ราชันย์มังกรอสูรกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 49 ข้อเสนอของเจ้าสำนัก
ตอนที่ 49 ข้อเสนอของเจ้าสำนัก
ตอนที่ 49: ข้อเสนอของเจ้าสำนัก
เสียงเฮฮาโห่ร้องสรรเสริญชัยชนะของหลงเฉินดังสนั่นลานหน้าหอโอสถ เหล่าศิษย์ที่เคยดูถูกเหยียดหยาม บัดนี้ต่างเปลี่ยนท่าทีเป็นยกย่องเทิดทูน บ้างก็วางแผนจะเข้ามาประจบสอพลอเพื่อขอส่วนแบ่งยาเศษๆ
ทว่า… ความรื่นเริงนั้นดำรงอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ
ครืนนนน…
ท้องฟ้าที่เพิ่งจะแจ่มใสหลังจากเมฆามงคลสลายตัวไป จู่ๆ ก็มืดครึ้มลงอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้เกิดจากปรากฏการณ์ของการปรุงยา แต่เกิดจาก “อำนาจ” ที่ยิ่งใหญ่เสียจนบดบังแสงตะวัน
เมฆสีม่วงเข้มม้วนตัวลงต่ำ แรงกดดันทางวิญญาณระดับ “อาณาจักรจิตวิญญาณ (Spirit Realm)” แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา ทำให้อากาศหนักอึ้งราวกับถูกเททับด้วยปรอท ศิษย์ที่มีระดับพลังต่ำกว่าก่อรากฐานต่างพากันทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น หน้าซีดเผือด หายใจไม่ออก
“ระ… แรงกดดันนี้… หรือว่า…”
ผู้อาวุโสระดับสูงต่างรีบลุกขึ้นจากที่นั่ง ประสานมือคารวะไปทางทิศตะวันออกด้วยความนอบน้อมสูงสุด
“ยินดีต้อนรับท่านเจ้าสำนัก!”
เสียงตะโกนพร้อมเพรียงกันดังก้อง ลำแสงสีม่วงสายหนึ่งพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ลงจอดที่กลางเวทีประลองอย่างนิ่มนวล แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้หัวใจของทุกคนเต้นผิดจังหวะ
ร่างของบุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีม่วงปักลายเมฆาปรากฏขึ้น ผมยาวสีดอกเลาปลิวไสว ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึม แววตาคมกริบดุจกระบี่ที่สามารถมองทะลุจิตใจคนได้
เขาคือ “เย่กู่เฉิง” เจ้าสำนักกระบี่สวรรค์ ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของแคว้น!
เย่กู่เฉิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่สนใจฮันเฟิงที่นอนสลบไสล หรือกรรมการที่ตัวสั่นงันงก สายตาของเขามาหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวที่ยังคงยืนตระหง่านอยู่ได้ท่ามกลางแรงกดดันของเขา
หลงเฉินยืนประสานมือไพล่หลัง สบตากับเจ้าสำนักโดยไม่หลบสายตา แม้เหงื่อจะซึมที่หน้าผากเล็กน้อย แต่แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงดุจเสาหิน
“เจ้าคือ… หลงเฉิน?” เย่กู่เฉิงเอ่ยถาม น้ำเสียงเรียบง่ายแต่ก้องกังวานในหู
“ขอรับ” หลงเฉินตอบสั้นๆ
เย่กู่เฉิงเลื่อนสายตาไปมองขวดหยกในมือของหลงเฉิน เขาแบมือเบาๆ ขวดหยกนั้นก็ลอยวูบเข้าไปในมือเขา
ป๊อก!
