ศิษย์ข้าอ่อนแอ? แต่ข้าได้รางวัลโกงโลก - บทที่ 162 จางอวิ๋นมาถึง
“มาแล้ว! ในที่สุดก็ได้เวลา!”
“ฮ่าฮ่า! ยังเหลือโควตาจินตานอีก 17 ที่ และสร้าง
รากฐานอีก 99 ที่! รอบนี้บิดาขอลุ้นหน่อยเถอะวะ!”
“ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่ รีบเริ่มเถอะขอรับ!!”
…
ทันทีที่คำประกาศสิ้นสุดลง เสียงโห่ร้องยินดีก็ระเบิด
กึกก้องดุจภูเขาไฟปะทุ สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วบริเวณ
สายตาอันร้อนแรงนับหมื่นคู่ จับจ้องไปยังผู้อาวุโสสอง
แห่งเกาะเชียนไห่เป็นตาเดียว
เนื่องจากครั้งนี้แดนลับเซียนจุติลงที่อาณาเขตแคว้น
หนานซิง เกาะเชียนไห่ในฐานะเจ้าถิ่นผู้ยิ่งใหญ่และ
ทรงอิทธิพลที่สุด จึงรับหน้าที่เป็นแม่งานดูแลความเรียบร้อย
หน้าประตูทางเข้าทั้งหมด
มอ——!!
มอ——!!
พลันบังเกิดเสียงคำรามทุ้มต่ำลากยาวดังแว่วมาจาก
ท้องทะเลไกล คลื่นเสียงสั่นสะเทือนแก้วหูจนปวดแปลบ
ผู้คนต่างชะงักงัน หันขวับไปมอง
ห่างจากชายฝั่งออกไปเพียงไม่กี่ลี้ ผิวน้ำทะเลระเบิด
ออกเป็นฟองคลื่นลูกใหญ่ ‘พญาเต่าวิญญาณคราม’ ขนาด
มหึมาร่างกายยาวหลายร้อยเมตรสองตัว แหวกว่ายโผล่พ้น
ผิวน้ำขึ้นมาอย่างอลังการ
พวกมันแยกตัวไปทางซ้ายและขวาอย่างเป็นระเบียบ บน
กระดองหลังอันแข็งแกร่งดุจเหล็กไหลนั้น แบกรับเวทีวงกลม
ขนาดใหญ่ยักษ์กว้างเกือบห้าร้อยเมตรเอาไว้อย่างมั่นคง!
“เอาล่ะ ผู้ที่จะร่วมชิงโควตาระดับจินตาน ให้ขึ้นไปบน
เวทีหลัง ‘เต่าวิญญาณคราม’ ทางซ้าย!”
ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่ประกาศก้องกังวาน “ส่วน
ระดับสร้างรากฐาน ขึ้นไปบนเวทีหลังเต่าวิญญาณคราม
ทางขวา!”
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!!
สิ้นเสียงคำสั่ง ร่างของผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมหาศาลก็
เหาะเหินเดินอากาศ พุ่งทะยานออกจากฝั่งไปยังเวทีทั้งสอง
ดุจฝูงตั๊กแตนแตกรัง
“ท่านเจ้าสำนัก พวกข้าไปล่ะนะ!”
เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สำนักหลิงเซียนหันมาคารวะ
เจ้าสำนักหลิงเซียนดึงสติกลับมา พยักหน้าให้พวกเขา
ด้วยแววตาจริงจัง “ไปเถอะ! ทำให้เต็มที่!”
สิ้นคำ ผู้อาวุโสและศิษย์สำนักหลิงเซียนกลุ่มนั้นก็พุ่ง
ทะยานออกไปทันที
ทางด้านกลุ่มโจรสลัดหยกศิลา ก็มีระดับจินตานไม่กี่คน
บินออกไปร่วมวงด้วยเช่นกัน
เห็นดังนั้น นัยน์ตาของเจ้าสำนักหลิงเซียนก็ฉายแวว
สงสัย
คำนวณดูแล้ว กลุ่มโจรสลัดหยกศิลาน่าจะยังเหลือ
โควตาจินตานในมืออีกสองที่ที่ยังไม่ได้ใช้ ในเมื่อระดับจินตาน
ของพวกมันก็มากันพร้อมหน้า ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่รีบใช้
สิทธิ์เข้าไป?
ทางด้านรองหัวหน้ากลุ่มโจรสลัดหยกศิลา ได้แต่ยิ้ม
เจื่อนอย่างจนใจ
ใจจริงเขาก็อยากส่งระดับจินตานเข้าไปเพิ่มอีกสองคน
หรอก แต่ติดปัญหาใหญ่หลวงอยู่สองประการ
หนึ่ง… เขาไม่รู้ชะตากรรมว่าจางอวิ๋นจะโผล่หัวมาไหม
และสอง… ป้ายผ่านทางทั้งหมดดันถูกท่านหัวหน้ากู่หง
เหวินประเคนให้จางอวิ๋นไปหมดหน้าตักแล้ว!
