วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 61 สำนักกระบี่คุนหลุน เจียงผั่วเยว่
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 61 สำนักกระบี่คุนหลุน เจียงผั่วเยว่
บทที่ 61 สำนักกระบี่คุนหลุน เจียงผั่วเยว่
บทที่ 61 สำนักกระบี่คุนหลุน เจียงผั่วเยว่
“ฮ่า ๆ สักวันหนึ่งข้าจะทำให้ท่านยอมเรียกข้าว่าพี่ชายอย่างเต็มใจให้ได้!” เมิ่งฝานเอ่ยขึ้นลอย ๆ อย่างนึกสนุก
ทว่าปฏิกิริยาของหลิวเยียนผิงกลับเหนือความคาดหมาย เมื่อพวงแก้มของนางซับสีระเรื่อขึ้นมาอย่างมิมีปี่มีขลุ่ย
ในเวลานั้น บนแท่นทงเทียนได้มีศิษย์จากสำนักกระบี่คุนหลุนก้าวขึ้นสู่เวทีแล้ว หากจะกล่าวถึงสามสำนักใหญ่ สำนักกระบี่คุนหลุนถือเป็นสำนักที่ลึกลับและสันโดษที่สุด เพราะในขณะที่สำนักซู่ซันและอู๋จี๋มักจะส่งศิษย์ออกไปท่องยุทธภพเพื่อปราบมารขจัดภัยอยู่เป็นนิจ ทว่าคนจากคุนหลุนกลับเร้นกายอยู่อย่างเอกาในเทือกเขาอันหนาวเหน็บ มิค่อยยุ่งเกี่ยวกับทางโลกมากนัก
ด้วยเหตุนี้ เมิ่งฝานจึงค่อนข้างให้ความสนใจศิษย์จากคุนหลุนเป็นพิเศษ ยิ่งเมื่อเขาได้เห็นแนวทางกระบี่ของหลี่เสวี่ยโหรวไปพอสมควรแล้ว สายตาของเขาในยามนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การแกะรอยวิชากระบี่ของสำนักลึกลับแห่งนี้อย่างจดจ่อ
ชั่วครู่ต่อมา หลี่เสวี่ยโหรวก็พ่ายแพ้และต้องลงจากเวทีไป ในศึกครานี้นางมิได้ใช้เคล็ดวิชาระเบิดปราณแท้เช่นครั้งก่อน มิรู้ว่านางมิปรารถนาจะใช้ หรือมิสามารถใช้ได้อีกกันแน่ เมิ่งฝานจึงตั้งใจแน่วแน่ว่าต้องหาเวลาไปถามน้องสาวผู้นี้ให้รู้ความ ว่านางใช้วิธีลับอันใดในการเพิ่มพูนพลังในชั่วพริบตาเช่นนั้น
ส่วนศิษย์สำนักคุนหลุนผู้นั้น ชัยชนะของเขาหาได้มาจากวิชากระบี่ที่ล้ำเลิศไม่ ทว่าเป็นการอาศัยระดับการบำเพ็ญเพียรที่เหนือกว่ากดข่มหลี่เสวี่ยโหรวไว้จนนางมิอาจต้านทานได้ วิชากระบี่ของเขาในสายตาเมิ่งฝานหาได้มีจุดใดที่โดดเด่นสะดุดตาเลยแม้แต่น้อย
หรือว่า… เขาจะยังมิได้สำแดงฝีมือที่แท้จริงออกมากันแน่?
