วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 119 จอมอสูรแห่งสำนักโลหิต และเงาหลอนในอดีต
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 119 จอมอสูรแห่งสำนักโลหิต และเงาหลอนในอดีต
บทที่ 119 จอมอสูรแห่งสำนักโลหิต และเงาหลอนในอดีต
แท้จริงแล้วมิใช่ว่าผู้อาวุโสหวังจะปล่อยวางความแค้นลงได้ ทว่าอาตมันของท่านกลับไร้ซึ่งเป้าหมายและมืดแปดด้านด้วยไร้เบาะแสใด ๆ! หากแม้นศัตรูมายืนปรากฏกายอยู่ตรงหน้า ต่อให้ต้องมอดไหม้สังขารเพื่อลากมันลงนรกไปพร้อมกัน ท่านก็ย่อมมิลีรอที่จะกระทำ
‘ความแค้น’ นั้นฝังรากลึกยิ่งกว่าความรัก และยากนักที่จะถอนตัวขึ้นมาได้
‘วางลง’
เพียงสองคำสั้น ๆ ไม่กี่ขีดเขียน แต่จะมีสักกี่คนในใต้หล้าที่ทำได้ดั่งปากว่า หากมิใช่ผู้บำเพาะตบะ ‘มรรคาไร้รัก’ จนตัดสิ้นซึ่งกิเลสอาสวะแล้วไซร้ คำว่าวางลงก็เป็นเพียงวาทะที่ว่างเปล่า
เมิ่งฝานถอนจิตออกจากความทรงจำของกระบี่เหลียนซินพลางลืมตาขึ้น ชั่วขณะนั้นนัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความเวทนาและสลดใจ ชะตากรรมของผู้อาวุโสหวังนั้นช่างบิดเบี้ยวและทุกข์ระทมเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการไว้มากนัก
เรื่องราวการสังหารหมู่ล้างหมู่บ้าน มิใช่ว่าเมิ่งฝานและหลี่เสี่ยวเสวี่ยจะไม่เคยพานพบ แม้ตัวเขาในยามนี้จะมิใช่เมิ่งฝานคนเดิมที่ต้องสูญเสียครอบครัวไปจริง ๆ แต่ร่องรอยแห่งความเจ็บปวดที่สลักอยู่ในกายหยาบนี้กลับเด่นชัดจนเขาไม่อาจเพิกเฉย
ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจนั้นพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม
เขาสาบานกับตนเองว่า เมื่อวันใดที่ปีกกล้าขาแข็งพอ เขาจะเหยียบย่ำ ‘พรรคมารอินทรีสวรรค์’ ให้ราบคาพสุธาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่เจ้าของร่างนี้ และเขามั่นใจว่าหลี่เสี่ยวเสวี่ยเองก็คงคิดมิต่างกัน ความแค้นที่สลักลึกถึงกระดูกเช่นนั้น นางไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิตแน่นอน
ทว่า… ฆาตกรที่พรากชีวิตเหลียนเอ๋อร์และชาวบ้านในอดีตกลับมิใช่พวกพรรคมารอินทรีสวรรค์
สิ่งที่ผู้อาวุโสหวังพลิกแผ่นดินหามาทั้งชีวิตแต่กลับว่างเปล่า เมิ่งฝานกลับล่วงรู้มันได้อย่างง่ายดายผ่าน ‘นิมิตสังหาร’ ที่หลงเหลืออยู่ในกระบี่เหลียนซิน
คำว่า ‘ง่ายดาย’ ในที่นี้ อาจดูเป็นการดูหมิ่นความพยายามของผู้อาวุโสหวัง ทว่าในความเป็นจริง ทั่วทั้งใต้หล้าคงมีเพียงเมิ่งฝานผู้เดียวที่มีเนตรทิพย์หยั่งรู้ความลับจากศาตราได้เช่นนี้
ในวาระสุดท้ายของชีวิต เหลียนเอ๋อร์กำกระบี่เหลียนซินไว้แน่นจนนาทีสุดท้าย เสียดายที่ยามนั้นกระบี่ในมือนางหาได้มีอานุภาพสยบมารไม่ นางมิอาจต้านทานคมดาบเพียงหนึ่งเดียวของฆาตกรได้ จึงถูกฟันแหวกทรวงอกสิ้นใจอย่างอนาถ
ผ่านเศษเสี้ยววิญญาณในกระบี่ เมิ่งฝานจึงได้รู้ความจริงว่าผู้ลงมือคือคนจาก ‘สำนักโลหิตคม’
