วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 33 สองปีต่อมา เอาชนะคนหนึ่ง
บทที่ 33 สองปีต่อมา เอาชนะคนหนึ่ง
การทดสอบรึ?
สิ่งสุดท้ายในใต้หล้าที่เมิ่งฝานจะหวาดกลัวก็คือการทดสอบนี่เอง
ด้วยปฏิภาณไหวพริบและพรสวรรค์ที่เขามี มีการทดสอบรูปแบบใดบ้างที่เขาจะจัดการไม่ได้? ขอเพียงอย่างเดียว… อย่าได้เป็นการทดสอบที่วัดกันด้วยระดับตบะบารมีก็พอ เพราะจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของเขาในตอนนี้คือระดับการฝึกปรือที่อยู่เพียง ‘รวบรวมลมปราณขั้นที่ 3’ ซึ่งนับว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าอนาถจริง ๆ
ทว่าในเมื่อท่านผู้เฒ่าหลินเฝ้าจับตาดูเขามาตั้งแต่ต้น ย่อมต้องล่วงรู้ดีอยู่แล้วว่าเขามีรากปราณระดับขยะ ในเมื่อท่านยังคิดจะรับเขาเป็นศิษย์ ก็คงไม่จงใจกลั่นแกล้งเขาด้วยเรื่องระดับพลังอย่างแน่นอน
“ไม่ว่าอาจารย์จะสั่งการทดสอบรูปแบบใดมา ศิษย์ผู้นี้จะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อทำให้สำเร็จให้จงได้ขอรับ!” เมิ่งฝานเอ่ยด้วยสีหน้ามุ่งมั่นหนักแน่น
คำก็ ‘อาจารย์’ สองคำก็ ‘อาจารย์’ ราวกับว่าเขาได้กลายเป็นศิษย์สายตรงอย่างเป็นทางการไปแล้วจริง ๆ
ศิษย์พี่หลัวได้แต่ยืนทอดอาลัยตายอยากในใจ ลำพังเพียงวิชาหน้าหนานี้ เขาก็พ่ายแพ้ต่อเมิ่งฝานอย่างหมดรูปแล้ว เจ้าเด็กนี่มีรูปโฉมหล่อเหลาล่มเมืองยังไม่พอ ยังจะพกความหน้าด้านมาเต็มกระเป๋าอีก แล้วจะเหลือที่ยืนให้คนธรรมดาอย่างเขาบ้างไหม?
ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของท่านผู้เฒ่าหลินกลับไม่จางหายไปเลยแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าท่านไม่ได้รังเกียจท่าที ‘ตีเนียน’ ของเมิ่งฝานแต่อย่างใด ในสายตาของผู้ใหญ่ การที่คนรุ่นหลังกล้าเล่นกล้าหัวเช่นนี้ บางครั้งก็น่าเอ็นดูมากกว่าน่ารำคาญ
“เหตุผลที่ข้าถามถึงความปรารถนาของเจ้า ก็เพราะหากเจ้าสามารถก้าวข้ามธรณีประตูมาเป็นศิษย์สายตรงของข้าได้ ข้าจะบันดาลความปรารถนาให้เจ้าหนึ่งประการ”
“แน่นอนว่ามันต้องอยู่ในขอบเขตความสามารถของข้า แต่จงจำไว้เถิด ขอบเขตที่ข้าทำได้นั้น กว้างใหญ่ไพศาลกว่าที่เจ้าจะจินตนาการไปถึงนัก”
“ทว่า… หากเจ้าปรารถนาจะเป็นศิษย์สืบทอดสายตรงของข้าจริง ภายในสองปีนี้ เจ้าต้องเอาชนะคนผู้หนึ่งให้ได้”
ท่านผู้เฒ่าหลินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเมิ่งฝาน แววตาของท่านในยามนี้ทั้งจริงจังและหนักแน่นจนน่าใจหาย
เอาชนะคนผู้หนึ่งงั้นรึ?