ทว่าหากพิจารณาจากการที่เขาสามารถใช้ปราณแท้กดข่มหลี่เสวี่ยโหรวได้ราบคาบเพียงนั้น ระดับพลังของเขาอย่างน้อยต้องอยู่ระดับเทียนหยวนขั้นที่สามเป็นอย่างต่ำ หากเขามีพลังซ่อนเร้นมากกว่านี้จริง แต่กลับเลือกขึ้นเวทีมาตั้งแต่ช่วงแรกเพื่อรังแกศิษย์ระดับล่าง ก็นับว่าเป็นพฤติกรรมที่ไร้เกียรติและลดทอนคุณค่าของตนเองยิ่งนัก
เมิ่งฝานยังคงจดจ่ออยู่กับการประลองต่อไป ลำดับถัดมาเป็นศิษย์จากสำนักอู๋จี๋ที่ก้าวขึ้นมาท้าชิง และครานี้ศิษย์คุนหลุนผู้ที่เพิ่งเอาชนะหลี่เสวี่ยโหรวไปได้ กลับเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำปราชัยลงมาอย่างรวดเร็ว
เห็นได้ชัดว่า ที่เขาหาได้ซ่อนเร้นพลังไว้นั้น เป็นเพราะเขาไม่มีขุมพลังใดเหลือให้ซ่อนแล้วจริง ๆ!
หากจะกล่าวกันตามตรง เรื่องนี้มิใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจแม้เพียงนิด เมิ่งฝานลอบวิจารณ์ในใจ การอาศัยระดับพลังที่สูงกว่าไปข่มเหงผู้อ่อนด้อยกว่า ทว่าพอเจอคู่ปรับที่ทัดเทียมกันกลับถูกจัดการหมอบกระแตลงมาในทันที ช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก!
การประลองดำเนินต่อเนื่องไปยกแล้วยกเล่า ยอดฝีมือที่ตบเท้าขึ้นสู่เวทีต่างก็ทวีความเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ
เมิ่งฝานยังคงจดจ่อสังเกตท่วงท่าการวาดกระบี่ของแต่ละสำนักอย่างละเอียดถี่ถ้วน พลางศึกษาวิเคราะห์กลยุทธ์เหล่านั้นอยู่ในใจเงียบ ๆ โอกาสทองที่จะได้ยลโฉมวิชากระบี่จากศิษย์ชั้นเลิศพร้อมกันเช่นนี้ นับเป็นวาสนาที่หาได้ยากยิ่งนัก
เวลาล่วงเลยไปอีกกว่าสิบรอบ ยามนี้ผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นทงเทียนล้วนเป็นระดับหัวกะทิของแต่ละสำนัก หากวัดกันในขอบเขตอาณาจักรเทียนหยวนแล้ว พวกเขาเหล่านี้ถือเป็นยอดฝีมือที่ทรงพลังอย่างแท้จริง
“ศิษย์พี่เนี๊ยะ! ศิษย์พี่เนี๊ยะขึ้นเวทีแล้ว!” หลิวเยียนผิงอุทานออกมาเสียงดังลั่น นางตบแขนเมิ่งฝานรัว ๆ ด้วยความตื่นเต้นจนแทบคลุ้มคลั่ง
เมิ่งฝานได้แต่กลอกตามองบนด้วยความระอา
‘ศิษย์พี่เนี๊ยะ’ ที่หลิวเยียนผิงเอ่ยถึงนั้น เมิ่งฝานย่อมจำได้ขึ้นใจ ครั้งหนึ่ง ณ หอตรัสรู้กระบี่ ยามที่เย่เฟิงพยายามจะตามเกี้ยวนาง หลิวเยียนผิงก็ยกชื่อศิษย์พี่เนี๊ยะผู้นี้ขึ้นมาอ้าง โดยบอกว่าตนมีใจปฏิพัทธ์ต่อเขาเพียงผู้เดียว พร้อมไล่ส่งเย่เฟิงให้ไสหัวไปไกล ๆ เพราะเกรงว่าศิษย์พี่เนี๊ยะจะเข้าใจผิด!
เมิ่งฝานได้ยินชื่อนี้จากปากนางจนหูแทบจะหนวกไปข้างหนึ่ง เห็นชัดว่าแม่นางผู้นี้คือ ‘แฟนคลับตัวยง’ ของศิษย์พี่เนี๊ยะอย่างมิต้องสงสัย ทว่าก็น่าเสียดายนัก ที่มักจะเป็นฝ่าย ‘ดอกไม้มีใจ ทว่าสายน้ำไร้รัก’ เสียมากกว่า เพราะศิษย์พี่เนี๊ยะมักจะมองข้ามหลิวเยียนผิงไปราวกับนางเป็นธาตุอากาศ มิเคยให้ความสนใจนางเลยแม้แต่น้อย
นี่คือรักข้างเดียวอันบริสุทธิ์โดยแท้!
