วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 112 ดาบชักออกจากฝัก
บทที่ 112 ดาบชักออกจากฝัก
เจ้าหญิงอวี้ฉีปรายตามองนายพลในชุดเกราะด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะรับสั่งเสียงเรียบ
“นายพลหวาง ถอยไป”
เมื่อครู่นางมัวแต่ตกตะลึงในความพ่ายแพ้จนสติว้าวุ่นไปชั่วขณะ ทว่าเมื่อจิตใจเริ่มสงบนิ่ง นางก็ตระหนักได้ในทันทีว่าเพลงกระบี่ที่เมิ่งฝานใช้เมื่อครู่นั้น มีเพียง ‘รูปลักษณ์’ ของทลายมังกร แต่ไร้ซึ่ง ‘จิตวิญญาณ’ ของมัน
หมายความว่าบุรุษนามเมิ่งฝานผู้นี้เรียนรู้และนำมาใช้ในทันที โดยมีเจตนาจะใช้เพลงกระบี่ของนางสยบนางเอง
คำกล่าวที่ว่า ‘เรียนรู้มาจากท่าน’ จึงมิใช่เรื่องเหลวไหลเกินจริงนัก
แต่สิ่งนี้กลับยิ่งตอกย้ำความน่าสะพรึงกลัวของเมิ่งฝานให้เด่นชัดขึ้นไปอีก เพียงแค่ลอบสังเกตท่วงท่าอันฉาบฉวยของเพลงกระบี่ทลายมังกรเพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็สามารถนำมาดัดแปลงเพื่อเอาชนะเจ้าของวิชาได้อย่างง่ายดาย
นี่มันเหนือล้ำเกินไปแล้ว!
เห็นได้ชัดว่าพรสวรรค์เชิงกระบี่ของคนผู้นี้อยู่คนละระดับกับนางอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่นางเคยมองข้ามเหล่าศิษย์ระดับวรยุทธ์แท้จริงของซู่ซัน เมิ่งฝานผู้นี้ก็คงมองนางด้วยสายตาที่ไม่ต่างกันนัก
ทว่าทางด้านนายพลหวาง แม้จะถูกเจ้าหญิงอวี้ฉีตำหนิด้วยเสียงอันเฉียบขาด เขากลับยังคงยืนหยัดนิ่งเฉยมิยอมถอยทัพ ร่างกำยำยังคงปักหลักเบื้องหน้าองค์หญิง จ้องมองเมิ่งฝานด้วยแววตาเย็นชา จิตสังหารอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เจ้าหญิงอวี้ฉีเริ่มทวีโทสะ นางตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบดุจน้ำค้างแข็ง “นายพลหวาง ถอยไป! อย่าให้ข้าต้องสั่งเป็นครั้งที่สาม!”
นางรู้ซึ้งถึงนิสัยของนายพลหวางผู้นี้ดี เมื่อใดที่เขาลงมือ ย่อมหมายถึงการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน หากนายพลหวางสังหารศิษย์สำนักกระบี่ซู่ซันที่นี่จริง ๆ เรื่องราวจะลุกลามใหญ่โตจนยากจะประสานรอยร้าวระหว่างสองขุมอำนาจ
“ฝ่าบาท! สามัญชนผู้นี้บังอาจลบหลู่พระเกียรติของพระองค์ ไม่เพียงแต่หยามน้ำหน้าท่าน แต่ยังหมิ่นเกียรติภูมิแห่งราชวงศ์ต้าหลงทั้งหมด กระหม่อมมิอาจนิ่งดูดายได้!”
“ที่นี่คือสำนักกระบี่ซู่ซัน มิใช่ราชวงศ์ต้าหลง!” เจ้าหญิงอวี้ฉีรับสั่งด้วยสีหน้าปั้นยาก นางเริ่มอ่อนใจที่ต้องมารับมือกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยึดติดจนไร้สติปัญญาเช่นนี้
“แต่พระองค์คือองค์หญิงผู้สูงศักดิ์แห่งต้าหลง!” นายพลหวางตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นปานศิลา เขายังคงยืนปักหลักจ่อคมดาบสงครามตรงไปยังเมิ่งฝาน จิตสังหารทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ศิษย์พี่หลัวที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้าง ๆ เมิ่งฝานเริ่มมีเหงื่อซึมที่ไรผม เขาถามกระซิบด้วยน้ำเสียงกังวล
“น้องชาย จะให้ข้าไปตามท่านผู้เฒ่าหลินมาหรือไม่?”