ในเมื่อตอนนี้จางอวิ๋นยังไม่โผล่หัว โควตาสองที่นั้นก็คง
ต้องปล่อยให้เน่าคาที่ไปเปล่าๆ!
เพียงเวลาไม่กี่อึดใจ…
บนเวทีหลังเต่ายักษ์ทางซ้าย ก็คลาคล่ำไปด้วยยอดฝีมือ
ระดับจินตานกว่าสามร้อยชีวิต
ส่วนเวทีทางขวา แออัดยัดเยียดไปด้วยระดับสร้าง
รากฐานกว่าสามพันคน!
“กฎการคัดเลือกใหม่ในครั้งนี้เรียบง่ายมาก... ตะลุมบอน
!”
น้ำเสียงของผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่เย็นเยียบ “เวที
ทางซ้าย ระดับจินตานเหลือ 17 ที่ ผู้ที่ยืนหยัดอยู่บนเวทีได้
เป็น 17 คนสุดท้าย จะได้โควตาไป! เวทีทางขวาก็เช่นกัน
ระดับสร้างรากฐานเหลือ 99 ที่ 99 คนสุดท้ายที่เหลือรอด คือ
ผู้ชนะ!”
“เอาล่ะ เริ่ม…”
“ช้าก่อน!!”
ยังไม่ทันที่คำสั่งเริ่มการประลองจะหลุดจากปาก เสียง
ตะโกนขัดจังหวะก็ดังลอยลมมาจากขอบฟ้าไกล
คนทั้งลานประลองชะงักกึก เงียบกริบลงในบัดดล
โฮก——!!
ตามมาด้วยเสียงคำรามของพยัคฆ์ที่ดังกึกก้องสะเทือน
เลื่อนลั่นปานฟ้าถล่ม พยัคฆ์ขาวตัวมหึมาวิ่งตะบึงฝ่าอากาศ
มาจากขอบฟ้าด้วยความเร็วสูงดุจดาวตก!
เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างเงาอันมหึมานั้นก็มาหยุดลอย
ตระหง่านอยู่เหนือเกาะกลางทะเล!
แรงกดดันวิญญาณอันมหาศาลแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่ว
บริเวณ ทำให้อากาศบิดเบี้ยวจนน่าสะพรึงกลัว
“ระ… ระดับหยวนอิง? สัตว์อสูรระดับหยวนอิง!?”
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออก
มาจากร่างของพยัคฆ์ขาว ใบหน้าของผู้คนในสนามต่างถอดสี
ซีดเผือด ขาสั่นพั่บๆ ด้วยความหวาดกลัว
กลางทะเลไกลออกไป แม้แต่พญาเต่าวิญญาณคราม
ระดับจินตานทั้งสองตัวที่แบกเวทีอยู่ ถึงกับตัวสั่นงันงก หดหัว
เข้ากระดองแทบไม่ทันเพราะสัญชาตญาณความกลัวตาม
สายเลือด
“ทางเข้ายังอยู่… ดูท่าจะยังไม่สายแฮะ!”
เสียงบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากบนหลังเสืออย่าง
สบายอารมณ์
ฝูงชนต่างตกตะลึงอ้าปากค้าง เมื่อเพ่งมองดีๆ ถึงได้เห็น
ว่าบนหัวอันน่าเกรงขามของพยัคฆ์ขาวระดับหยวนอิงตัวนั้น…
มีคนยืนอยู่!
“มีคน! บนหัวเสือนั่นมีคนยืนอยู่!!”
“บัดซบ! นั่นมันใครวะ? ถึงขนาดสยบสัตว์อสูรระดับ
หยวนอิงให้เชื่องได้เยี่ยงแมวบ้าน!?”
…
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ไปทั่วสารทิศ ดั่งผึ้งแตกรัง
ยอดฝีมือระดับหยวนอิงจากขุมกำลังต่างๆ ในที่นั้นต่าง
หรี่ตาลงด้วยความระแวดระวัง แม้แต่ผู้อาวุโสสองเกาะเชียน
ไห่ก็ไม่เว้น
ผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถสยบสัตว์อสูรระดับหยวนอิงได้
ในแดนใต้นี้นับว่าหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร มีเพียง
ยอดฝีมือระดับแปลงเทพ ไม่กี่คนเท่านั้นที่มีความสามารถ
ระดับนี้
ผู้มาเยือนเบื้องหน้านี้คือ…
“จะ… จางอวิ๋น?”