เมิ่งฝานสัมผัสได้ทันทีว่าเรื่องนี้ย่อมมิใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด เพราะคนผู้นั้นย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าศิษย์พี่หลัวอย่างแน่นอน และที่สำคัญคือ แม้จะล่วงเลยไปอีกสองปี ศิษย์พี่หลัวก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะก้าวข้ามคนผู้นั้นได้เลย! มิเช่นนั้น ตำแหน่งศิษย์สายตรงคงถูกศิษย์พี่หลัวจับจองไปนานแล้ว คงไม่ว่างเว้นมาถึงมือเขาเช่นนี้
นั่นหมายความว่า ในสายตาของท่านผู้เฒ่าหลิน ตัวเขาในอีกสองปีข้างหน้าจะสามารถรุดหน้าไปได้ไกลกว่าศิษย์พี่หลัวอย่างนั้นหรือ ความมั่นใจที่ท่านมีต่อเขานั้นมันช่างมหาศาลจนเจ้าตัวยังรู้สึกหวั่นใจ เพราะจนถึงตอนนี้ เขายังดูไม่ออกเลยว่าศิษย์พี่หลัวมีตบะอยู่ในขั้นใดกันแน่ ทว่าจากสง่าราศีที่แผ่ออกมา อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในระดับ ‘เทียนหยวน’ เป็นแน่แท้
“ท่านผู้เฒ่าหลิน คนผู้นั้นในยามนี้มีระดับตบะอยู่ที่ขั้นใดหรือขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความข้องใจ
“เมื่อหนึ่งปีก่อน เพิ่งจะบรรลุเข้าสู่ขอบเขตเทียนหยวน” ท่านผู้เฒ่าหลินตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูซับซ้อนยากจะคาดเดา
คำตอบนั้นทำเอาเมิ่งฝานถึงกับบื้อใบ้ไปชั่วขณะ
หนึ่งปีก่อนก็บรรลุระดับเทียนหยวนแล้วงั้นรึ
แล้วตัวข้าในอีกสองปีข้างหน้า จะพาตัวเองไปถึงจุดนั้นได้จริงหรือ
ดูอย่างไรก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ต่อให้เขาก้าวเข้าสู่ระดับเทียนหยวนได้จริง แต่อีกฝ่ายที่บรรลุก่อนย่อมต้องรุดหน้าไปถึงขั้นที่สองหรือสามแล้วเป็นอย่างน้อย
ท่านผู้เฒ่าหลินผู้นี้… เหตุใดถึงได้เชื่อมั่นในตัวข้าถึงเพียงนี้กัน เมิ่งฝานรู้สึกแบกรับความคาดหวังนี้ไว้แทบไม่ไหวจริง ๆ!
“ท่านผู้เฒ่าหลิน ท่านดูจะให้เกียรติข้าสูงส่งเกินไปแล้วกระมัง” เมิ่งฝานส่งยิ้มขมขื่นกลับไปให้ชายชรา
หากพูดกันตามความสัตย์จริง ด้วยพรสวรรค์และวิชาที่เขามี หากเขาสามารถก้าวข้ามธรณีประตูไปถึงระดับ ‘เทียนหยวน’ ได้จริง ต่อให้จะเป็นเพียงขั้นที่หนึ่ง เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถสยบยอดฝีมือระดับเทียนหยวนขั้นสามหรือสี่ได้อย่างไม่ยากเย็น ก็ใครเล่าจะมีพรสวรรค์ลึกล้ำเทียมฟ้าได้เท่าเขาอีก?
ทว่านั่นคือความมั่นใจส่วนตัว แล้วท่านผู้เฒ่าหลินที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน มีเหตุผลกลใดถึงได้กล้าเดิมพันและเชื่อมั่นในตัวเขาถึงเพียงนี้
เมื่อท่านผู้เฒ่าหลินได้ยินคำตัดพ้อของเมิ่งฝาน ท่านก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นเช่นกัน
ในเสียงหัวเราะนั้น แฝงไปด้วยความอ่อนใจและจนปัญญาอยู่ไม่น้อย “ในหอศาสตราแห่งนี้ นอกจากเจ้าหลัวน้อยแล้วก็มีเพียงเจ้าคนเดียวนี่แหละ กับเจ้าหลัวน้อยน่ะ ข้าเลิกหวังไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้ถ้าข้าไม่ฝากความหวังไว้ที่เจ้า แล้วจะให้ข้าไปหวังพึ่งใครได้อีกล่ะ!”