และเขายังได้ยินนามของหนึ่งในพวกมันแว่วมาจากความทรงจำ นามนั้นคือ ‘หยวนห่าว’
‘สำนักโลหิตคม’ เพียงสดับชื่อก็ประจักษ์ชัดว่าเป็นสำนักฝ่ายมารที่โหดเหี้ยมอำมหิต มิต่างจากพรรคมารอินทรีสวรรค์ที่สร้างความพินาศไปทั่วสารทิศ
น่าเสียดายที่ขุมกำลังมารเหล่านี้หยั่งรากลึกและเกาะเกี่ยวกันเป็นร่างแห ยากนักที่จะถอนรากโคนให้สิ้นซากได้ในคราเดียว
นับแต่บรรพกาล ใต้หล้าถูกแบ่งแยกด้วยเส้นขนานระหว่างธรรมะและอธรรม มีทั้งยามที่ฝ่ายธรรมะรุ่งโรจน์ข่มขวัญหมู่มาร และยามที่อาสวะมารพุ่งทะยานบดบังแสงแห่งธรรม ทว่าไม่ว่ายุคสมัยใด แม้ฝ่ายหนึ่งจะเพลี่ยงพล้ำเพียงใด ก็มิเคยมีฝ่ายใดถูกลบเลือนไปจากแผ่นดินนี้ได้อย่างเด็ดขาด
ท้ายที่สุดแล้ว… ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั่นย่อมมีผิดชอบชั่วดี ย่อมมีธรรมะและอธรรมสอดประสาน
ฝ่ายธรรมดำรงอยู่ยั่งยืนฉันใด ฝ่ายมารย่อมดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ฉันนั้น
“ผู้อาวุโสหวังมีพระคุณต่อข้านัก ข้าควรแจ้งข่าวนี้แก่ท่านดีหรือไม่?”
เมิ่งฝานรำพึงพลางประคองกระบี่เหลียนซินวางกลับคืนบนแท่นไม้ด้วยความถนุถนอม โดยมิได้ชักใบกระบี่ออกมาให้เสียบรรยากาศแต่อย่างใด
และที่สำคัญ เขาตั้งใจที่จะมิทำการดูดซับ ‘ต้นกำเนิดกระบี่’ จากศาสตราเล่มนี้!
ความเมตตาที่ผู้อาวุโสหวังมีให้ เมิ่งฝานสลักลึกไว้ในใจมิเคยลืมเลือน เมื่อกระบี่เล่มนี้เปรียบเสมือนดวงใจของผู้อาวุโส เขาจึงมิอาจตัดใจหยิบฉวยพลังจากมันได้ เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังมิต่อาจหยั่งรู้ว่า หากสูญเสียต้นกำเนิดกระบี่ไปแล้ว จะส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณกระบี่ที่หลงเหลืออยู่หรือไม่
‘ไม่เป็นไร… ในหอศาสตราแห่งนี้ยังมีศัสตราวุธนับหมื่นแสน ข้าหาได้ขาดแคลนต้นกำเนิดกระบี่เพียงเล็กน้อยจากเล่มนี้ไม่’
เมิ่งฝานผู้นี้ แม้ภายนอกจะดูเย็นชาและตัดซึ่งทางโลก ทว่าเนื้อแท้กลับเป็นบุรุษที่แยกแยะบุญคุณความแค้นได้เด่นชัดยิ่งนัก มีเวรต้องชำระ ทว่ามีคุณย่อมต้องตอบแทน
“แต่หากข้าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป มิเท่ากับเป็นการทำลายความสงบสุขในบั้นปลายชีวิตของท่านหรอกหรือ?”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เมิ่งฝานพลันเกิดความลังเลใจอยู่บ้าง การเปิดบาดแผลในอดีตขึ้นมาอีกครั้งจะถือเป็นเรื่องดีจริงแท้หรือ
ทว่าเมื่อลองตรองดูในมุมกลับกัน หากเป็นตัวเขาที่ต้องติดอยู่ในบ่วงแห่งความไม่รู้นี้มาค่อนชีวิต เขาย่อมปรารถนาที่จะสดับรับฟังความจริงเหนือสิ่งอื่นใด หากผู้อื่นล่วงรู้ความลับแต่กลับปกปิดไว้โดยอ้างความเป็นห่วง เมิ่งฝานย่อมมิอาจยอมรับน้ำใจเช่นนั้นได้
ที่สุดแล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะแจ้งข่าวนี้แก่ผู้อาวุโสหวัง ส่วนการตัดสินใจหลังจากนั้นจะออกมาเป็นเช่นไร ก็สุดแท้แต่เจตจำนงของท่านเถิด
ในฐานะคนนอก เขาหามีสิทธิ์ไปตัดสินใจแทนผู้อื่นไม่