อันที่จริง จะเรียกว่ารักข้างเดียวก็อาจจะยังมิถูกนัก จากการสังเกตของเมิ่งฝาน ความรู้สึกของหลิวเยียนผิงที่มีต่อศิษย์พี่เนี๊ยะนั้น คล้ายคลึงกับพวกกลุ่มคนคลั่งไคล้ดาราบนโลกที่เขาเคยรู้จัก ดูเหมือนจะลึกซึ้งโหยหา ทว่าความจริงกลับมิต่างจากคนแปลกหน้าที่มีเส้นขนานกั้นกลาง มิมีความเกี่ยวข้องกันแม้แต่นิดเดียว
“ศิษย์พี่เนี๊ยะผู้นี้มีนามเต็มว่ากระไรหรือขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถาม
เขาได้ยินแต่คำว่าศิษย์พี่เนี๊ยะมาเนิ่นนาน ทว่ากลับมิเคยรู้ชื่อจริงของอีกฝ่ายเลยสักครั้ง
“เจ้ามิรู้กระทั่งชื่อของศิษย์พี่เนี๊ยะเชียวรึ? เจ้านี่ช่างเป็นคนหูหนวกตาบอดต่อเรื่องราวรอบตัวเสียนี่กระไร!” หลิวเยียนผิงค้อนขวับพลางมองเมิ่งฝานด้วยสายตาดูแคลน
เมิ่งฝานนิ่งเงียบ จ้องมองนางกลับด้วยสายตาเรียบเฉยอยู่ครู่หนึ่งจนหลิวเยียนผิงเริ่มทำตัวไม่ถูก
นางเกิดอาการขัดเขินขึ้นมาทันควัน รีบก้มหน้าลงพึมพำตอบเบา ๆ ว่า “ศิษย์พี่เนี๊ยะนามว่า ‘เนี๊ยะปิง’ อักษรปิงที่แปลว่าศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์อย่างไรเล่า”
“อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว อักษรปิงที่แปลว่า ‘ทหารตัวจ้อย’ สินะขอรับ” เมิ่งฝานพยักหน้าทำเป็นเข้าใจ
“มิใช่ทหารตัวจ้อย! มันแปลว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ต่างหากเล่า!” หลิวเยียนผิงรีบแก้ควันออกหู
“…” เมิ่งฝานคร้านจะต่อปากต่อคำกับนางอีก จึงหันกลับไปสนใจการประลองต่อ
ทว่าหากว่ากันตามเนื้อผ้า เนี๊ยะปิงผู้นี้ก็นับว่ามีฝีมือร้ายกาจสมคำร่ำลือ
ทันทีที่ก้าวสู่ลานประลอง เพียงหนึ่งกระบวนท่าเขาก็สามารถสยบคู่ต่อสู้ลงได้อย่างราบคาบ ท่วงท่าเดียวนั้นแฝงไว้ด้วยการปลดปล่อย “เจตจำนงกระบี่” ถึงสองชนิดพร้อมกัน นับเป็นทักษะที่สูงส่งจนผู้คนรอบด้านต่างพากันอุทานด้วยความแตกตื่น ทว่าในสายตาของเมิ่งฝาน เรื่องนี้กลับดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก เพราะในยามที่เขายังอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ เขาก็สามารถสำแดงเจตจำนงกระบี่สองชนิดพร้อมกันได้ตั้งนานแล้ว
“ศิษย์พี่เนี๊ยะช่างเก่งกาจเหลือเกินเจ้าค่ะ!” หลิวเยียนผิงร้องอุทานด้วยความเทิดทูน
เมิ่งฝานเพียงยิ้มรับบาง ๆ มิได้เอ่ยขัดคออันใด หากมองในมุมของคนทั่วไป เนี๊ยะปิงนับว่ามีความเพียรเป็นเลิศ การที่ยอดฝีมือระดับเทียนหยวนสามารถหลอมรวมเจตจำนงกระบี่สองสายเข้าด้วยกันจนช่ำชองเช่นนี้ หากมิเรียกว่าเก่ง ก็คงหาผู้ใดในซู่ซันมาเทียบเคียงได้ยากแล้ว ท้ายที่สุด ใช่ว่าทุกคนจะมีพรสวรรค์วิปริตเหนือมนุษย์เช่นเมิ่งฝานเสียเมื่อไหร่กัน!