ตัวเขาแม้จะเป็นนักบำเพ็ญชั้นที่เก้าแห่งระดับจินอู่ แต่กลับไม่อาจมองทะลุขอบเขตพลังของนายพลหวางได้ นั่นย่อมหมายความว่าฝ่ายตรงข้ามต้องอยู่ในระดับเทียนหยวนเป็นอย่างน้อย!
แม้เขาจะรู้ว่าศิษย์น้องเมิ่งฝานมีฝีมือร้ายกาจเพียงใด แต่การที่ผู้มีตบะเพียงชั้นที่แปดแห่งระดับจินอู่ จะต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับเทียนหยวน ผลลัพธ์ย่อมยากแก่การคาดเดาและอันตรายยิ่งนัก
ทว่าเมิ่งฝานกลับเพียงแค่ส่ายหน้าช้า ๆ ให้ศิษย์พี่หลัว
เรียกอาจารย์งั้นหรือ…
ไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย!
ศิษย์พี่หลัวในยามนี้ดูเหมือนจะตื่นตระหนกจนสติพร่าเลือนไปเสียแล้ว ท่านอาจารย์พำนักอยู่ ณ ชั้นสองของหอศาสตราแห่งนี้ มีหรือที่ความเคลื่อนไหวเบื้องล่างจะรอดพ้นโสตประสาทของท่านไปได้
หากเกิดเหตุการณ์สุดวิสัยขึ้นมาจริง ๆ มิต้องรอให้ใครร้องเรียก ท่านอาจารย์ย่อมปรากฏกายออกมาเองอยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้ เมิ่งฝานจึงเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างองอาจโดยไร้ซึ่งความขลาดกลัว!
“ศิษย์พี่เมิ่ง นายพลหวางผู้นี้เป็นถึงยอดฝีมือระดับเทียนหยวนขั้นที่สี่ ท่านย่อมมิใชคู่ต่อสู้ของเขาแน่ ลองผ่อนปรนยอมอ่อนข้อให้เขาสักคราดีหรือไม่?” เจ้าหญิงอวี้ฉีเอ่ยเตือนเมิ่งฝานด้วยสีหน้าลำบากใจยิ่ง
มีคำกล่าวว่า ‘ขุนพลอยู่นอกเขตขัณฑสีมา ย่อมมิอาจรับโองการได้ทุกเรื่อง’
หากนายพลหวางดื้อแพ่งที่จะไม่ฟังคำสั่งของนาง นางก็จนปัญญาที่จะเหนี่ยวรั้งเขาไว้ได้จริง ๆ
“ให้ข้ายอมอ่อนข้อ?” เมิ่งฝานยกยิ้มบาง ๆ
ทว่าเป็นยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยัน
“องค์หญิง ดูเหมือนท่านจะสำคัญตนผิดไปและวางลำดับความสำคัญสลับที่กันเสียแล้ว”
“จงจำใส่ใจไว้ให้ดี ที่นี่คือหอศาสตราแห่งสำนักกระบี่ซู่ซัน!”
ที่แห่งนี้มิใช่เพียงเขตขัณฑ์ของซู่ซันเท่านั้น แต่มันคือปราการแห่งศาสตรา! การมาสำแดงอำนาจบาทใหญ่ที่นี่ ก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘หนูไปเลียก้นแมว’ รนหาที่ตายโดยแท้!
เมิ่งฝานเองก็มิอาจมั่นใจนักว่าเขาจะสยบยอดฝีมือระดับเทียนหยวนขั้นที่สี่ได้หรือไม่ หากเป็นเพียงขั้นหนึ่งหรือสอง เขายังพอมีใจมั่นว่าจะบั่นศีรษะอีกฝ่ายได้ภายใต้คมกระบี่ แต่ขั้นที่สี่นั้นถือว่าสูงล้ำกว่าระดับพลังของเขาในยามนี้อยู่หลายช่วงตัวนัก
ทว่าเบื้องบนยังมีท่านผู้เฒ่าหลินคอยคุมเชิงอยู่ ต่อให้สู้มิได้ก็ไร้กังวล
ดังนั้นเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง แต่ในด้านศักดิ์ศรีและอำนาจบารมี เมิ่งฝานจะยอมปราชัยให้แก่ผู้ใดมิได้เด็ดขาด!