หลังจากทำจิตใจให้สงบราบเรียบดุจน้ำนิ่ง เมิ่งฝานก็เดินหน้าทำความสะอาดดาบเล่มอื่นเพื่อดูดซับต้นกำเนิดกระบี่ต่อไป
ดาบเล่มต่อ ๆ มา แม้จะมีความทรงจำของวิญญาณกระบี่หลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็หามีเล่มใดที่จะเข้มข้นและตราตรึงใจเท่ากับกระบี่เหลียนซินเล่มนั้น
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ ในห้วงคำนึงที่ได้รับจากกระบี่เหลียนซิน เมิ่งฝานได้ล่วงรู้ถึงสุดยอดเคล็ดวิชากระบี่อีกหนึ่งแขนง
‘เพลงกระบี่โลหิตอัสดง’
นี่คือกระบวนท่าที่ผู้อาวุโสหวังเป็นผู้รังสรรค์ขึ้นในช่วงเวลาที่จิตใจแหลกสลาย หลังจากที่กระบี่เหลียนซินตกมาอยู่ในมือของท่าน
วิชาดั้งเดิมมีชื่อว่าเพลงกระบี่ตะวันรอนซึ่งเป็นหนึ่งในยอดวิชาที่ถูกเก็บรักษาไว้ ณ ชั้นที่ห้าของหอคัมภีร์ มิต้องสงสัยเลยว่าวิชาที่ประดิษฐานอยู่ในชั้นนั้นย่อมมีอานุภาพสะท้านภพเพียงใด
ทว่าด้วยสภาวะจิตที่จมดิ่งอยู่ในกองทุกข์ ผู้อาวุโสหวังได้ฝืนดัดแปลงวิชาเพลงกระบี่ตะวันรอนอันสูงส่ง ให้กลายเป็นเพลงกระบี่โลหิตอัสดงที่แฝงไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย!
ส่งผลให้เมิ่งฝานได้รับสืบทอดเจตจำนงกระบี่อันทรงพลังถึงสองสายในคราวเดียว โดยเฉพาะเพลงกระบี่โลหิตอัสดงนี้ที่มีไอสังหารพวยพุ่งและพลังทำลายล้างที่หนักหน่วงยิ่งกว่าวิชาต้นฉบับเสียอีก
เมื่อดูดซับพลังจากดาบจนเปี่ยมล้นตามต้องการ เมิ่งฝานก็เร้นกายกลับสู่ห้องพักเพื่อเริ่มการฝึกปรืออย่างเงียบเชียบอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้น เมิ่งฝานเดินทางมายังหอคัมภีร์อีกครั้ง เมื่อได้เห็นเงาร่างของรุ่นน้องที่หายหน้าไปหลายวัน ศิษย์พี่จิน ก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
“เจ้าบอกเองมิใช่หรือว่าอ่านคัมภีร์กระบี่ที่นี่จนสิ้นซากแล้ว แล้วไฉนวันนี้จึงกลับมาอีกเล่า?”
เมิ่งฝานแย้มยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบ “ข้ามิได้มาหาคัมภีร์ ทว่ามาหาผู้อาวุโสหวังต่างหาก”
ศิษย์พี่จินพยักหน้ารับคำเรียบ ๆ แล้วก็นิ่งเงียบไปตามนิสัย เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายมิได้มาหาตน เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอ่ยวาจาใดต่อ
เมิ่งฝานลอบสังเกตศิษย์พี่จินอยู่ครู่หนึ่ง ในใจพลันดำริว่าไหน ๆ ก็มาถึงที่แล้ว มิสู้ชวนศิษย์พี่ผู้มีอาการ ‘กลัวสังคม’ ผู้นี้สนทนาสักหน่อยจะเป็นไรไป เพราะนอกจากตัวเขาแล้ว คงหาใครในซู่ซันที่กล้ามาเปิดปากคุยกับชายหนุ่มผู้เย็นชาราวกับน้ำแข็งผู้นี้ได้ยากนัก
“ศิษย์พี่จิน ช่วงนี้พอจะมีข่าวคราวอันใดที่น่าสนใจบ้างหรือไม่?” เมิ่งฝานเปรยถามขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ
เขาเพียงต้องการหาหัวข้อสนทนาเพื่อทำลายความเงียบเท่านั้น ทว่าสำหรับศิษย์พี่จินผู้นี้ หากเขาเลือกที่จะไม่พูดก็นับว่าปกติ แต่ถ้าเมื่อใดที่เขาเปิดปาก เรื่องที่หลุดออกมาจากปากเขาย่อมมิใช่เรื่องธรรมดาสามัญเป็นแน่!
