วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 62 ตำนานแห่งถ้ำสวรรค์ ‘ดินแดนปีศาจ’
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 62 ตำนานแห่งถ้ำสวรรค์ ‘ดินแดนปีศาจ’
บทที่ 62 ตำนานแห่งถ้ำสวรรค์ ‘ดินแดนปีศาจ’
บทที่ 62 ตำนานแห่งถ้ำสวรรค์ ‘ดินแดนปีศาจ’
แน่นอนว่าเมิ่งฝานส่ายหัวพลางกล่าวอย่างมีเหตุผล “ที่ท่านคิดว่าวิชากระบี่ของข้าล้ำเลิศนั้น เป็นเพราะระดับการบ่มเพาะของท่านยังอยู่ที่ขั้นวรยุทธ์แท้จริงเท่านั้น ท่านคิดจริง ๆ หรือว่ายอดฝีมือระดับ ‘จินตัน’ จะมีวิชากระบี่ที่อ่อนด้อยจนดูแคลนได้?”
“ที่เจ้าพูดมาก็มีส่วนถูก!” หลิวเยียนผิงพยักหน้าเห็นพ้อง
นางอดมิได้ที่จะยิ้มขมขื่นให้แก่ความคิดของตนเอง รู้สึกราวกับว่าตนติด ‘พิษ’ จากคำพูดของเมิ่งฝานเข้าเสียแล้ว บางครั้งนางก็มองข้ามความเป็นจริงของระดับพลัง และเผลอคิดไปว่าเมิ่งฝานนั้น ‘ทำได้ทุกอย่าง’ ราวกับเนรมิตได้
นี่มันช่างเกินเยียวยานัก ข้าต้องดึงสติกลับมาเสียใหม่! หลิวเยียนผิงเตือนตนเองในใจ
การจะให้คนระดับวรยุทธ์แท้จริงไปท้าทายยอดฝีมือระดับจินตัน นางคิดเรื่องพรรค์นี้ออกมาได้อย่างไรกัน? ช่างเหลวไหลสิ้นดี!
ทว่าหากจะพูดกันตามตรง สิ่งที่เจียงผั่วเยว่ประกาศออกมานั้นก็นับว่า ‘เหลวไหล’ มิต่างกัน การมากระทำการเช่นนี้ในถิ่นของสำนักกระบี่ซู่ซัน ย่อมแสดงเจตนาชัดแจ้งว่าเขาเห็นซู่ซันเป็นเพียงสวนหลังบ้านของสำนักคุนหลุนเท่านั้น มิเพียงแต่จะมิต้องไว้หน้ากัน ทว่ายังดูแคลนเหล่าศิษย์ซู่ซันจนมิติดอยู่ในสายตา ช่างจองหองพองขนเกินไปเสียหน่อย
ตามหลักการแล้ว เหล่าอาวุโสของสำนักคุนหลุนควรจะเป็นฝ่ายออกมาปรามเจียงผั่วเยว่เสียก่อนที่ทางซู่ซันจะต้องออกโรงห้ามปรามเสียด้วยซ้ำ ทว่าความเป็นจริงที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับพิกลนัก เพราะนอกจากเบื้องบนของคุนหลุนจะนิ่งเฉยแล้ว แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงของซู่ซันเองก็กลับมิได้ขัดขวางการตั้งเวทีท้าทายนี้แต่อย่างใด!
เมิ่งฝานขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางครุ่นคิด เจียงผั่วเยว่ผู้นี้แท้จริงแล้วมีแผนการอันใดกันแน่?
ประลองเพียงทักษะกระบี่ล้วน ๆ โดยมิพึ่งพาพลังบำเพ็ญงั้นรึ?
เรื่องนี้มีความหมายแฝงอันใด? หรือว่าเขาจะมีความทะเยอทะยานเยี่ยเดียวกับเขา ที่ปรารถนาจะศึกษาวิชากระบี่ร้อยสำนัก เพื่อขัดเกลาสู่เคล็ดวิชา ‘หมื่นกระบี่คืนสำนัก’?