เมิ่งฝานจึงหันไปหาศิษย์พี่หลัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ศิษย์พี่หลัว ตอนนี้ระดับตบะของท่านอยู่ที่ขั้นใดแล้วหรือขอรับ?”
เขาอยากรู้นักว่า ช่องว่างระหว่างศิษย์พี่หลัวกับ ‘คนผู้นั้น’ มันกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด
ศิษย์พี่หลัวมีท่าทีอึกอัก กระดากอายอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะตะกุกตะกักตอบออกมาว่า
“ขอบเขตเจิ้นอู่ ขั้นที่แปด”
เจิ้นอู่ขั้นที่แปดงั้นรึ
สีหน้าของเมิ่งฝานปรากฏแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
ที่ผ่านมาเขาหลงคิดไปว่าศิษย์พี่หลัวคือยอดฝีมือระดับเทียนหยวนมาโดยตลอด เพราะท่วงท่าและสง่าราศีที่อีกฝ่ายแผ่ออกมานั้น ช่างดูเหมือนผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน… ที่แท้ก็แค่การรักษามาดข่มขวัญสินะ
ในขณะที่ศิษย์พี่หลัวยังติดค้างอยู่ที่ขั้นแปดของขอบเขตเจิ้นอู่ แต่บุคคลที่ท่านผู้เฒ่าหลินกล่าวถึง กลับบรรลุขอบเขตเทียนหยวนไปตั้งแต่อดีตเมื่อหนึ่งปีก่อน
เป็นที่แน่ชัดว่าท่านผู้เฒ่าหลินคงเคยเคี่ยวกรำศิษย์พี่หลัวมาอย่างหนัก และรู้ซึ้งแล้วว่าศิษย์พี่หลัวไม่มีวันตามคนผู้นั้นทัน
ทว่า… หากเปรียบเทียบระยะห่างระหว่างตัวเขากับคนผู้นั้นแล้ว มันช่างน่าสิ้นหวังกว่าหลายเท่าตัวนัก
ตัวเขาในยามนี้ยังเตาะแตะอยู่ที่ ‘รวบรวมลมปราณขั้นที่ 3’ เมื่อต้องเทียบกับยอดฝีมือระดับเทียนหยวน ความแตกต่างนั้นหาใช่เพียงแค่ระยะทาง ทว่ามันคือฟ้ากับเหว คือพญามังกรกับงูดินอย่างแท้จริง!
“ท่านผู้เฒ่าหลิน บุคคลผู้นั้นคือใครหรือขอรับ? และเหตุใดข้าจึงต้องเอาชนะเขา?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ท่านผู้เฒ่าหลินถอนหายใจยาว ใบหน้าอาบไล้ด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน
ท่านนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ “บุคคลผู้นั้น คือศิษย์ของคู่อาฆาตเก่าของข้า”
“เมื่อแปดปีก่อน ข้าและคู่อาฆาตคนนั้นได้ทำสัญญาพนันกันไว้ โดยต่างฝ่ายต่างต้องขัดเกลาศิษย์คนละหนึ่งคน เพื่อให้มาประลองกันภายในเวลาสิบปี ฝ่ายใดที่ศิษย์ปราชัย ฝ่ายนั้นต้องยอมทำตามสิ่งที่อีกฝ่ายร้องขอหนึ่งประการ!”
เรื่องราวนี้ แม้จะดูคล้ายกับบทละครไปบ้าง แต่เมิ่งฝานก็เข้าใจได้ไม่ยาก
ทว่าสิ่งที่เขายังข้องใจคือ ในเมื่อสัญญาสิบปีล่วงเลยมาถึงแปดปีแล้ว เหตุใดท่านผู้เฒ่าหลินจึงยังหาศิษย์ที่ถูกใจไม่ได้?
ในสำนักกระบี่ซู่ซันอันยิ่งใหญ่ ไม่มีศิษย์แม้แต่คนเดียวที่ท่านผู้เฒ่าหลินเห็นคุณค่าเลยหรือ?