“ขอองค์หญิงโปรดถอยออกไปก้าวหนึ่งเถิดให้กระหม่อมได้บั่นศีรษะสุนัขตัวนี้ เพื่อประกาศเกียรติภูมิอันเกรียงไกรแห่งราชวงศ์ต้าหลงให้ขจรขจาย!”
นายพลหวางกล่าวกับเจ้าหญิงอวี้ฉีโดยมิยอมหันหลังกลับมามองแม้แต่น้อย
ในเพลานี้ เจ้าหญิงอวี้ฉีกลับรู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมอย่างแท้จริง สำนักกระบี่ซู่ซันมิใช่สำนักไร้นามที่ใครจะมารังแกได้ตามใจชอบ การสังหารศิษย์ซู่ซันอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ต่อให้นางจะมีฐานันดรเป็นถึงเจ้าหญิงแห่งต้าหลง ก็มิอาจแบกรับผลพวงที่จะตามมาได้ไหว
“หวางจื่อกู่! เราขอย้ำอีกครา จงถอยออกไปเดี๋ยวนี้!!!” น้ำเสียงของนางสั่นพร่าด้วยความโกรธาถึงขีดสุด
ทว่านายพลที่มีนามว่า ‘หวางจื่อกู่’ ผู้นี้ กลับยังคงยืนหยัดนิ่งเฉยดุจขุนเขา มิมีทีท่าว่าจะหวั่นไหวต่อคำสั่งนั้นเลยแม้แต่น้อย
เจ้าหญิงอวี้ฉีโกรธจนทรวงอกสั่นสะท้าน นางผู้เป็นถึงขัตติยนารีแห่งแผ่นดินยังมิกล้าดูหมิ่นสำนักกระบี่ซู่ซันถึงเพียงนี้ แล้วขุนพลผู้นี้ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหนกัน?
พลันนั้นคิ้วเรียวงามก็ขมวดมุ่น ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีจู่โจมเข้ามาในจิตใจ
บางที… หวางจื่อกู่ผู้นี้อาจมิได้ทำเพื่อราชวงศ์ต้าหลงอย่างที่ปากว่า
หากเขามีใจคดทรยศ การสังหารเมิ่งฝานในยามนี้ มิใช่เป็นการจุดชนวนเพลิงสงครามระหว่างราชวงศ์ต้าหลงและสำนักกระบี่ซู่ซันหรอกหรือ?
เจ้าหญิงอวี้ฉีมิใช่สตรีเขลา ตรงกันข้ามคือนางเฉลียวฉลาดเหนือคน สัญชาตญาณเตือนนางว่าหวางจื่อกู่อาจมีเบื้องหลังแฝงเร้น มิเช่นนั้นคงมิกล้ากระทำการอุกอาจบุ่มบ่ามถึงเพียงนี้
ทว่าต่อให้นางจะมองออกในยามนี้ ทุกอย่างก็สายเกินการณ์เสียแล้ว
ดาบสงครามในมือหวางจื่อกู่ ได้ฟาดฟันลงมายังเมิ่งฝานแล้ว
อานุภาพของยอดฝีมือระดับเทียนหยวนขั้นที่สี่ คือความต่างชั้นที่เหล่านักพรตระดับเจินอู่มิอาจจินตนาการได้เลย ทว่าเมิ่งฝานที่รอคอยจังหวะนี้มานานกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความตระหนกแม้เพียงเศษเสี้ยว
เขาหยิบยกกระบี่หงชี่ขึ้นต้านรับคมดาบยักษ์นั้นไว้
เมิ่งฝานรู้แจ้งแก่ใจว่าหากวัดกันที่ระดับพลังและปราณแท้ เขาย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของหวางจื่อกู่ สิ่งเดียวที่เขาสามารถพึ่งพาเพื่อค้ำยันสู้ได้ มีเพียง ‘วิถีกระบี่’ เท่านั้น!