ฝาขวดเปิดออก เย่กู่เฉิงสูดดมกลิ่นยา แล้วเทเม็ดยาที่มีลวดลายมังกรสามเส้นลงบนฝ่ามือ ดวงตาที่เคยสงบนิ่งของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ประกายแห่งความตื่นเต้นพาดผ่านดวงตาคู่นั้น
“โอสถระดับตำนาน… เส้นชีพจรโอสถสามเส้น…” เย่กู่เฉิงพึมพำ “ปรุงขึ้นจากเศษสมุนไพรและเตาที่พังทลาย… เด็กน้อย พรสวรรค์ด้านโอสถของเจ้าช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก”
“ข้าได้รับรายงานเรื่องวีรกรรมของเจ้า… ทั้งเรื่องการทำลายหินวัดปราณ การทำร้ายศิษย์สายใน และการผูกขาดตลาดยา”
เย่กู่เฉิงปิดฝาขวด แล้วมองหน้าหลงเฉิน “ปกติแล้ว… ศิษย์ที่ก่อเรื่องวุ่นวายเช่นเจ้า สมควรถูกขับออกจากสำนัก หรือทำลายวรยุทธ์”
บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบ ผู้อาวุโสหลิวหน้าซีดเผือด เตรียมจะพุ่งเข้าไปขอร้องแทนอาจารย์ของตน
“แต่…” เย่กู่เฉิงยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ กฎเกณฑ์มีไว้สำหรับคนธรรมดา อัจฉริยะย่อมมีอภิสิทธิ์”
“หลงเฉิน… ข้าเห็นแววในตัวเจ้า เจ้ามีความเด็ดขาด ความโหดเหี้ยม และพรสวรรค์ที่หาตัวจับยาก ข้าตัดสินใจแล้ว…”
เย่กู่เฉิงยื่นมือออกมาข้างหน้า ประกาศก้องให้ทุกคนได้ยินทั่วกัน
“ข้า เย่กู่เฉิง เจ้าสำนักกระบี่สวรรค์ จะรับเจ้าเป็น ‘ศิษย์สืบทอดสายตรง’!”
“นับจากวันนี้ไป เจ้าจะมีสถานะเทียบเท่าผู้อาวุโส ย้ายเข้ามาอยู่ในตำหนักเจ้าสำนัก ได้รับทรัพยากรระดับสูงสุด และข้าจะถ่ายทอดวิชา ‘กระบี่สวรรค์สังหารเทพ’ ให้เจ้าด้วยตัวเอง เพื่อปูทางให้เจ้าขึ้นเป็นเจ้าสำนักคนต่อไป!”
ตูม!
คำประกาศนี้เหมือนสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ ศิษย์ทุกคนอ้าปากค้าง ตาถลนแทบหลุดจากเบ้า
ศิษย์สืบทอด! เจ้าสำนักคนต่อไป!
นี่คือข้อเสนอที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ศิษย์คนหนึ่งจะได้รับ เป็นความฝันที่แม้แต่เฟิงหยุนก็ยังไม่เคยได้รับคำสัญญาที่ชัดเจนขนาดนี้!
“สวรรค์! หลงเฉินกลายเป็นมังกรติดปีกแล้ว!”
“น่าอิจฉา! น่าอิจฉาที่สุด!”
ผู้อาวุโสหลิวแทบจะกราบกรานขอบคุณสวรรค์ “ดีเหลือเกิน! ท่านอาจารย์… เอ้ย หลงเฉินจะได้ปลอดภัยแล้ว!”