หลังจากยืนหยัดกรำศึกอยู่ถึงสามรอบ ในที่สุดเนี๊ยะปิงก็ต้องพ่ายแพ้และลงจากเวทีไป นั่นเป็นเรื่องธรรมดาของการประลองเยี่ยงนี้ เพราะผู้ที่กล้าขึ้นท้าชิงย่อมประเมินแล้วว่าตนเหนือกว่า การจะรักษาตำแหน่ง ‘เจ้าเวที’ ไว้ได้นานจึงเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นผู้ที่เก่งกาจเกินขีดจำกัด ทว่าคนประเภทนั้นย่อมมิมาร่วมวงไพบูลย์ตั้งแต่หัววันเช่นนี้หรอก ผลงานสามรอบของเนี๊ยะปิงจึงนับว่าน่าประทับใจมิใช่น้อย
“ศิษย์พี่เนี๊ยะแพ้ก็เพราะพวกสำนักคุนหลุนนั่นแหละ! เจ้าเล่ห์นัก หากมิแอบลอบกัด ศิษย์พี่เนี๊ยะไม่มีทางพลาดท่าแน่!” หลิวเยียนผิงเอ่ยด้วยโทสะ
เมิ่งฝานได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ เพราะในสมรภูมิที่เผชิญหน้าและวันทยาหัตถ์กันอย่างเปิดเผยเช่นนี้ หามีสิ่งที่เรียกว่าการลอบโจมตีไม่ พูดได้เพียงว่าเนี๊ยะปิงยังฝีมือมิถึงขั้น และอาจจะขาดความระแวดระวังไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง
การประลองกระบี่ซู่ซันดำเนินไปอย่างดุเดือดนานกว่าสามยาม จนกระทั่งแสงสุดท้ายของวันเริ่มลับขอบฟ้า ผู้ที่คว้าตำแหน่งผู้ชนะเลิศไปครองกลับกลายเป็น เจียงผั่วเยว่ จากสำนักคุนหลุน ตามคำทำนายของศิษย์พี่จินมิผิดเพี้ยน ช่างน่าอัศจรรย์นักที่คนรักสันโดษและดูจะ ‘กลัวสังคม’ เช่นศิษย์พี่จิน กลับสามารถหยั่งรู้เรื่องราวทั่วใต้หล้าได้อย่างแม่นยำถึงเพียงนี้!
“ศิษย์พี่จินแห่งหอคัมภีร์นี่มิธรรมดาเลยจริง ๆ ทายถูกเผงเสียอย่างนั้น” หลิวเยียนผิงเปรยออกมาอย่างอ่อนใจ
“แท้จริงแล้วสำนักใดจะชนะย่อมมิสำคัญหรอกขอรับ ทว่าการที่ท่านต้องเสียหินวิญญาณไปถึงพันเม็ดนี่สิ ช่างน่าเสียดายแทนยิ่งนัก” เมิ่งฝานถอนหายใจยาว ต่อให้มิใช่เงินของเขา แต่เขาก็อดรู้สึกใจหายแทนมิได้ หินวิญญาณพันเม็ดเชียวนะ! หากเป็นเขาที่ต้องสูญเสียมากปานนั้น คงได้กินไม่ได้นอนไปหลายวันแน่
“นั่นน่ะสิ น่าเสียดายจริง ๆ นั่นมันเงินค่าขนมตั้ง สองเดือน ของข้าเชียวนะ!” หลิวเยียนผิงโอดครวญด้วยสีหน้าเจ็บปวด
เมิ่งฝานที่กำลังจะอ้าปากปลอบถึงกับชะงักไปทันที
เงินค่าขนม สองเดือนรึ?