มีความเป็นไปได้ว่าการได้สังเกตและประมือกับวิชากระบี่ที่หลากหลาย ย่อมช่วยยกระดับความเข้าใจในวิถีกระบี่ของตนเองได้มหาศาล ทว่าเมิ่งฝานมิคิดว่าเจียงผั่วเยว่จะมีความสามารถเฉกเช่นเดียวกับเขา ที่เพียงแค่มองเพียงปราดเดียวก็สามารถหยั่งถึงแก่นแท้ได้ ทั้งหมดที่เขากระทำได้นั้นล้วนอาศัยความโปรดปรานจากโชคชะตาในฐานะผู้ข้ามภพ พร้อมด้วยพรสวรรค์ ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’ ที่ติดตัวมา
ทว่ามิว่าเจียงผั่วเยว่จะมุ่งหวังสิ่งใด เมิ่งฝานก็หามีความคิดที่จะก้าวเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยไม่
อันที่จริง สิ่งที่เขาเอ่ยกับหลิวเยียนผิงเมื่อครู่นี้ หาได้มาจากใจจริงทั้งหมดไม่ เขารู้สึกได้ลึก ๆ ว่าหากวัดกันที่ชั้นเชิงและทักษะกระบี่ล้วน ๆ โดยตัดเรื่องพลังบำเพ็ญออกไป ความเชี่ยวชาญของเขาย่อมมิเป็นรองเจียงผั่วเยว่ และเผลอ ๆ อาจจะมีโอกาสคว้าชัยชนะได้เสียด้วยซ้ำ
แต่เมิ่งฝานมิปรารถนาจะทำตนเป็นจุดเด่นในยามนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ มันหามีผลประโยชน์อันใดตอบแทนไม่!
การที่ศิษย์แต่ละคนสลับกันขึ้นไปประลองกับเจียงผั่วเยว่ ก็มิต่างจากการเป็น ‘ฟืน’ ที่ช่วยส่งเสริมให้ไฟแห่งวิชากระบี่ของอีกฝ่ายโชติช่วงขึ้นเท่านั้น แล้วเหตุใดเขาต้องเอาตัวไปแลกเพื่อผลประโยชน์ของผู้อื่นด้วยเล่า?
ทว่าในขณะที่เมิ่งฝานกำลังจะหันหลังเดินจากไปนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงประกาศก้องของเจียงผั่วเยว่ดังไล่หลังมาอีกครั้งว่า
“หากผู้ใดสามารถมีชัยเหนือข้าในวิถีกระบี่ได้ ข้า เจียงผั่วเยว่ ยินดีมอบ ‘ยาอายุวัฒนะเทียนซินตัน’ หนึ่งเม็ดให้เป็นเดิมพัน!”
เมิ่งฝานที่เพิ่งจะถอนใจว่าการประลองนี้ไร้ผลประโยชน์ ทว่ามิทันไร “ผลประโยชน์” ก็ลอยมาวางอยู่ตรงหน้าเสียอย่างนั้น!
ทว่า เทียนซินตันที่ว่านี้ คือสิ่งใดกัน?
เมิ่งฝานมิเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย ทว่าการที่เจียงผั่วเยว่กล้าประกาศออกมาด้วยความองอาจมั่นใจปานนั้น ยาเม็ดนี้ย่อมมิใช่ของธรรมดา แต่ต้องเป็นโอสถทิพย์ที่ล้ำค่าและหาได้ยากยิ่งเป็นแน่
“ศิษย์พี่หลิว เทียนซินตันที่มันว่าคือยาชนิดใดกันรึขอรับ?” เมิ่งฝานหันไปถามหลิวเยียนผิงทันที
หลิวเยียนผิงมีฐานะเป็นถึงหลานสาวของผู้อาวุโสหลิวแห่งตำหนักโอสถ เรื่องหยูกยาและของวิเศษนางย่อมต้องมีความรู้แตกฉานมิใช่รึ?
“เทียนซินตัน คือยอดโอสถล้ำค่าที่สยบหัวใจผู้บำเพ็ญเพียรมานักต่อนัก เมื่อผู้เพาะกายบรรลุถึงระดับเทียนหยวน พวกเขาจะต้องเริ่มเคี่ยวกรำ ‘จิตวิญญาณ’ ทว่าการจะฝึกจิตให้บรรลุนั้นยากเย็นแสนเข็ญดุจปีนป่ายขึ้นสวรรค์ และเทียนซินตันเม็ดนี้เอง คือตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้การฝึกจิตวิญญาณประสบความสำเร็จ ตราบใดที่มิใช่คนโง่เง่าไร้พรสวรรค์จนเกินเยียวยา หลังจากได้กลืนกินเทียนซินตันเข้าไปแล้ว ย่อมมีโอกาสสูงยิ่งที่จะฝึกจิตวิญญาณได้สำเร็จสมปรารถนา!”
เมื่อได้รับฟังคำอธิบาย เมิ่งฝานก็พยักหน้าเบา ๆ พลางลอบประเมินความล้ำค่าของยาเม็ดนี้อยู่ในใจ แม้ว่ายอดโอสถนี้จะถูกปรุงขึ้นเพื่อยอดฝีมือระดับเทียนหยวน ทว่าแม้แต่ผู้ที่อยู่ในระดับจินตันเอง ก็ยังยากที่จะได้ครอบครอง เพราะมันหายากเกินไปจริง ๆ
การที่เจียงผั่วเยว่นำเทียนซินตันออกมาเป็นเดิมพันเช่นนี้ มิได้เพียงแค่ดึงดูดใจยอดฝีมือระดับเทียนหยวนเท่านั้น ทว่าแม้แต่รุ่นพี่ระดับจินตันทั้งหลาย ก็คงต้องหลั่งไหลกันมาประลองอย่างมืดฟ้ามัวดินเป็นแน่!
“มีเพียงศิษย์แกนหลักเท่านั้นรึที่มีสิทธิ์ประลองกับท่าน? แล้วศิษย์ประตูในอย่างพวกเราเล่า สามารถเข้าร่วมได้หรือไม่!” ใครคนหนึ่งตะโกนถามขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน
ในกลุ่มผู้มาเยือนจากสำนักอู๋จี๋และคุนหลุนนั้นล้วนเป็นศิษย์แกนหลัก ทว่ายามนี้ผู้ที่ห้อมล้อมอยู่รอบข้างส่วนใหญ่คือศิษย์ประตูในของสำนักซู่ซัน ดังนั้นเจ้าของคำถามย่อมเป็นผู้ใดไปมิได้นอกจากศิษย์ซู่ซันผู้อยากลองดีนั่นเอง
“ขอเพียงพวกเจ้ามีความมั่นใจ มิว่าจะเป็นศิษย์ประเภทใด หรือมีระดับการฝึกตนอยู่ในขั้นไหน ก็สามารถก้าวขึ้นมาประมือกับข้าได้ทั้งสิ้น! แม้แต่รุ่นพี่ที่อยู่ในระดับ ‘หยวนเฉิน’ หากปรารถนาจะชี้แนะข้าสักสองสามกระบวนท่า ข้าก็ยินดีน้อมรับด้วยความเต็มใจยิ่ง ทว่าสำหรับท่านอาวุโสที่อยู่เหนือระดับหยวนเฉินขึ้นไปนั้น มิจำเป็นต้องลงมาลดตัวแข่งขันกับคนรุ่นเยาว์หรอกขอรับ เพราะการเอาชนะคนรุ่นน้องเช่นข้าไปได้ ท่านย่อมมิได้รับเกียรติอันใดจริงหรือไม่? พรุ่งนี้ยามเช้า ข้า เจียงผั่วเยว่ จะตั้งเวทีรออยู่ที่นี่ ขอเชิญทุกท่านมาร่วมสนุกกัน!”
เมื่อสิ้นเสียงประกาศ เจียงผั่วเยว่ก็หันหลังเดินจากไปพร้อมกับเหล่าศิษย์สำนักคุนหลุนด้วยท่าทางสง่างาม
ทิ้งไว้เพียงความคึกคักอื้ออึงรอบแท่นทงเทียน บรรดาศิษย์ซู่ซันต่างพากันถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน หลายคนที่เคยพ่ายแพ้ให้แก่เจียงผั่วเยว่ก่อนหน้านี้ต่างรู้สึกขัดเคืองใจ พวกเขาเชื่อมั่นว่าวิชากระบี่ของตนหาได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่ายไม่ และแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าที่เจียงผั่วเยว่คว้าชัยมาได้นั้น เป็นเพราะอาศัยระดับพลังที่เหนือกว่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
หากเป็นการประลองที่วัดกันเพียงชั้นเชิงและวิถีกระบี่ล้วน ๆ พวกเขาต่างหมายมั่นปั้นมือว่า ในวันพรุ่งนี้ จะต้องกอบกู้ชื่อเสียงและเกียรติยศกลับคืนมาให้จงได้!
เมิ่งฝานมองดูบรรดาผู้คนที่กำลังขยับขยายร่างกายด้วยความฮึกเหิมมุ่งมั่นแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างอ่อนใจ
จากการลอบสังเกตเชิงกระบี่ของเจียงผั่วเยว่ก่อนหน้านี้ เขาพบว่าท่วงท่าของอีกฝ่ายนั้นมีความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความแตกฉานในวิถีกระบี่ระดับสูงยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนเจียงผั่วเยว่จะยังมิได้สำแดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาเสียด้วยซ้ำ บรรดาศิษย์ที่พากันฮึดสู้เหล่านี้ วันนี้ถูกเขาปราบเสียอยู่หมัดอย่างไร พรุ่งนี้ก็คงมิวายถูกกำราบซ้ำสองเยี่ยงนั้นเป็นแน่
“ศิษย์พี่หลิว ข้าขอกลับไปที่หอศาสตราก่อนนะขอรับ” เมิ่งฝานกล่าวลาหลิวเยียนผิง
“แล้วพรุ่งนี้เจ้าจะมาชมการประลองวิถีกระบี่ที่เจียงผั่วเยว่ตั้งเวทีหรือไม่?” หลิวเยียนผิงเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“น่าจะมาขอรับ” เมิ่งฝานพยักหน้ายืนยัน
วันนี้เขาได้ประจักษ์ในชั้นเชิงกระบี่ของศิษย์แกนหลักหลายสำนัก ซึ่งนับว่าได้รับประโยชน์มิน้อย เมื่อพรุ่งนี้มีการประลองที่เน้นวิชากระบี่ล้วน ๆ เขาย่อมมิยอมพลาดโอกาสทองเช่นนี้แน่นอน การได้เห็นของจริงย่อมดีกว่าการนั่งตีความคัมภีร์ในหอเก็บตำราเป็นไหน ๆ ที่สำคัญ โอกาสวาสนาเช่นนี้หากปล่อยให้หลุดมือไปย่อมมิมีวันหวนคืน!
หลังจากกลับมาถึงหอศาสตรา เมิ่งฝานที่ตั้งใจจะเข้าห้องฝึกฝนกลับเปลี่ยนทิศทาง เดินตรงไปยังชั้นสองเพื่อขอเข้าพบท่านผู้เฒ่าหลิน
“ไปดูการแข่งกระบี่มาแล้วรึ?” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นหน้าลูกศิษย์
“ท่านอาจารย์ไปร่วมชมด้วยหรือขอรับ?” เมิ่งฝานถามด้วยความประหลาดใจ เพราะเขานึกว่าท่านผู้เฒ่าคงมิสนใจกงการของคนรุ่นหลังเหล่านี้
“ใช่ ข้าไปดูมา และก็เห็นเจ้าหนูเช่นเจ้ายืนเนียนอยู่ในกลุ่มคนด้วย” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยพลางยิ้มอย่างเมตตา
เมิ่งฝานมิล่วงรู้เลยว่าท่านผู้เฒ่าไปแอบซุ่มดูอยู่ที่ใด เพราะบนแท่นทงเทียนเขาหามิได้พบเห็นท่านผู้เฒ่าไม่ ทว่าด้วยบุคลิกที่รักความสงบ ท่านคงมินิยมไปเบียดเสียดกับฝูงชน และน่าจะมีที่นั่งพิเศษเพื่อลอบสังเกตการณ์เป็นแน่
“เป็นอย่างไรบ้างเล่า การประลองวิถีกระบี่ในวันพรุ่งนี้ เจ้ามีความสนใจอยากจะลองฝีมือดูบ้างไหม?” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยหยั่งเชิง
แม้เมิ่งฝานยามนี้จะดูมีระดับพลังห่างไกลจากเจียงผั่วเยว่อยู่มิน้อย ทว่าท่านผู้เฒ่าย่อมล่วงรู้ดีว่าศิษย์ของตนผู้นี้มีความพิเศษเพียงใด หากเป็นการประลองที่วัดกันเพียงชั้นเชิงกระบี่โดยมิพึ่งพาพลังวัตร ศิษย์ของเขาคนนี้อาจจะมีดีพอที่จะสั่นคลอนความโอหังของเจียงผั่วเยว่ได้ทีเดียว!
“ท่านอาจารย์ขอรับ ข้าพอดีมีข้อสงสัยบางประการอยากจะขอคำชี้แนะ” เมิ่งฝานหันไปถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้อสงสัยอันใดรึ? เกี่ยวข้องกับการประลองในวันพรุ่งนี้งั้นหรือ?”
“ใช่ขอรับ แม้สำนักคุนหลุนจะได้อันดับหนึ่งไปแล้ว ทว่าการที่เจียงผั่วเยว่ก้าวออกมาตั้งเวทีท้าทายอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ข้ากลับรู้สึกว่ามันเป็นการยั่วยุซู่ซันของพวกเราโดยตรง ที่นี่คือถิ่นของสำนักกระบี่ซู่ซัน หาใช่สวนหลังบ้านของสำนักคุนหลุนไม่ เหตุใดทางสำนักเราจึงปล่อยให้เขามาก่อหวอดเช่นนี้โดยมิมาขัดขวางเลยเล่าขอรับ?”
การประลองที่ดูไร้เหตุผลและกะทันหันเช่นนี้ ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ท่านผู้เฒ่าหลินยิ้มบาง ๆ พลางตบบ่าเมิ่งฝานเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“เจ้าหนูเจียงผั่วเยว่ผู้นั้น หาได้มีเจตนายั่วยุซู่ซันไม่ ความจริงแล้ว การประลองวิถีกระบี่ในวันพรุ่งนี้ มิใช่ความคิดของเจ้าเด็กนั่นเองหรอก”
คำเฉลยของท่านอาจารย์ทำเอาเมิ่งฝานถึงกับฉงนในทันที “ท่านอาจารย์ หมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
“การประลองในวันพรุ่งนี้ แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ทั้งสามสำนักใหญ่ คือซู่ซัน อู๋จี๋ และคุนหลุน ได้ตกลงเห็นพ้องร่วมกัน เพียงแต่ยืมปากของเจียงผั่วเยว่ที่เป็นผู้ชนะการประลองหลักให้เป็นคนประกาศออกมาเท่านั้นเอง”
“ทั้งสามสำนักร่วมมือกันรึขอรับ?” เมิ่งฝานยิ่งประหลาดใจเข้าไปใหญ่ “พวกท่านต้องการจะทำสิ่งใดกันแน่?”
นี่มิเท่ากับเป็นการจัดการประลองรอบพิเศษอีกคราหรอกรึ ทว่ามันจะมีประโยชน์อันใดเล่า? ลำพังเพียงวิชากระบี่ที่เลิศเลอนั้นมิได้หมายความว่าพลังทำลายล้างจะแกร่งกล้าเสมอไป หากมิได้ผสานรวมกับระดับการบำเพ็ญเพียรที่มั่นคง พลังที่แท้จริงย่อมมิบังเกิด
เมิ่งฝานนิ่งตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่างจึงลองถามขึ้นว่า
“ท่านอาจารย์ ผู้ที่มีวิชากระบี่แข็งแกร่งมักจะมีคุณลักษณะสำคัญอยู่สองประการ หนึ่งคือมีปฏิภาณไหวพริบสูงล้ำยิ่ง! สองคือเป็นผู้ที่ขยันหมั่นเพียรและมีความอดทนพากเพียรกว่าผู้ใด หรือว่าทั้งสามสำนักต้องการใช้วิธีนี้เพื่อคัดเลือกอัจฉริยะไปฝึกฝนในทางลับกระนั้นหรือขอรับ?”
นี่คือเหตุผลเดียวที่เมิ่งฝานพอจะคาดเดาออกในยามนี้
ท่านผู้เฒ่าหลินยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยว่า “มีส่วนเกี่ยวพันอยู่บ้าง ทว่าก็หาได้ถูกต้องทั้งหมดไม่”
“เช่นนั้นจุดประสงค์ที่แท้จริงคือสิ่งใดกันรึขอรับ?” เมิ่งฝานถามด้วยความใคร่รู้อย่างยิ่ง
“จุดประสงค์คือ ทั้งสามสำนักปรารถนาจะใช้วิถีนี้เฟ้นหาศิษย์ที่มีความแตกฉานในศาสตร์แห่งกระบี่ถึงขั้นอุกฤษฏ์ โดยเฉพาะเหล่าศิษย์ที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรอยู่ต่ำกว่าอาณาจักรจินตันลงมา”
“เจียงผั่วเยว่ผู้นั้นเปรียบเสมือน ‘หินลับกระบี่’ ที่ถูกส่งมาเพื่อวัดความคมของศิษย์รุ่นหลัง หากเป็นผู้ที่มีระดับต่ำกว่าจินตันลงมา คาดว่าคงยากจะหาผู้ใดมีชัยเหนือเขาในด้านเชิงกระบี่ได้ การใช้เขาเป็นบรรทัดฐานในการทดสอบจึงเหมาะสมที่สุด! และความจริงแล้ว หลังจากจบศึกที่ซู่ซัน เจียงผั่วเยว่ยังมีกำหนดการเดินทางไปยังสำนักอู๋จี๋และคุนหลุน เพื่อตั้งเวทีประลอง ‘วิถีกระบี่บริสุทธิ์’ ในรูปแบบเดียวกันนี้ เพื่อคัดกรองยอดฝีมือจากอีกสองสำนักที่เหลือด้วยเช่นกัน”
เมื่อได้รับฟังคำเฉลย เมิ่งฝานก็สามารถจับประเด็นสำคัญได้อย่างว่องไวสมเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม
“ท่านอาจารย์ขอรับ การที่สามสำนักมุ่งเน้นคัดเลือกเพียงศิษย์ระดับล่างที่มีวิชากระบี่ล้ำเลิศเช่นนี้ แสดงว่าต้องมีสาเหตุเบื้องลึกเบื้องหลังเป็นแน่?”