เย่กู่เฉิงมองหลงเฉินด้วยสายตาคาดหวัง “ว่าอย่างไร? คุกเข่าลงสิ แล้วเรียกข้าว่าท่านอาจารย์”
ความเงียบเข้าปกคลุมลานประลอง ทุกสายตาจับจ้องไปที่หลงเฉิน รอคอยวินาทีประวัติศาสตร์
หลงเฉินยืนนิ่ง ลมพัดชายเสื้อคลุมสีเทาของเขาปลิวไสว
“เฮ้ๆ… หลงเฉิน… ตาแก่นี่ดูรวยนะ” เสี่ยวเฮยกระซิบในใจ “แถมกลิ่นตัวก็หอมกลิ่นสมุนไพรหายาก… แต่… ข้าไม่ชอบขี้หน้ามัน มันดูหยิ่งพิลึก”
“ใจตรงกันเลยเสี่ยวเฮย” หลงเฉินตอบในใจ
หลงเฉินเงยหน้าขึ้น สบตากับเย่กู่เฉิง แล้วเอ่ยคำพูดที่ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุน
“ขอบคุณในความเมตตาของท่านเจ้าสำนัก…” หลงเฉินยิ้มบางๆ “ข้อเสนอของท่านช่างยั่วยวนใจ ทรัพยากร อำนาจ วิชาฝีมือ… เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ปรารถนา”
“แต่ข้า… ขอปฏิเสธ”
เฮือก!
เสียงสูดหายใจด้วยความตกใจดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งสนาม ผู้อาวุโสหลิวขาอ่อนทรุดลงกับพื้น เย่กู่เฉิงชะงักรอยยิ้มแข็งค้าง
“เจ้า… ว่าอะไรนะ?” เย่กู่เฉิงถามเสียงต่ำ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นยะเยือก “เจ้าปฏิเสธข้า?”
“ใช่… ข้าปฏิเสธ” หลงเฉินตอบชัดถ้อยชัดคำ
“เหตุผล?” เย่กู่เฉิงถามสั้นๆ แต่แรงกดดันวิญญาณเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนพื้นหินรอบตัวหลงเฉินเริ่มแตกร้าว “บอกเหตุผลที่ดีพอมา… ไม่งั้นวันนี้อาจเป็นวันตายของเจ้า”
หลงเฉินหัวเราะในลำคอ เขาไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ตรงกันข้าม เขากลับระเบิด “จิตราชันย์มังกร” ออกมาต้านทานแรงกดดันนั้นอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เกิดกระแสลมหมุนวนรุนแรงรอบตัว
“เหตุผลนั้นง่ายมาก…”
หลงเฉินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเย่กู่เฉิง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีทองอำพันที่ดุดันและสูงส่งยิ่งกว่ามนุษย์คนใด
“เพราะข้า… ไม่อยากกราบคนอ่อนแอกว่า เป็นอาจารย์”
เปรี้ยง!!!
คำพูดนั้นเหมือนระเบิดนิวเคลียร์ที่ทิ้งลงกลางใจคนฟัง
อ่อนแอกว่า?
ศิษย์ระดับหลอมรวมปราณ… บอกว่าเจ้าสำนักระดับจิตวิญญาณ… อ่อนแอกว่า!?
นี่มันไม่ใช่แค่ความหยิ่งยโส แต่มันคือความบ้าคลั่งระดับหลุดโลก!
“บังอาจ!!!”
ผู้อาวุโสคุมกฎตะโกนลั่น “ไอ้เด็กเหลือขอ! เจ้ากล้าดูหมิ่นท่านเจ้าสำนัก! สมควรตาย!”
เย่กู่เฉิงยกมือห้ามผู้อาวุโส แต่ใบหน้าของเขาบัดนี้ดำทะมึนด้วยโทสะ รังสีสังหารพวยพุ่งออกมาจนท้องฟ้าเหนือศีรษะเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ
“อ่อนแอกว่า…” เย่กู่เฉิงทวนคำเสียงเย็น “เจ้าวัดความแข็งแกร่งจากอะไรเจ้าหนู? จากระดับพลัง? หรือจากปากดีๆ ของเจ้า?”
“จาก ‘วิถี'” หลงเฉินตอบโดยไม่สะทกสะท้าน
“วิถีของท่านคือการรักษาสมดุล คือการประนีประนอม… ท่านรู้ดีว่าเฟิงหยุนและฮันเฟิงทำชั่วอะไรไว้ แต่ท่านกลับปิดตาข้างหนึ่งเพราะเสียดายพรสวรรค์ของพวกมัน”
“ท่านปล่อยให้รากฐานของสำนักเน่าเฟะ เพื่อแลกกับความสงบสุขจอมปลอม…”
หลงเฉินก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
“แต่ข้าไม่… วิถีของข้าคือการทำลายล้างเพื่อสร้างใหม่! ข้าจะบดขยี้ทุกคนที่ขวางทาง ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม!”
