่ง
อยากจะสู้ตายให้รู้แล้วรู้รอด แต่ความกลัวตายก็ยังมีมากกว่า
สุดท้ายจำ ต้องยอมจำ นน คอตกเปิดปากเล่าความจริง”ข้าชื่อ ‘ฟางสิง’ เป็นผู้อาวุโสของพรรคอสรพิษเหมันต์
แห่งแคว้นหนานซิง…”
จางอวิ๋นฟังแล้วพยักหน้าเบาๆ
ในแคว้นหนานซิง ‘เกาะเชียนไห่’ คือเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ที่
ปกครองน่านน้ำ ขุมกำลังอื่นๆ ล้วนเป็นเพียงบริวาร และ
‘พรรคอสรพิษเหมันต์’ นี้ ก็เป็นหนึ่งในสามขุมกำลังบริวารที่
แข็งแกร่งที่สุด
แต่การเข้าร่วมพรรคอสรพิษเหมันต์ของฟางสิง เป็น
เพียงฉากหน้าเพื่อสร้างตัวตนบังหน้าเท่านั้น
ในเงามืด เขามีอีกตัวตนหนึ่งที่โด่งดังสะท้านยุทธภพ…
‘จอมโจรแห่งหนานซิง’!
ด้วยพรสวรรค์ในการอำพรางกายและเสื้อคลุมล่องหน
ทำให้เขาสามารถหลบซ่อนได้แม้กระทั่งต่อหน้ายอดฝีมือ
ระดับหยวนอิง ด้วยความสามารถนี้ เขาจึงตระเวน
‘เยี่ยมเยียน’ คลังสมบัติของสำ นักน้อยใหญ่ทั่วแคว้นหนาน
ซิงจนพรุนไปหมด
นั่นจึงเป็นที่มาของฉายา ‘จอมโจร’ ที่ใครๆ ต่างสาปแช่งและมีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาหาญกล้าลักลอบเข้าไปใน
เขตหวงห้ามของเกาะเชียนไห่…
เดิมทีตั้งใจจะไปหาคลังสมบัติของเกาะเชียนไห่
คลังสมบัติหาไม่เจอ แต่ดันไปเจอความลับสุดยอดเข้าให้!
“เจ้าบอกว่าเกาะเชียนไห่สมคบคิดกับ ‘ผู้บำเพ็ญมาร’?”
จางอวิ๋นฟังถึงตรงนี้ แววตาคมกริบขึ้นมาทันที
บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือก
“ใช่!”
ฟางสิงพยักหน้ายืนยันหนักแน่น
“ตอนนั้นข้าแฝงตัวอยู่บนเกาะสำ คัญแห่งหนึ่งในเขต
เกาะเชียนไห่ ข้าเห็นกับตาตัวเองว่า ‘ผู้อาวุโสสอง’ ของเกาะ
เชียนไห่ กำลังติดต่อกับกลุ่มคนลึกลับที่มีกลิ่นอายชั่วร้าย!”
จางอวิ๋นขมวดคิ้ว “เจ้ามั่นใจได้ยังไงว่าเป็นผู้บำเพ็ญมาร
?”
ฟางสิงรีบอธิบาย “ตอนนั้นข้ากำลังสำ รวจเกาะ บังเอิญ
ผ่านไปแถวเรือนพักลับตาคน เห็นผู้อาวุโสสองทำตัวลับๆ ล่อๆพบปะกับคนกลุ่มหนึ่งแล้วพาไปที่ไหนสักแห่ง ด้วยความ
อยากรู้อยากเห็น ข้าเลยสะกดรอยตามไป…”
“จนไปถึงถ้ำ ลับแห่งหนึ่ง ภายในถ้ำ นั้นขังผู้คนไว้
มากมาย รวมถึงเผ่าพันธุ์ใต้ทะเลอย่างพวก… ‘เผ่าเงือก’!”
“เผ่าเงือก?”
จางอวิ๋นตาเป็นประกายวาวโรจน์
ภาพของ ‘อวี๋สุ่ยเอ๋อร์’ ศิษย์คนที่สองของเขาผุดขึ้นมาใน
หัวทันที
ฟางสิงเล่าต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเมื่อนึกถึงภาพจำ
“ข้าเห็นกับตาว่าคนกลุ่มนั้นใช้วิชาที่มีไอมารเข้มข้น
ประทับตราสัญลักษณ์บางอย่างลงบนร่างของคนที่ถูกจับและ
พวกเงือก จากนั้นก็คัดแยกพาตัวกลุ่มหนึ่งออกไป…”
“แล้วยังไงต่อ?”