ท่านผู้เฒ่าหลินถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา “นั่นเป็นเพราะมีสถานที่แห่งหนึ่ง และภารกิจลับประการหนึ่ง ที่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถของศิษย์เหล่านี้ไปทำให้ลุล่วง”
“ดูท่า ภารกิจนี้คงมิใช่เรื่องธรรมดาสามัญเป็นแน่!” เมิ่งฝานเอ่ยต่อคำอย่างรู้ทัน การปฏิบัติภารกิจที่ละเว้นผู้ทรงพลังทว่ากลับเลือกเพียงผู้ที่เก่งกาจในเชิงกระบวนท่า ย่อมแฝงไว้ด้วยความพิลึกพิลั่นอย่างเห็นได้ชัด
“ย่อมมิธรรมดาแน่นอน” ท่านผู้เฒ่าหลินพยักหน้ายืนยัน
“ท่านอาจารย์ขอรับ โปรดมิต้องให้ข้าลุ้นจนใจสั่นเลย รบกวนบอกความจริงแก่ข้าตรง ๆ เถิดขอรับ”
“บอกเจ้าก็มิเป็นไรหรอก เพราะอย่างไรเสีย ข้าก็ตั้งใจจะส่งเจ้าเข้าร่วมภารกิจนี้อยู่แล้ว”
สีหน้าของท่านผู้เฒ่าหลินพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ท่านจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเมิ่งฝาน ก่อนจะเริ่มเผยความลับของภารกิจอัน ‘มิธรรมดา’ นี้ออกมา
“การที่ซู่ซัน อู๋จี๋ และคุนหลุน ต้องเฟ้นหายอดกระบี่รุ่นเยาว์นั้น ทั้งหมดมีความเกี่ยวพันกับ ‘อาณาเขตอสูร’!”
อาณาเขตอสูร?
เมิ่งฝานทวนคำศัพท์ประหลาดล้ำนั้นในใจ แม้จะเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ทว่าชื่อนี้ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์อสูรหรือมวลมารเป็นแน่ ดูท่าเขาและบรรดาศิษย์ยอดฝีมือเหล่านั้น คงถูกลิขิตให้ต้องย่างกรายเข้าไปปฏิบัติภารกิจบางอย่างในดินแดนลี้ลับแห่งนั้นเสียแล้ว
“อาณาเขตอสูรที่ว่านั้น คือสิ่งใดกันแน่ขอรับ?”
“อาณาเขตอสูร คือมิติพิเศษที่ซ้อนทับอยู่กับโลกของเรา ทว่าขณะเดียวกันก็แยกตัวออกเป็นอิสระเสรี ดุจดั่ง ‘ถ้ำสวรรค์’ ในตำนานโบราณกาล!”
เมิ่งฝานพยักหน้าช้า ๆ คล้ายจะเข้าใจทว่ายังมิแจ่มแจ้งนัก เขาจึงถามต่อด้วยความข้องใจ “ภารกิจที่ท่านอาจารย์ว่า คือการส่งพวกข้าเข้าไปในดินแดนแห่งนั้นสินะขอรับ? ทว่าเหตุใดจึงมิส่งยอดฝีมือที่มีระดับตบะสูงส่งเข้าไปเล่า เหตุใดจึงต้องจำกัดเพียงผู้ที่เชี่ยวชาญวิถีกระบี่เท่านั้น?”