“ท่านผู้เฒ่าหลิน เวลาล่วงเลยมาแปดปีแล้ว ท่านยังคงตามหาศิษย์อยู่ การกระทำนี้ดูเหมือนจะ… อืม… ช้าไปสักหน่อยนะขอรับ?” เมิ่งฝานถามอย่างระมัดระวัง
ท่านผู้เฒ่าหลินส่ายหน้า แล้วจมดิ่งลงสู่ความเงียบงัน
ศิษย์พี่หลัวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พยายามกระพริบตาส่งสัญญาณให้เมิ่งฝาน แต่น่าเสียดายที่เมิ่งฝานยืนอยู่ในมุมที่มิอาจสังเกตเห็นสีหน้าของศิษย์พี่หลัวได้เลย
ครู่ต่อมา ท่านผู้เฒ่าหลินจึงเปิดปากพูดอีกครั้ง น้ำเสียงเจือไปด้วยความโศกเศร้า
“ที่จริงแล้ว เมื่อแปดปีก่อน ข้าได้รับศิษย์ไว้ผู้หนึ่ง เขาเป็นคนที่ดีเลิศยิ่ง และเมื่อสองปีก่อนเขาก็บรรลุขอบเขตเทียนหยวนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านอัจฉริยภาพหรือความสามารถ ล้วนมิได้ด้อยไปกว่าศิษย์ของคู่อาฆาตคนนั้นเลย”
เมิ่งฝานสัมผัสได้ถึงหยาดความเศร้าในน้ำเสียงของท่านผู้เฒ่าหลิน จึงไม่กล้าซักถามถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไป
เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่จะตามมา ย่อมมิใช่เรื่องดีแน่!
แม้เมิ่งฝานจะมิได้เอ่ยถาม ทว่าท่านผู้เฒ่าหลินกลับเป็นฝ่ายเปิดเผยออกมาเอง “แต่น่าเสียดาย เมื่อสองปีก่อนเขาจากไปแล้ว หลังจากบรรลุขอบเขตเทียนหยวนเขาก็มุ่งมั่นตั้งใจจะไปปราบยักษ์ปีศาจ ทว่ากลับต้องมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของพวกมัน!”
เมื่อท่านผู้เฒ่าหลินพูดจบ ท่านก็ทรุดตัวลงนั่งบนเบาะฟางอีกครั้ง ราวกับพละกำลังถูกสูบหายไปในพริบตาจนดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
บาดแผลจากการสูญเสียศิษย์รักในครั้งนั้นคงใหญ่หลวงนัก กระทั่งถึงบัดนี้ท่านก็ยังมิอาจเยียวยาจิตใจให้ฟื้นคืนกลับมาดังเดิม
เมื่อเห็นท่านผู้เฒ่าหลินอยู่ในสภาพเช่นนั้น เมิ่งฝานก็มิรู้จะเอ่ยคำใดได้แต่นิ่งเงียบ เพราะในยามนี้ คำปลอบโยนใด ๆ ก็ดูจะเบาบางและไร้ความหมายเกินไป
เวลาล่วงเลยไปครู่ใหญ่ ท่านผู้เฒ่าหลินจึงค่อย ๆ สงบจิตใจและเรียกสติกลับคืนมาได้บ้าง
“หลังจากเหตุการณ์นั้น ข้าก็มิได้มีความฝันหรือความทะเยอทะยานใดอีก ตลอดสองปีที่ผ่านมาข้ามเคยย่างกรายออกจากหอศาสตราเลยแม้แต่ครั้งเดียว ก่อนหน้านี้ข้าเคยคิดจะเคี่ยวกรำเจ้าหนูหลัว เพื่อให้ไปสานต่อสัญญาสิบปีนั่น แต่น่าเสียดายที่เจ้าหนูหลัวมิได้มีพรสวรรค์หรือปฏิภาณที่โดดเด่นนัก ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะได้รับชัยชนะ ข้าจึงถอดใจและปล่อยวางเรื่องนี้ไปแล้ว”
ท่านผู้เฒ่าหลินเงยหน้าขึ้น จ้องมองเมิ่งฝานด้วยแววตาที่กลับมาเปี่ยมด้วยพลังอีกครั้ง
“จนกระทั่งเจ้าปรากฏตัวขึ้น!”