พูดกันตามตรง เมิ่งฝานรู้สึกเหมือนถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าที่กลางอกอย่างแรงจนเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาทันควัน เด็กจากครอบครัวธรรมดาที่ต้องกัดฟันสู้เพื่อเศษหินวิญญาณเช่นเขา มีสิทธิ์อันใดจะไปเห็นใจ ‘ลูกมหาเศรษฐี’ ที่เสียเงินค่าขนมเพียงมิกี่เดือนกันเล่า!
“ทว่าหากจะเอ่ยกันตามจริง พี่เจียงผู้นี้ช่างสง่างามเหลือเกิน ทั้งหล่อเหลาและเก่งกาจถึงเพียงนี้ เมื่อนำศิษย์พี่เนี๊ยะไปเปรียบกับเขาแล้ว ดูเหมือนแม้แต่จะแบกรองเท้าให้ก็ยังมิคู่ควรเลยเจ้าค่ะ!” หลิวเยียนผิงจ้องมองเจียงผั่วเยว่แห่งสำนักคุนหลุนที่ยืนเด่นอยู่ไกล ๆ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้มหลงใหล
เมิ่งฝานถึงกับมองเห็น ‘หัวใจสีแดง’ ดวงน้อย ๆ สองดวงลอยเด่นอยู่ในแววตาของนางเลยทีเดียว
“ไฉนจึงเป็นเช่นนั้นเล่าขอรับ? ท่านมิชอบศิษย์พี่เนี๊ยะแล้วรึ? เหตุใดจึงเปลี่ยนใจไปปักใจรักพี่เจียงผู้นี้รวดเร็วนัก” เมิ่งฝานเอ่ยกระแซะ
ทว่าแม่นางผู้นี้กลับตอบออกมาอย่างหน้าชื่นตาบานว่า “ข้าเคยบอกตอนไหนว่าชอบศิษย์พี่เนี๊ยะ? อย่ามากล่าววาจาเลื่อนลอยให้ข้าต้องเสียชื่อเสียงเช่นนั้นสิเจ้าคะ หากพี่เจียงมาได้ยินเข้า แล้วเกิดความรู้สึกมิชอบมาพากลต่อข้าจะทำอย่างไร!”
เมิ่งฝานจ้องมองนางด้วยความตะลึงลาน อดมิได้ที่จะชูนิ้วโป้งให้ในใจ เขาเพิ่งจะประจักษ์แจ้งวันนี้เองว่า ในโลกหล้ายังมีสตรีที่เปลี่ยนใจได้ไวปานกามนิตและเปี่ยมด้วยความ ‘หน้าตาย’ ถึงเพียงนี้เชียวรึ! เรื่องนี้นับว่าช่วยเปิดหูเปิดตาเมิ่งฝานขนานใหญ่ทีเดียว
หลิวเยียนผิงยังคงเพ้อต่อไปมิหยุด “พี่เจียงดูแล้วอายุยังมิน่าจะถึงสามสิบปี ทว่ากลับบรรลุถึงอาณาจักรจินตัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในสำนักกระบี่ซู่ซันของเรายามนี้ ดูเหมือนจะหามีอัจฉริยะผู้ใดเฉิดฉายเท่าเขาได้เลยสักคน”
เมิ่งฝานกลอกตาพลางสวนกลับทันควัน “จริง ๆ แล้วก็พอมีอยู่คนหนึ่งนะขอรับ”
“ใครกัน? เหตุใดข้าจึงมิเคยล่วงรู้?” หลิวเยียนผิงถามด้วยความประหลาดใจ
“ศิษย์พี่กวงเทียนโหย่วอย่างไรเล่าขอรับ” เมิ่งฝานเอ่ยชื่อที่เพิ่งได้ยินมาจากศิษย์พี่จินเมื่อเช้านี้
“เจ้ารู้จักศิษย์พี่กวงด้วยรึ?” หลิวเยียนผิงมองเมิ่งฝานอย่างเหลือเชื่อ