ท่านผู้เฒ่าหลินจึงไขข้อข้องใจว่า “การคัดเลือกเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลที่มิอาจเลี่ยงได้ เพราะดินแดนอสูรแห่งนั้นมีความวิปริตผิดแผกอย่างยิ่ง! ประการแรก มีเพียงผู้ที่มีระดับการบำเพ็ญต่ำกว่าอาณาจักรจินตันลงมาเท่านั้น จึงจะสามารถย่างกรายผ่านเขตแดนเข้าไปได้ หากผู้ใดบรรลุถึงขั้นจินตันหรือสูงส่งกว่านั้น จะถูกอำนาจลึกลับขวางกั้นไว้ภายนอก มิอาจรุกล้ำเข้าไปได้แม้เพียงก้าวเดียว”
“ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ มิว่าเจ้าจะมีพลังอยู่ในระดับรวบรวมลมปราณ วรยุทธ์แท้จริง หรือแม้กระทั่งระดับเทียนหยวน ขอเพียงก้าวล่วงเข้าสู่ดินแดนอสูรแห่งนั้น พลังบำเพ็ญในกายจะถูกตราประทับลึกลับสะกดไว้อย่างเบ็ดเสร็จ มิอาจใช้ปราณแท้ได้เลยแม้เพียงกระผีกริ้น! ทุกคนจะตกอยู่ในสภาวะมิต่างจากปุถุชนธรรมดา”
“เมื่อพลังวัตรถูกปิดกั้น สิ่งเดียวที่จะใช้เป็นที่พึ่งพิงเพื่อเอาตัวรอดและขับเคี่ยวในดินแดนแห่งนั้นได้ ก็คือ ‘วิชากระบี่’ ล้วน ๆ เท่านั้นเอง! นี่คือเหตุผลที่สามสำนักต้องทุ่มเทคัดเลือกศิษย์ที่อยู่ใต้ระดับจินตันและมีเชิงกระบี่เหนือชั้นที่สุดอย่างไรเล่า”
คำอธิบายนี้ช่างละเอียดลออและชัดเจนจนเมิ่งฝานเข้าใจอย่างถ่องแท้ ทว่าถึงกระนั้น ภายในใจของเขาก็ยังคงมีความคลางแคลงใจบางประการหลงเหลืออยู่
“ท่านอาจารย์ขอรับ เช่นนั้นเหตุใดพวกข้าจึงจำต้องมุ่งหน้าสู่ดินแดนอสูรแห่งนั้น? และภารกิจที่ต้องแบกรับแท้จริงแล้วคือสิ่งใดกันแน่?” เมิ่งฝานเอ่ยถามถึงข้อสงสัยสุดท้ายของตน
ท่านผู้เฒ่าหลินกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและน้ำเสียงอันหนักแน่น “เหตุผลนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก นั่นคือการขจัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ทวยราษฎร์ และวาดกระบี่สังหารมวลมารอสูรให้สิ้นซาก!”
“อสูรในดินแดนลี้ลับแห่งนั้น พักหลังมานี้มักจะรุกล้ำออกมาสู่โลกภายนอกอยู่เนือง ๆ พวกมันเข่นฆ่าราษฎรอย่างโหดเหี้ยม กินเลือดเนื้อชาวบ้านเป็นอาหารอย่างมิเกรงกลัวอาญาฟ้าดิน มิว่าจะเป็นซู่ซัน อู๋จี๋ หรือคุนหลุน ต่างก็ถือมั่นว่าการปราบมารขจัดภัยคือพันธกิจหลักที่มิอาจละเลยได้! หากพวกมันยอมหมอบเซื่องซึมซ่อนกายอยู่ในดินแดนของตน เราอาจจะพอไว้ชีวิตพวกมันได้บ้าง ทว่าเมื่อพวกมันริอ่านออกมารังแกเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ พวกเราจะนิ่งเฉยดูดายได้อย่างไร?”