“หลังจากนั้นข้าก็ไม่รู้แล้ว เพราะพวกเขาพาเชลยกลุ่ม
นั้น
มุ่งหน้าเข้าสู่ ‘เขตเกาะแกนกลาง’ …ในเขตนั้นมีตัวตน
ระดับ ‘แปลงเทพ’ พำนักอยู่ ข้ากลัวโดนจับได้ เลยไม่กล้าตาม
ต่อ!””เขตเกาะแกนกลาง?”
จางอวิ๋นหรี่ตาลงครุ่นคิด
เขาพอจะรู้ข้อมูลของเกาะเชียนไห่อยู่บ้าง ชื่อของขุม
กำลังนี้มาจากการที่พวกเขาครอบครองเกาะแก่งนับพันใน
‘ทะเลหนานจี๋’
จากวงนอกสู่วงใน เกาะนับพันถูกแบ่งออกเป็น เกาะ
ทั่วไป, เกาะสำ คัญ และ เกาะแกนกลาง
เขตเกาะแกนกลาง คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของเกาะเชียน
ไห่ มีเพียงระดับผู้อาวุโสชั้นสูงขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์
เหยียบย่างเข้าไป
ผู้บำเพ็ญมารติดตามผู้อาวุโสสอง นำตัวมนุษย์และเผ่า
เงือกเข้าสู่เขตเกาะแกนกลาง…
หากเรื่องนี้เป็นจริง แปลว่าเกาะเชียนไห่กับผู้บำเพ็ญมาร
ต้องมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและเน่าเฟะถึงรากโคนอย่าง
แน่นอน!
เขามองฟางสิงด้วยสายตากดดัน “ในเมื่อรู้เรื่องใหญ่
ขนาดนี้ ทำไมไม่ปล่อยข่าวออกไป?””ข้าจะไปกล้าได้ยังไงเล่า!”
ฟางสิงยิ้มขื่นอย่างน่าสมเพช “อิทธิพลของเกาะเชียนไห่
ในแดนใต้นี้ยิ่งใหญ่คับฟ้า จะมีใครกล้าไปลงโทษพวกเขา?
ดีไม่ดีถ้าพวกเขาสืบรู้ว่าเป็นข้าที่ปล่อยข่าว ข้าคงไม่มีที่ยืนบน
โลกนี้แน่!”
จางอวิ๋นพยักหน้าเงียบๆ
ก็จริงของมัน…
ในแดนใต้ นอกจาก ‘หอสมบัติหนานจาง’ แล้ว แทบ
ไม่มีขุมกำลังไหนต่อกรกับเกาะเชียนไห่ได้ และหอสมบัติ
หนานจางต่อให้รู้เรื่อง ก็คงไม่คิดจะเปิดศึกแตกหักกับเกาะเชีย
นไห่เพียงเพราะเรื่องนี้แน่
เพราะผลได้ไม่คุ้มเสีย…
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ ‘มู่เหวินเซวียน’ นายน้อยแห่งหอ
สมบัติหนานจาง ก็ยังเป็นผู้บำเพ็ญมารเสียเอง!
“พวกมารนี่มันแทรกซึมไปทุกหย่อมหญ้าจริงๆ แฮะ!”
จางอวิ๋นถอนหายใจยาว
“เรื่องนี้ข้ารับรู้แล้ว… เจ้าอยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน!”ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ร่างของเขาก็วาร์ปหายไปจากจุดที่ยืน
อยู่ ทิ้งเพียงความว่างเปล่าไว้เบื้องหลัง
วูบ!
ฟางสิงมองดูความว่างเปล่าตรงหน้าด้วยสายตา
ว่างเปล่า มุมปากกระตุกยิกๆ
เมื่อกี้เขาก็สงสัยอยู่แล้วว่าทำไมจางอวิ๋นถึงโผล่
มาดักหน้าเขาได้เหมือนวาร์ปมา…
ตอนนี้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว!
เล่นเคลื่อนย้ายในนี้ได้ดั่งใจนึกแบบนี้…
“เดี๋ยวนะ… หรือว่าหมอนี่จะยึดครองหอสมบัติเซียน
ไปแล้ว!?”
เมื่อความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัว หนังหน้าของฟางสิงก็
สั่นระริกด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด