วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 59 กระบี่ไท่ซั่งไร้รักปรากฏอีกครั้ง!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 59 กระบี่ไท่ซั่งไร้รักปรากฏอีกครั้ง!
บทที่ 59 กระบี่ไท่ซั่งไร้รักปรากฏอีกครั้ง!
บทที่ 59 กระบี่ไท่ซั่งไร้รักปรากฏอีกครั้ง!
แม้เมิ่งฝานจะใช้ชีวิตอยู่ในสำนักกระบี่ซู่ซันมาหลายปี ทว่าหากเอ่ยถึงผู้ที่เขาสนิทสนมด้วยจริง ๆ กลับมีเพียงหยิบมือเดียว
เพียงแค่ได้ยินเสียงใสที่ดังขึ้นทางด้านหลัง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าของเสียงนั้นคือหลิวเยียนผิง
แม้สำนักกระบี่ซู่ซันจะมิได้กว้างใหญ่ไพศาลนัก แต่จำนวนสมาชิกก็มีจำกัด อีกทั้งศิษย์รับใช้ที่มีจำนวนมากที่สุดก็หามีสิทธิ์เหยียบย่างเข้ามาถึงยอดเขาแห่งนี้ไม่ การที่หลิวเยียนผิงจะสังเกตเห็นเมิ่งฝานท่ามกลางฝูงชนจึงมิใช่เรื่องแปลกอันใด ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าใบหน้าของเมิ่งฝานนั้นโดดเด่นสะดุดตาเหนือผู้คนทั่วไปเพียงใด การมองหาเขาจึงมิใช่เรื่องยากเย็นเลย
“ศิษย์พี่หลิว!” เมิ่งฝานหันกลับไปทักทายนางด้วยรอยยิ้ม
เป็นไปตามที่เมิ่งฝานคาดการณ์ไว้ หลิวเยียนผิงในยามนี้ได้ทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่สามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการพบกันครั้งก่อนทั้งคู่ยังอยู่ในขั้นที่สองเหมือนกัน บัดนี้ผ่านไปเพียงสองเดือน นางยังคงตามหลังเขาเพียงสองลำดับขั้น ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านางเองก็เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศมิเสียชื่อศิษย์ซู่ซัน
“เมิ่งฝาน เจ้าลองคาดเดาดูซิว่า ในศึกประลองกระบี่ซู่ซันครานี้ สำนักใดจะคว้าชัยเป็นที่หนึ่ง?” หลิวเยียนผิงเอ่ยถามอย่างเป็นกันเอง
ด้วยความที่นางและเมิ่งฝานได้ผ่านการชี้แนะวิชากันมาเนิ่นนาน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงสนิทสนมกันมิน้อย
“ข้าได้ยินมาว่า ผู้ชนะน่าจะเป็นสำนักกระบี่คุนหลุนขอรับ” เมิ่งฝานกระซิบตอบเสียงเบา
คำพูดนี้หากแว่วไปเข้าหูศิษย์ซู่ซันที่ยืนรายล้อมอยู่รอบข้าง ย่อมต้องก่อให้เกิดโทสะเป็นแน่ เพราะทุกคนต่างมีความจงรักภักดีต่อสำนักตนเองอย่างแรงกล้า การที่เมิ่งฝานพูดยกย่องสำนักอื่นเช่นนี้ อาจถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าดูแคลนอย่างยิ่ง
“ได้ยินมา? เจ้าไปยินมาจากผู้ใดกัน?” หลิวเยียนผิงขมวดคิ้วมุ่นพลางถามด้วยความฉงน
“ศิษย์พี่จินแห่งหอคัมภีร์เป็นผู้บอกข้าขอรับ ท่านว่าครานี้สำนักกระบี่คุนหลุนมีอัจฉริยะนามว่าเจียงผั่วเยว่ผงาดขึ้นมา ซึ่งในหมู่คนรุ่นเดียวกันแทบจะหาผู้ใดมาต่อกรได้ยากยิ่งนัก” เมิ่งฝานถ่ายทอดมุมมองของศิษย์พี่จินออกมา
“เป็นเช่นนั้นรึ? แย่ล่ะสิ!” หลิวเยียนผิงอุทานด้วยสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด
“มีอันใดรึขอรับ? การประลองครานี้ก็เป็นเพียงการกระชับมิตรและแลกเปลี่ยนฝีมือระหว่างสำนัก ผลแพ้ชนะดูเหมือนจะมิใช่เรื่องสลักสำคัญเท่าใดนัก” เมิ่งฝานเอ่ยขึ้นอย่างมิคิดอะไรมาก
“จะไม่สำคัญได้อย่างไร! มันสำคัญต่อข้ามากเชียวล่ะ! ก็ข้าลงเดิมพันไปตั้ง หินวิญญาณหนึ่งพันเม็ด ว่าสำนักซู่ซันเราจะเป็นฝ่ายชนะน่ะสิ!” หลิวเยียนผิงกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงเครียดจัด
หินวิญญาณหนึ่งพันเม็ดรึ?
เมิ่งฝานถึงกับต้องหันไปมองนางด้วยสายตาตกตะลึง นี่คือความใจถึงของมหาเศรษฐินีสินะ?
ต่อให้เขาเข้าตาจนเพียงใด ก็คงมิกล้านำหินวิญญาณจำนวนมหาศาลปานนั้นออกมาเสี่ยงโชคแน่ ๆ อันที่จริง… ต่อให้เขาอยากจะลองเสี่ยงดู เขาก็ยังหามีหินวิญญาณสะสมถึงหนึ่งพันเม็ดไม่ นี่จึงมิใช่แค่เรื่องของความกล้า แต่มันคือเรื่องของทรัพย์สินล้วน ๆ เลย!
เมิ่งฝานเอ่ยปลอบใจ “ท่านอย่าได้กังวลไปนักเลย นั่นเป็นเพียงคำกล่าวลอย ๆ ของศิษย์พี่จินเท่านั้น ท่านผู้นั้นขลุกอยู่แต่ในหอคัมภีร์ทั้งวันทั้งคืน มิค่อยได้ออกไปสัมผัสโลกภายนอก ข่าวสารของเขาอาจมิได้เที่ยงตรงเสมอไปหรอกขอรับ”
หลิวเยียนผิงหัวเราะร่าพลางย้อนถาม “นี่เจ้ากำลังปลอบใจข้าอยู่รึ? ข้ามีอันใดต้องกังวลกันเล่า ก็แค่หินวิญญาณพันเม็ดมิใช่หรือ แพ้ก็คือแพ้ ข้าหาได้ใส่ใจไม่!”
เมิ่งฝานถึงกับนิ่งอึ้งไปในทันที
เอาเถิด ดูเหมือนเขาจะกังวลแทนผู้อื่นมากเกินไปจริง ๆ
ขนาดของหัวจิตหัวใจมหาเศรษฐินีเช่นนาง ช่างกว้างขวางเกินกว่าที่คนอย่างเขาจะจินตนาการไปถึงได้เสียจริง
“อ้อ ยามนี้ท่านก็ทะลวงเข้าสู่ระดับวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่สามแล้ว ท่านได้ไปชำระแค้นกับศิษย์สำนักอู๋จี๋ผู้นั้นบ้างหรือยังขอรับ?”
เมิ่งฝานทอดสายตาไปยังเขตพื้นที่ของสำนักอู๋จี๋บนแท่นทงเทียน พลันนึกถึงเรื่องราวคับแค้นใจของหลิวเยียนผิงขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามขึ้นมาลอย ๆ
สีหน้าของหลิวเยียนผิงหม่นลงทันควัน นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วนว่า “ข้าเพิ่งจะผ่านด่านเข้าสู่ขั้นที่สามได้เพียงมิกี่วัน เดิมทีตั้งใจจะไปคิดบัญชีกับพวกนั้นอยู่พอดี ทว่าโชคดีที่ยังมิได้วู่วามไป มิเช่นนั้นคงต้องแบกหน้ากลับมาด้วยความอัปยศอีกคราเป็นแน่!”
เมิ่งฝานเลิกคิ้วมองนางด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดท่านถึงกล่าวเช่นนั้นเล่าขอรับ?”
หลิวเยียนผิงชูนิ้วชี้ไปยังศิษย์ในชุดดำขลับของสำนักอู๋จี๋บนแท่นประลอง “เจ้าดูที่เขตของสำนักอู๋จี๋นั่นสิ แถวที่สาม นับจากซ้ายมือคนที่สอง”
เมิ่งฝานเอ่ยกระเซ้ากลับไปว่า “ให้ข้าเดานะ คนผู้นั้นคือศัตรูของท่านใช่หรือไม่ขอรับ?”
ปรากฏว่าหลิวเยียนผิงพยักหน้ายอมรับอย่างหนักแน่น “เจ้าทายถูกแล้ว ใช่คนนั้นแหละ!”
เมิ่งฝานยักคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างอดมิได้ ผู้ที่ยืนอยู่บนแท่นประลองยามนี้ล้วนเป็นศิษย์แกนหลักของสำนัก ซึ่งระดับพื้นฐานขั้นต่ำสุดย่อมต้องเป็นระดับเทียนหยวน
“ท่านมิได้บอกข้าหรอกรึว่ามันแข็งแกร่งกว่าท่านเพียงเล็กน้อย? ท่านแน่ใจรึว่ายอดฝีมือระดับเทียนหยวนจะเหนือกว่าท่านเพียงนิดเดียวจริง ๆ?” เมิ่งฝานเอ่ยพลางเผยรอยยิ้มขมขื่น
“ตอนนั้นมันต้องแอบซ่อนพลังไว้แน่ ๆ ข้าจะไปรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรเล่า!” หลิวเยียนผิงทำสีหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อประหนึ่งสาวน้อยผู้ถูกรังแก
เมิ่งฝานส่ายหัวพลางเอ่ยความจริงอย่างมิไว้หน้า “นี่มิใช่เรื่องของการซ่อนพลังหรอกขอรับ แต่เป็นเพราะยามที่เขาสั่งสอนท่าน เขาหาได้จำเป็นต้องออกแรงเต็มกำลังเลยด้วยซ้ำ”
หลิวเยียนผิงกลอกตาใส่เขาทันที “เจ้าคนนี้นี่ เหตุใดคำพูดคำจาถึงได้ฟังดูระคายหูปานนี้?”
“พูดให้ไพเราะแล้วจะได้อันใดขึ้นมาเล่าขอรับ เนื้อหนังข้าก็มิได้เพิ่มขึ้นมาสักชิ้น” เมิ่งฝานยักไหล่ทำสีหน้ามิแยแส
“เนื้อหนังมิเพิ่ม แต่หินวิญญาณน่ะเพิ่มได้นะ เจ้าลองเรียกข้าว่าพี่สาวแล้วบอกว่า ‘พี่สาว ข้าผิดไปแล้ว’ สักประโยคสิ แล้วข้าจะตบรางวัลให้เจ้าหินวิญญาณหนึ่งเม็ด” หลิวเยียนผิงจ้องมองเขาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์
“พี่สาว ข้าผิดไปแล้วขอรับ!” เมิ่งฝานเอ่ยออกมาโดยไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย
ขาของยุงแม้จะเล็กแต่มันก็คือเนื้อ การเรียกสตรีว่าพี่สาวแล้วยอมรับผิดสักคำ มิเห็นจะทำให้เนื้อหนังส่วนใดของเขาหลุดหายไปสักชิ้นเสียหน่อย
“น่าเอ็นดูจริง ๆ!” หลิวเยียนผิงล้วงหยิบหินวิญญาณออกมาหนึ่งเม็ดแล้วส่งให้เมิ่งฝานทันที
เมิ่งฝานรับมาโดยมิคิดปฏิเสธ แล้วเก็บเข้ากระเป๋าไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
“ทว่า ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงศิษย์แกนหลักระดับเทียนหยวน เห็นทีในช่วงเวลาอันใกล้นี้ ท่านคงจะหมดหวังเรื่องการล้างแค้นเสียแล้วล่ะขอรับ” เมิ่งฝานเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเจือความเห็นใจ
จริงอยู่ที่มิใช่ยอดฝีมือระดับเทียนหยวนทุกคนจะสามารถบรรลุเจตนาแห่งกระบี่ได้
แต่สำหรับศิษย์แกนหลักของสามสำนักใหญ่ ล้วนเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์เหนือคนธรรมดา ส่วนใหญ่แล้วบุคคลเหล่านี้ย่อมต้องบ่มเพาะจนเข้าถึง ‘เจตนาแห่งกระบี่’ ได้สำเร็จแทบทั้งสิ้น
แม้หลิวเยียนผิงจะบรรลุเจตนาแห่งกระบี่ตามคำชี้แนะของเขามาได้แล้ว ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศิษย์แกนหลักจากอู๋จี๋ผู้นั้น นางก็ยังหาได้มีโอกาสชนะไม่ คงถูกอีกฝ่ายสยบลงได้อย่างง่ายดายดังเดิมนั่นเอง
“เรื่องนั้นข้ามิต้องรอให้เจ้าบอกหรอก นับตั้งแต่ศิษย์สำนักอู๋จี๋กลุ่มนั้นเหยียบย่างเข้าสู่ซู่ซัน ข้าก็ให้คนไปสืบสาวราวเรื่องมาจนหมดเปลือกแล้ว ไอ้หมอนี่มีนามว่า หลิวเฟยซิง เป็นยอดฝีมือระดับเทียนหยวนขั้นที่สอง!”
พอเอ่ยถึงระดับเทียนหยวนขั้นที่สอง หลิวเยียนผิงก็ดูเหมือนลูกโป่งที่ถูกเจาะรูรั่ว ความฮึกเหิมที่เคยมีมลายหายไปสิ้น
เมิ่งฝานส่ายหัวพลางนิ่งเงียบ มิได้แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมา ในความเป็นจริงสำหรับหลิวเยียนผิงแล้ว นางมิจำเป็นต้องเสียเวลาไปสืบข่าวเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นยอดฝีมือเทียนหยวนขั้นใดก็ตาม นางก็หามีโอกาสชนะไม่ แม้จะเป็นเพียงเทียนหยวนขั้นที่หนึ่ง ก็สามารถสยบนางลงได้อย่างง่ายดายแล้ว!
“ข้าเองน่ะหมดหวังไปแล้ว แล้วเจ้าเล่า? เจ้าปีศาจน้อย เจ้าคิดว่าหากเป็นเจ้าจะสู้กับมันไหวหรือไม่?” หลิวเยียนผิงหันมาจ้องเขม็งที่เมิ่งฝานอย่างฉับพลัน
เมิ่งฝานกลอกตาพลางเผยยิ้มขมขื่น “พี่สาว ข้าเป็นเพียงศิษย์ระดับวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่ห้าตัวเล็ก ๆ ท่านจะให้ข้าไปประมือกับยอดฝีมือระดับเทียนหยวนเนี่ยนะ ท่านล้อข้าเล่นอยู่รึอย่างไรกัน?”
“ก็จริงของเจ้า เดี๋ยวนะ! เมื่อครู่เจ้าว่ากระไรนะ? เจ้าบรรลุขั้นวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่ห้าแล้วรึ!” หลิวเยียนผิงถึงกับอ้าปากค้างในทันที
นับตั้งแต่รู้จักกับเมิ่งฝานมา สีหน้าตาค้างอ้าปากค้างแทบจะกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของนางไปเสียแล้วยามที่อยู่ต่อหน้าเขา
“คราล่าสุดที่พบกัน เจ้ายังอยู่เพียงขั้นที่สองมิใช่รึ? นี่มันผ่านไปมินานเลยนะ ยังมิถึงสามเดือนด้วยซ้ำมิใช่หรือไร!” หลิวเยียนผิงกะพริบตาถี่ ๆ มิใช่เพื่อบริหารเสน่ห์ ทว่าความตกตะลึงนั้นรุนแรงจนนางมิตรูจะควบคุมเปลือกตาของตนเองได้อย่างไร การรักษาอาการสงบนิ่งพังทลายลงโดยสิ้นเชิง!
“ก็แค่ขั้นวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่ห้าเท่านั้น มิใช่ระดับเทียนหยวนขั้นที่ห้าเสียหน่อย ท่านจะตื่นเต้นไปใยกันขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยอย่างมิแยแส
“เจ้ามันไอ้อัจฉริยะวิปริต!!!” หลิวเยียนผิงถึงกับหมดคำจะเอ่ย
“อย่ามัวแต่ชวนคุยเลยขอรับ ศัตรูของท่านขึ้นสู่สนามประลองแล้ว” เมิ่งฝานเอ่ยเตือนพลางบุ้ยปากไปทางเวที
หลิวเยียนผิงรีบเงยหน้ามองไปยังแท่นทงเทียนทันที ยามนี้ศิษย์แกนหลักแห่งสำนักอู๋จี๋นามว่าหลิวเฟยซิง ได้ก้าวมายืนตระหง่านอยู่กลางลานประลองแล้ว โดยมีคู่ต่อสู้คือศิษย์แกนหลักผู้หนึ่งจากสำนักกระบี่ซู่ซัน
“ศิษย์พี่ฝ่ายซู่ซันที่ยืนประจันหน้ากับหลิวเฟยซิงอยู่นั่นคือผู้ใดรึขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถาม เพราะเขาแทบมิรู้จักศิษย์แกนหลักในสำนักเลย
“นั่นคือศิษย์พี่ หยางหยาง ข้าได้แต่หวังว่าศิษย์พี่หยางจะช่วยล้างแค้นแทนข้า สั่งสอนไอ้หลิวเฟยซิงนั่นให้เข็ดหลาบไปเลย!” หลิวเยียนผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอาฆาต
“ก็น่าจะมีลุ้นอยู่บ้างขอรับ” เมิ่งฝานเอ่ยขึ้นลอย ๆ
ศิษย์พี่หยางหยางผู้นี้เพิ่งจะคว้าชัยมาได้หนึ่งครา พิสูจน์ให้เห็นว่าฝีไม้ลายมือย่อมมิธรรมดา การจะต่อกรกับเทียนหยวนขั้นที่สองก็น่าจะพอมีหนทางอยู่บ้าง อีกทั้งโดยปกติแล้วศิษย์แกนหลักอย่างต่ำต้องอยู่ระดับเทียนหยวนขั้นที่หนึ่ง ดังนั้นเทียนหยวนขั้นที่สองในกลุ่มคนเหล่านี้จึงมิได้ถือว่าแข็งแกร่งจนเกินเอื้อมนัก
ทว่าหากจะพูดกันตามตรง ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่เวทีในช่วงแรก ๆ ของการประลอง ส่วนใหญ่มักจะเป็นยอดฝีมือระดับเทียนหยวนขั้นที่หนึ่งหรือสองเท่านั้น ยอดฝีมือที่แกร่งกว่านี้ย่อมมิรีบร้อนปรากฏตัว นี่คือกฎเหล็กไร้อักษรที่ทุกคนยึดถือร่วมกัน เพราะต้องเปิดโอกาสให้ศิษย์ระดับรองลงมาได้ฝึกฝนฝีมือบ้าง หากเจ้าอยู่ถึงระดับเทียนหยวนขั้นที่ห้าแต่กลับพุ่งขึ้นเวทีมาตั้งแต่เริ่มประลอง ต่อให้ชนะไปก็มีแต่จะถูกมองว่าไร้ศักดิ์ศรีและรังแกผู้อ่อนแอกว่าเท่านั้นเอง