เสียงอุทานที่เจือด้วยความงุนงงดังขึ้น
ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่ชะงัก
คนทั้งสนามก็ชะงักเช่นกัน
สายตาทุกคู่หันขวับไปมอง ‘เจ้าสำนักหลิงเซียน’ ที่เป็น
ต้นตอของเสียงอุทาน
“ท่านเจ้าสำนัก…”
บนหัวของ ‘พยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอน’ จางอวิ๋น
เมื่อเห็นเจ้าสำนักหลิงเซียนก็ยกมือเกาหัวแกรกๆ เอ่ยขออภัย
ด้วยรอยยิ้มแห้งๆ
“ขอโทษทีท่านเจ้าสำนัก พอดีเสียเวลาไปหน่อย ข้ากับกู่
หลานเลยมาช้า!”
ด้านหลังจางอวิ๋นบนหลังเสือ เถากู่หลานเองก็โผล่หน้า
ออกมาโบกมือหยอยๆ “ท่านเจ้าสำนัก!”
ถัดไปด้านหลังยังมีสวีหมิง, อู๋เสี่ยวพั่ง, อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ และ
… อินทรีขนขาวอีกหนึ่งตัว
“เจ้าสำนักชุดม่วงนั่น เหมือนจะเป็นเจ้าสำนักหลิงเซียน
แห่งแคว้นหนานอวิ๋นใช่ไหม?”
“ไม่ผิดแน่! คนบนหลังเสือขาวนั่นเป็นคนของสำนักหลิง
เซียนเหรอ?”
“คุณพระช่วย! สำนักหลิงเซียนนี่มันร้ายกาจขนาดนี้เลยรึ
? ถึงขนาดจับสัตว์อสูรระดับหยวนอิงมาขี่เล่นได้!?”
…
เมื่อได้ยินบทสนทนาของจางอวิ๋น เสียงวิพากษ์วิจารณ์
ด้วยความเหลือเชื่อก็ดังกระหึ่มไปทั่วลานประลอง
ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่และเหล่าระดับหยวนอิงในที่
นั้น ต่างมองเจ้าสำนักหลิงเซียนด้วยความตกตะลึงปน
หวาดหวั่น
แคว้นหนานอวิ๋นและแคว้นหนานโช่วถือเป็นสองแคว้นที่
อ่อนแอที่สุดในหกแคว้น และสำนักหลิงเซียนก็ดูเหมือนจะ
ไม่ใช่สำนักที่แกร่งที่สุดในแคว้นหนานอวิ๋นด้วยซ้ำ แต่กลับ
ซุกซ่อนความสามารถในการสยบสัตว์อสูรระดับหยวนอิงไว้
เนี่ยนะ?
เมื่อเห็นว่าตัวเองกลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งงาน เจ้า
สำนักหลิงเซียนได้แต่มองค้อนจางอวิ๋นที่อยู่ด้านบนด้วยความ
เอือมระอา
เจ้าเด็กบ้านี่ โผล่มาทีไร ต้องมีเรื่องให้ชาวบ้านเขา
แตกตื่นทุกที!
แต่ในใจลึกๆ เขาก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
พยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนระดับหยวนอิงตัวนี้…
จางอวิ๋นไปสยบมันมาได้ยังไง?
ต้องรู้ก่อนนะว่า ขนาดตัวเขาเองยังไม่เคยปราบสัตว์อสูร
ระดับนี้ได้เลย!
บนแท่นสูงด้านข้าง รองหัวหน้ากลุ่มโจรสลัดหยกศิลาทำ
หน้ามึนงงดั่งไก่ตาแตก
เขาจำได้แม่นว่าตอนจางอวิ๋นกับพวกแยกตัวออกไป
พวกเขานั่งอินทรีขนขาวไปไม่ใช่เหรอ? ไหงกลับมากลายเป็นขี่
พยัคฆ์ขาวระดับหยวนอิงมาได้ล่ะเนี่ย?
เดี๋ยวนะ นั่นมันอินทรีของกลุ่มเรานี่หว่า?
เมื่อสังเกตเห็นอินทรีขนขาวที่ยืนเกาะอยู่บนหลังเสือ
อย่างภาคภูมิ รองหัวหน้ากลุ่มโจรสลัดถึงกับอ้าปากค้าง
ไอ้เวรเอ๊ย! อินทรีระดับสร้างรากฐานตัวกระจิริด ดัน
ไปยืนเกาะอยู่บนหลังสัตว์อสูรระดับหยวนอิงหน้าตาเฉย?