กวงเทียนโหย่วหายตัวไปจากสำนักนานโขแล้ว ยามที่เขายังรุ่งโรจน์ เมิ่งฝานน่าจะยังมิทันได้เข้าสำนักด้วยซ้ำ ทว่าด้วยความที่กวงเทียนโหย่วคืออัจฉริยะเหนือโลกผู้หนึ่ง การที่เมิ่งฝานจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามบ้างก็นับว่ามิแปลก
“ทว่าก็น่าเสียดายนัก ที่ศิษย์พี่กวงต้อง” หลิวเยียนผิงส่ายหัวพลางถอนใจ หากศิษย์พี่กวงยังอยู่ ตำแหน่งผู้ชนะในศึกครานี้อาจมิใช่ของสำนักคุนหลุนก็เป็นได้
หลังสิ้นสุดการประลอง ผู้คนเริ่มเตรียมตัวแยกย้าย ทว่าเจียงผั่วเยว่ผู้คว้าชัยกลับก้าวออกมาเบื้องหน้าแล้วประกาศกร้าวด้วยเสียงอันดังสนั่นว่า
“การประลองกระบี่ซู่ซันในครานี้ ข้า เจียงผั่วเยว่ คือผู้ชนะ! ทว่านั่นเป็นเพียงการประลองด้วยพละกำลังและการบ่มเพาะ นับจากนี้ไป ข้าจะตั้งเวทีประลองอยู่ ณ ที่แห่งนี้เป็นเวลาสามวัน เพื่อเปิดศึกประลอง ‘วิถีกระบี่บริสุทธิ์’!”
สิ้นคำประกาศ เสียงอื้ออึงก็ดังไปทั่วบริเวณด้วยความฉงนทว่าแฝงด้วยความเลื่อมใสในบารมีของผู้ชนะ
“การประลองวิถีกระบี่บริสุทธิ์คืออันใดรึ?” ใครคนหนึ่งตะโกนถามขึ้นมา
เจียงผั่วเยว่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงก้องกังวานดุจฟ้าร้องว่า “คือการประลองด้วยวิชากระบี่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น! ข้าจะมิใช้พลังวัตร และพวกเจ้าก็มิต้องใช้เช่นกัน ในสายตาของข้า มีเพียงการห้ำหั่นด้วยทักษะกระบี่ล้วน ๆ เช่นนี้เท่านั้น จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการประลองกระบี่ที่แท้จริง!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวเยียนผิงก็หันขวับมามองเมิ่งฝานโดยสัญชาตญาณ นางรู้สึกว่าเวทีนี้ช่างถูกสร้างมาเพื่อเมิ่งฝานโดยเฉพาะเสียเหลือเกิน!
“เมิ่งฝาน เจ้าจะลองไปประมือกับเขาดูสักคราไหม?” หลิวเยียนผิงถามด้วยความคาดหวัง
“เขาอยู่ระดับจินตัน ส่วนข้าอยู่แค่ระดับเจินอู่ ท่านจะให้ข้าไปให้เขาเชือดเล่นรึอย่างไรขอรับ?” เมิ่งฝานกลอกตาใส่
“แต่เขาบอกว่าจะมิใช้พลังวัตรนี่นา ประลองเพียงวิชากระบี่ล้วน ๆ ด้วยฝีมือกระบี่ที่ยอดเยี่ยมปานปีศาจของเจ้า บางทีอาจจะพอมีทางสู้กับเขาได้จริง ๆ ก็ได้นะ”
เสียงของหลิวเยียนผิงค่อย ๆ แผ่วลงเรื่อย ๆ เพราะยิ่งพูด นางเองก็ยิ่งรู้สึกมิสู้มั่นใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น!