“แล้วศิษย์พี่หยางหยางผู้นี้ อยู่ระดับขั้นใดกันแน่รึขอรับ?” เมิ่งฝานหันไปถามหลิวเยียนผิง เพราะนางและกลุ่มสหายมักจะหูไวตาไวเรื่องข่าวคราวภายในสำนักมากกว่าเขาเสมอ
“ศิษย์พี่หยางหยางเพิ่งจะได้รับการเลื่อนเป็นศิษย์แกนหลักได้มิกี่เดือน คาดว่าอย่างมากก็น่าจะอยู่ระดับเทียนหยวนขั้นที่สอง หรืออาจจะเป็นเพียงขั้นที่หนึ่งด้วยซ้ำ” หลิวเยียนผิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่มิสู้มั่นใจนัก
“เช่นนั้นโอกาสชนะก็คงมิสูงนัก!” เมิ่งฝานเปลี่ยนคำพูดแทบจะในทันที
นั่นเป็นเพราะเมื่อครู่นี้ เขาได้ลอบสังเกตวิชากระบี่ของหยางหยางอย่างละเอียด แม้การต่อสู้ที่ผ่านมาหยางหยางจะเป็นฝ่ายชนะ ทว่าหากเอ่ยถึงความลุ่มลึกแตกฉานในวิถีกระบี่แล้ว ศิษย์พี่หยางผู้นี้กลับมิได้มีความโดดเด่นอันใด ดูท่าเขาคงจะทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการเคี่ยวกรำพลังวัตรภายในเสียมากกว่า
ยอดฝีมือประเภทนี้แม้จะยกระดับพลังได้รวดเร็ว ทว่าหากต้องประชันฝีมือกับผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน เขาก็หาได้มีความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ ทว่าในส่วนของหลิวเฟยซิงผู้นั้นจะเก่งกาจหรืออ่อนด้อยเพียงใดเมิ่งฝานก็ยังมิทราบได้ บางทีเจ้าหนุ่มนั่นอาจจะฝีมือด้อยกว่าหยางหยางก็เป็นได้?
หลิวเฟยซิงพุ่งทะยานขึ้นสู่เวที แล้วเริ่มเปิดฉากปะทะกับหยางหยางทันที
“เมิ่งฝาน เจ้าจงดูวิชากระบี่ของหลิวเฟยซิงให้ดี แล้วจดจำจุดอ่อนของมันเอาไว้ แม้ยามนี้ข้าจะยังมิอาจสู้มันได้ ทว่าในอนาคตข้าจะต้องหาทางชำระความแค้นนี้ให้จงได้!” หลิวเยียนผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองที่ยังมิอาจระงับลงได้
“ตกลงขอรับ”
เมิ่งฝานเพิ่งจะชมวิชากระบี่ของหยางหยางไปเมื่อครู่ ในศึกนี้ความสนใจของเขาจึงมุ่งตรงไปยังหลิวเฟยซิงเป็นหลัก ทว่าทันทีที่หลิวเฟยซิงวาดกระบี่ออกมาเพียงกระบวนท่าแรก เมิ่งฝานก็ถึงกับยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ
“เจ้าเหม่อลอยอันใดอยู่รึ? ตั้งใจดูให้ดี ๆ สิ!” หลิวเยียนผิงเห็นเมิ่งฝานยืนตะลึงจึงรีบเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
เมิ่งฝานเผยยิ้มขมขื่นก่อนจะดึงสติกลับคืนมา
“ท่านวางใจเถิด ข้าจะช่วยท่านหาจุดอ่อนในวิชากระบี่ของมันอย่างแน่นอนขอรับ” เมิ่งฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสลับซับซ้อน
ที่เขาตกตะลึงไปเมื่อครู่นี้ มิใช่เพราะวิชากระบี่ของหลิวเฟยซิงนั้นเลิศเลอเพอร์เฟกต์อันใด ทว่ามันเป็นเพราะวิชากระบี่สายนี้ เขาช่างคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี!