ยิ่งเห็นเจ้าอินทรีเชิดหน้าชูคอ ทำท่าทางโอหังวางมาด
ราวกับเป็นพญาหงส์ เขาถึงกับมุมปากกระตุกยิกๆ…
คันไม้คันมืออยากจะสอยไอ้นกเวรนี่ร่วงลงมา แล้วกระโดด
ขึ้นไปนั่งแทนชะมัด!
สัตว์อสูรระดับหยวนอิงเชียวนะโว้ย เกิดมาเขายังไม่เคย
นั่งเลย!
ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่ตั้งสติได้ เอ่ยถามจางอวิ๋นด้วย
น้ำเสียงที่ไม่แน่ใจนัก “พวกเจ้าคือ… สหายเต๋าจากสำนักหลิง
เซียนรึ?”
เมื่อเผชิญกับสายตานั้น ร่างบางของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ก็
สั่นสะท้านเล็กน้อย มือภายใต้แขนเสื้อกำแน่นด้วย
ความโกรธแค้น
แต่แล้ว สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่วางลงบนไหล่ ก็
ทำให้อารมณ์คุกรุ่นในใจนางสงบลงอย่างน่าประหลาด
สุ่ยเอ๋อร์ อย่าเพิ่งใจร้อน!
เสียงส่งกระแสจิตดังขึ้น นางเงยหน้ามองจางอวิ๋นที่
ส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ข้าคือผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักหลิงเซียน!”
จางอวิ๋นประกาศก้อง ก่อนจะหันไปมองผู้อาวุโสสอง
เกาะเชียนไห่ แล้วแสร้งถามด้วยความสงสัย “มิทราบว่าท่าน
คือ?”
คิ้วของผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่ขมวดเข้าหากันทันที
ในฐานะผู้อาวุโสสองแห่งเกาะเชียนไห่ ยังมีคนไม่รู้จัก
เขาอีกรึ?
“ข้าคือผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่ ผู้รับผิดชอบดูแลการ
เปิดแดนลับเซียนในครั้งนี้!”
“อ้อ! ที่แท้ก็ท่านผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่ ยินดีที่ได้พบ
ยินดีที่ได้พบ!”
จางอวิ๋นทำท่าทางเหมือนเพิ่งนึกออก พลางล้วงป้ายคำ
สั่งสองอันออกมา “นี่คือหลักฐานแสดงสิทธิ์ของพวกเรา…”
“เลยเวลามาหนึ่งเค่อแล้ว ป้ายผ่านทางถือเป็นโมฆะ!”
ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่ตัดบทเสียงเรียบเฉียบขาด
“ขณะนี้กำลังทำการคัดเลือกโควตาใหม่ หากต้องการสิทธิ์ ให้
ระดับจินตานขึ้นเวทีซ้าย ระดับสร้างรากฐานขึ้นเวทีขวา ผู้ที่
ยืนหยัดเป็นกลุ่มสุดท้าย ถึงจะได้โควตาไป!”
จางอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย เพิ่งจะสังเกตเห็นสถานการณ์
ในสนามตอนนี้
ดูท่าจะมาช้าไปก้าวนึงจริงๆ แฮะ!
เขากวาดตามองไปที่เวทีประลองยักษ์สองแห่งกลาง
ทะเลไม่ไกลนัก
“ยืนหยัดเป็นกลุ่มสุดท้ายสินะ…”
จางอวิ๋นลูบคางครุ่นคิด พลางหันไปมองอู๋เสี่ยวพั่งกับอวี๋
สุ่ยเอ๋อร์ด้านหลัง
“ท่านอาจารย์ พวกเราจะคว้าโควตามาให้ได้ขอรับ!”
อู๋เสี่ยวพั่งฉีกยิ้มกว้างอย่างมั่นใจ
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้เอ่ยอะไร แต่แววตานั้นฉายประกายมุ่ง
มั่นเด็ดเดี่ยวราวกับคมดาบ
“ไปเถอะ!”
จางอวิ๋นพยักหน้ายิ้มๆ
อู๋เสี่ยวพั่งและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์รีบขี่กระบี่เหินฟ้า พุ่งตรงดิ่งไป
ยังเวทีระดับสร้างรากฐานทางฝั่งขวาทันที
ส่วนจางอวิ๋นก้มลงอุ้ม ‘อู๋ไห่ไห่’ ที่ยังคงนอนหลับปุ๋ย
ไม่รู้เรื่องรู้ราวขึ้นมาแนบอก แล้วสั่งให้พยัคฆ์วิญญาณ
ลายพาดกลอนมุ่งหน้าไปยังเวทีทางฝั่งซ้ายอย่างไม่รีบร้อน
…