เมิ่งฝานพยักหน้าเห็นพ้อง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ บรรดาอสูรที่กระหายเลือดเหล่านั้นก็สมควรถูกกวาดล้างให้ดับสูญไปเสีย
“ฟังจากน้ำเสียงของท่านอาจารย์แล้ว ภารกิจในครานี้คือการบดขยี้มวลอสูรในดินแดนแห่งนั้นให้พินาศสิ้น มิให้เหลือรอดแม้เพียงตัวเดียวใช่หรือไม่ขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามย้ำ
“ถูกต้อง! เป็นเช่นนั้นแล!” แววตาของท่านผู้เฒ่าหลินพลันฉายแววสังหารออกมาวูบหนึ่ง
“ทว่าศิษย์ข้า เจ้ามิสมควรวิตกกังวลจนเกินเหตุ แม้นักบำเพ็ญฝ่ายมนุษย์เมื่อย่างกรายเข้าสู่ดินแดนอสูรจะถูกปิดกั้นพลังวัตร ทว่าบรรดาอสูรในที่นั้นย่อมมิล่วงพ้นจากกฎเกณฑ์เดียวกัน พลังของพวกมันจะถูกกดทับไว้เช่นกัน ด้วยระดับฝีมือกระบี่ของเจ้า การเข้าไปย่อมมินับว่าอันตรายจนเกินรับมือ ทว่าก็จงระแวดระวังและรอบคอบให้จงหนัก อย่าได้ประมาทเลินเล่อเป็นอันขาด ความผิดพลาดเพียงนิดที่อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้โดยมิคาดคิด ข้ามิปรารถนาให้มันเกิดขึ้นกับเจ้าเลยแม้แต่น้อย”
เมิ่งฝานพยักหน้าอย่างนอบน้อม ในเมื่อท่านผู้เฒ่าหลินรับประกันเช่นนี้ เขาก็หาได้มีเหตุผลใดให้คลางแคลงใจไม่
การไปเยือนดินแดนอสูรสักครา ก็นับว่ามิน่าเสียหายอันใด
ช่วงที่ผ่านมาเขาเอาแต่คลุกตัวอยู่ในหอคัมภีร์ ฝึกฝนขัดเกลาวิถีกระบี่อย่างหนักจนเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง ถึงเวลาเสียทีที่จะต้องออกไปวาดลวดลายสังหารอสูร เพื่อให้โลหิตของมวลมารช่วยลับคมดาบของเขาให้โชติช่วงยิ่งขึ้น!
“ท่านอาจารย์ขอรับ ในเมื่อข้าต้องเข้าร่วมภารกิจนี้ ข้ายังจำเป็นต้องขึ้นไปประลองวิถีกระบี่กับเจียงผั่วเยว่ผู้นั้นอีกหรือไม่?”
เดิมทีเมิ่งฝานหาได้มีความสนใจจะประชันดาบกับเจียงผั่วเยว่แม้แต่น้อย ทว่าการมิจดจ่อหาได้หมายความว่าเขายำเกรงไม่ หากภารกิจบีบคั้นให้เขาต้องออกไปเผชิญหน้า เมิ่งฝานผู้นี้ก็พร้อมจะสำแดงฝีมือให้ประจักษ์โดยมิยอมปราชัยง่าย ๆ แน่นอน!
“ความสามารถของเจ้านั้น ข้าย่อมประจักษ์แจ้งแก่ใจดี ดังนั้นมิว่าเจ้าจะเลือกขึ้นไปประลองกับเจียงผั่วเยว่หรือไม่ เจ้าก็ย่อมเป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกอยู่ดี ทว่าข้าเองก็ใคร่อยากรู้นัก วันนี้เจ้าก็ได้เห็นชั้นเชิงของเจียงผั่วเยว่มาแล้ว หากให้วัดกันเพียง ‘วิถีกระบี่บริสุทธิ์’ โดยมิพึ่งพาตบะบารมี เจ้าคิดว่าตนเองพอจะมีโอกาสคว้าชัยเหนือเขาได้หรือไม่?”
ลึก ๆ ในใจของท่านผู้เฒ่าหลินนั้น สัญชาตญาณบอกท่านว่าเชิงกระบี่ของเมิ่งฝานอาจจะยังเป็นรองเจียงผั่วเยว่อยู่บ้าง เพราะเจียงผั่วเยว่มิได้มีเพียงระดับจินตันที่สูงส่ง ทว่าวิทยายุทธด้านกระบี่ของเขาก็เข้าขั้นไร้เทียมทาน โดยเฉพาะเพลงกระบี่ ‘ไท่ซวีจ้านหลงเจี้ยน’ ที่บรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญชำนาญอย่างแท้จริงแล้ว
ทว่าศิษย์รักของเขาผู้นี้ ในด้านวิชากระบี่ก็มีความพิสดารล้ำลึกเหนือพรรณนา คำว่าเชี่ยวชาญชำนาญดูจะน้อยไปเสียด้วยซ้ำ อาจกล่าวได้ว่าบรรลุถึงขั้นสูงสุดอย่างหาได้ยากยิ่งในหมู่คนรุ่นเดียวกัน
แม้สัญชาตญาณส่วนหนึ่งจะบอกว่าเมิ่งฝานยังด้อยกว่า ทว่าศิษย์คนนี้กลับชอบสร้างปาฏิหาริย์ให้เห็นอยู่ร่ำไป ท่านผู้เฒ่าหลินจึงอดมิได้ที่จะแอบมีความคาดหวังเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจนั่นเอง!