“จอมสำนักกษัตริย์ผี กุ้ยหวางจง ส่งสาส์นท้าทายมายังบรรพตซู่ซัน ภายในหนึ่งเดือนนี้เขาจะบุกขึ้นมายังสำนักเพื่อชิงตัวเข้าสู่ ‘เจดีย์สยบมาร’!”
เมิ่งฝานมิอาจเก็บซ่อนความตระหนกบนใบหน้าไว้ได้อีกต่อไป
เขาเพียงแค่ชวนคุยเล่นฆ่าเวลา แต่กลับมินึกเลยว่าศิษย์พี่ร่วมสำนักท่านนี้จะคายข้อมูลที่สั่นสะเทือนปฐพีออกมาได้ถึงเพียงนี้!
‘สำนักกษัตริย์ผี’ และ ‘จอมสำนัก’?
นั่นคือนามของผู้ยิ่งใหญ่แห่งมรรคาอสูร หากนับนิ้วดูทั่วทั้งใต้หล้า บุคคลผู้นี้ย่อมรั้งตำแหน่งยอดฝีมือระดับต้น ๆ อย่างมิต้องสงสัย
การที่ตัวตนระดับตำนานเช่นนั้นประกาศจะบุกขึ้นเขาซู่ซัน นี่มิใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว!
“เจดีย์สยบมารงั้นหรือ? เขาจะบุกเข้าไปข้างในนั้นเพื่อสิ่งใดกัน?”
เมิ่งฝานโพล่งถามออกไปตามสัญชาตญาณ ความสอดรู้สอดเห็นในจิตใจพุ่งทะยานจนยากจะระงับ
ศิษย์พี่จินตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยประดุจรูปปั้น
“ภายในเจดีย์สยบมารมิได้กักขังเพียงเผ่ายักษ์ที่ถูกผนึกไว้เท่านั้น ทว่ายังเป็นที่สถิตของสิ่งอัปมงคลและศาสตราอาถรรพ์นับไม่ถ้วน จอมสำนักกษัตริย์ผีผู้นี้ปรารถนาในสิ่งวิเศษสายมารชิ้นหนึ่งที่ถูกพันธนาการไว้ข้างในนั้น”
“สิ่งวิเศษชิ้นใดกัน?” เมิ่งฝานถามย้ำ
“กระบี่โลหิตวิญญาณ!” ศิษย์พี่จินตอบสั้น ๆ ทว่าทรงพลัง
“อ้อ…” เมิ่งฝานพยักหน้ารับทราบ
ชั่วอึดใจต่อมา ศิษย์พี่จินกลับเป็นฝ่ายมองเมิ่งฝานด้วยความแปลกใจเสียเอง
เขาคิดว่าเมิ่งฝานจะซักไซ้ต่อว่า ‘กระบี่โลหิตวิญญาณ’ คือสิ่งใดกันแน่ ทว่ารุ่นน้องผู้นี้กลับนิ่งสงบผิดคาด จนทำให้เขารู้สึกฉงนอยู่ในที
แท้จริงแล้วเมิ่งฝานหาได้สนใจใคร่รู้ในตัวกระบี่โลหิตนั่นไม่ เพราะต่อให้ใช้หัวแม่เท้าตรองดูก็รู้ว่ามันคือดาบมารที่มีอานุภาพทำลายล้างเหนือคณา
หากตัวเขาในตอนนี้คิดจะไปหมายปองของสิ่งนั้น ก็มิต่างอะไรกับ ‘หนูที่คิดไปเลียก้นแมว’… นั่นมันคือการรนหาที่ตายชัด ๆ!