ทั่วทั้งยุทธภพที่เต็มไปด้วยวิชากระบี่ระดับสวรรค์นี้ เมิ่งฝานอาจกล่าวได้ว่าตนคุ้นเคยกับวิชากระบี่เพียงสายเดียวเท่านั้น นั่นคือวิชาที่เขาเคยเห็นผ่าน ‘ความทรงจำแห่งกระบี่’ จากกระบี่เฮยเฟิง ‘กระบี่ไท่ซั่งไร้รัก’
ในนิมิตความทรงจำนั้น เมิ่งฝานได้เห็นกับตาตนเองว่าเจ้าสำนักอู๋จี๋คนปัจจุบัน นามว่า หลี่ชิงอวิ๋น ได้ใช้เพียงหนึ่งกระบี่สังหารภรรยาและลูกน้อยของตนเองอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต ทั้งที่ยามนั้นภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์อยู่ด้วยแท้ ๆ!
เพียงเพื่อให้บรรลุขั้นสุดยอดของกระบี่ไท่ซั่งไร้รัก หลี่ชิงอวิ๋นถึงกับใจคออำมหิตได้ถึงเพียงนี้!
นับตั้งแต่ที่เมิ่งฝานได้รับรู้ความทรงจำนั้น เขาก็มิได้เพียงแค่คิดผ่าน ๆ ทว่าคิดอยู่เสมอนับครั้งมิถ้วนว่า หากวันใดเขามีพลังกล้าแกร่งพอ เขาจะใช้คมกระบี่ของตนปลิดชีพหลี่ชิงอวิ๋นผู้นั้นเสีย เพื่อเซ่นสรวงดวงวิญญาณของสตรีผู้น่าสงสารและทารกในครรภ์ที่มิทันได้ลืมตาดูโลก
แม้เมิ่งฝานจะได้รับทั้งเคล็ดวิชาและเมล็ดพันธุ์แห่งเจตนาของกระบี่ไท่ซั่งไร้รักมาจากความทรงจำของกระบี่เฮยเฟิง ทว่าเขาก็มิเคยคิดที่จะหยิบจับมันมาฝึกฝนเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกว่าวิชานี้ช่างบิดเบี้ยวและขัดต่อวิถีฟ้าดินเสียเหลือเกิน กระบวนท่าที่ไร้หัวใจเช่นนี้ มิควรมีที่ยืนอยู่ในโลกหล้าเลยแม้แต่น้อย!
และในยามนี้ หลิวเฟยซิงที่อยู่บนแท่นทงเทียน ก็กำลังร่ายรำวิชากระบี่ไท่ซั่งไร้รักอยู่นั่นเอง
แน่นอนว่ากระบี่ไท่ซั่งไร้รักที่มันใช้อยู่ มีเพียงเปลือกนอกอันว่างเปล่า หาได้เข้าถึงแก่นแท้ภายในไม่ ยังคงห่างไกลจากความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ขุมใหญ่ เพราะหากปรารถนาจะบรรลุวิชานี้จนถึงขีดสุด จำต้องตัดสิ้นซึ่งสายใยรักและความผูกพันทั้งปวงให้ขาดสะบั้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยากเข็ญแสนสาหัส
เว้นเสียแต่ว่า หลิวเฟยซิงจะกล้าลงมือสังหารผู้ที่สำคัญและใกล้ชิดที่สุดในชีวิตของตนด้วยมือตนเอง เช่นเดียวกับที่เจ้าสำนักของมันเคยทำไว้!