เจตจำนงกระบี่ผ่าขุนเขา!
เจตจำนงสายฟ้ากัมปนาท!
เจตจำนงวารีพิโรธ!
สามสภาวะเจตจำนงกระบี่ที่เมิ่งฝานเชี่ยวชาญที่สุดพุ่งทะยานขึ้นพร้อมกัน ก่อเกิดมวลพลังมหาศาลที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าผลรวมของมันหลายเท่าตัว หากเป็นผู้อื่นย่อมมิอาจผสานเจตจำนงกระบี่ที่ต่างขั้วเช่นนี้ได้พร้อมกัน ทว่าด้วยความสำเร็จในวิถีกระบี่หยวนซื่อ เมิ่งฝานจึงสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้บังเกิดขึ้น
ตูม!!!
ทว่าถึงกระนั้น พลังของระดับเทียนหยวนขั้นสี่ก็ยังเหนือล้ำเกินไป ทันทีที่กระบี่หงชี่ปะทะกับดาบยักษ์ แรงสะท้อนกลับอันมหาศาลก็พุ่งทะลักเข้าสู่ข้อมือราวกับเขื่อนแตก!
นิ้วทั้งห้าของเมิ่งฝานเจ็บปวดร้าวรานจนมิอาจกำด้ามกระบี่ไว้ได้อีก เขาจำเป็นต้องสลัดมือปล่อยกระบี่หงชี่ร่วงหล่นลงสู่พื้นจนเกิดเสียงกังวานก้อง พร้อมกับร่างที่ถูกแรงปะทะดีดถอยหลังไป แม้จะมีกายา ‘กายพิชิตสูงสุด’ ขั้นที่ห้าปกป้อง ก็ยังมิอาจต้านทานแรงมหาศาลนั้นได้ทั้งหมด
เมิ่งฝานถอยร่นไปถึงเจ็ดก้าวรวด ก่อนจะปักหลักหยุดนิ่งได้อย่างมั่นคง
ปฏิเสธมิได้ว่าในการปะทะครั้งแรก เขาตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
แต่ก็นับว่าเป็นเพียงการเสียเปรียบเล็กน้อยเท่านั้น เพราะถึงแม้จะถูกบีบให้ถอยร่นและสูญเสียกระบี่ในมือไป แต่เขากลับมิได้รับบาดเจ็บภายในเลยแม้แต่น้อย สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าดาบของหวางจื่อกู่นั้น แม้จะแข็งแกร่งกว่าเขา แต่ก็มิได้อยู่ในระดับที่เขามิอาจแตะต้องได้
“ฮ่าฮ่า! รับดาบข้าได้หนึ่งทีโดยมิอาเจียนเป็นโลหิต ก็นับว่าเจ้าพอมีพยศอยู่บ้าง แต่ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะทนได้สักกี่น้ำ!”
หวางจื่อกู่คำรามด้วยสายตาเย็นเยียบ จิตสังหารบนใบหน้ามิได้จางหายไปแม้แต่น้อย
แม้จะประหลาดใจที่ไอ้หนุ่มนี่รอดชีวิตจากดาบแรกของเขามาได้ แต่อย่างไรเสีย หนึ่งดาบไม่ตาย ก็ฟันมันด้วยดาบที่สอง สองดาบไม่ม้วย ก็ตามด้วยดาบที่สาม!
ในใจของเขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเขาสามารถสับเมิ่งฝานให้เป็นชิ้น ๆ ได้แน่นอน และการที่ไอ้เด็กนี่เก่งกาจเกินวัย ยิ่งเป็นเหตุผลชั้นเลิศที่เขาต้องกำจัดทิ้งเสียแต่ตอนนี้
ยามที่เขากระชับดาบแน่น เตรียมจะจามลงมาเป็นคำรบที่สอง…
เมิ่งฝานที่ยืนอยู่เบื้องหน้ากลับมีสีหน้าเย็นชาปานน้ำแข็ง เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้นโบกสะบัดไปในอากาศอย่างสงบนิ่ง
‘ดาบ... มา!’
ที่แห่งนี้คือหอศาสตรา
ดินแดนที่มิเคยขาดแคลนซึ่ง ‘ศาสตรา’ !