“ท่านสอนข้าไม่ได้… เพราะกระบี่ของท่าน มันทื่อเกินไปสำหรับข้า!”
ความเงียบงันที่น่ากลัวที่สุดปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ เย่กู่เฉิงกำหมัดแน่น พลังปราณในมืออัดแน่นจนอากาศบิดเบี้ยว เขาอยากจะตบเด็กปากดีคนนี้ให้ตายคามือ
แต่ทว่า… ลึกๆ ในใจเขากลับรู้สึก “หวาดหวั่น”
แววตาของหลงเฉินเมื่อครู่… แววตาสีทองนั่น… มันไม่ใช่แววตาของเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปี แต่มันคือแววตาของสัตว์ร้ายบรรพกาลที่มองลงมายังมดปลวก มันคือแววตาของผู้ที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดที่สูงกว่าเขามากนัก
“เด็กคนนี้… มีความลับ” เย่กู่เฉิงคิดในใจ “ถ้าข้าฆ่ามันตอนนี้ ข้าอาจจะทำลายโอกาสเดียวที่จะพาสำนักรอดพ้นจากภัยพิบัติในอนาคต…”
เย่กู่เฉิงค่อยๆ คลายมือออก แรงกดดันมหาศาลสลายหายไป
“ฮ่าๆๆๆ!”
เย่กู่เฉิงระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและน่าขนลุก
“ดี! ดีมาก! ช่างอวดดียิ่งนัก!”
“ในเมื่อเจ้าคิดว่าข้าสอนเจ้าไม่ได้… ข้าก็จะรอดู ว่าเจ้าจะเอาตัวรอดในสำนักนี้ไปได้นานแค่ไหนโดยไม่มีข้าคุ้มกะลาหัว!”
เย่กู่เฉิงสะบัดแขนเสื้อ หันหลังกลับ
“รางวัลเจ้าเอาไปได้… แต่ตำแหน่งศิษย์สืบทอดถือเป็นโมฆะ!”
“และจำไว้หลงเฉิน… ในยุทธภพนี้ คนปากดีมักตายเร็ว… ระวังตัวไว้ให้ดี!”
วูบ!
ร่างของเย่กู่เฉิงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หายลับไปในหมู่เมฆ ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและความตึงเครียดที่ยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ
ศิษย์ทุกคนมองหลงเฉินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง ไม่ใช่ความเทิดทูน ไม่ใช่ความดูถูก แต่เป็น “ความสยดสยอง”
เขาปฏิเสธเจ้าสำนัก! เขาหักหน้าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด!
หลงเฉินถอนหายใจยาว ปาดเหงื่อที่ซึมออกมาเล็กน้อย
“เกือบไปแล้ว…” เสี่ยวเฮยโผล่หัวออกมา “ข้าเยี่ยวแทบราด… นึกว่าต้องสู้กับระดับจิตวิญญาณซะแล้ว”
“เขาไม่ฆ่าข้าหรอก…” หลงเฉินยิ้มมุมปาก “คนฉลาดอย่างเย่กู่เฉิง ย่อมรู้ว่าการเก็บ ‘ตัวแปร’ ไว้ใช้งาน คุ้มค่ากว่าการทำลายทิ้ง”
“แต่ก็นะ… ตอนนี้เรากลายเป็นเป้านิ่งสมบูรณ์แบบแล้ว”
หลงเฉินหันไปมองทิศทางที่เฟิงหยุนอยู่
“ไม่มีเกราะคุ้มกันจากเจ้าสำนัก… เฟิงหยุนคงไม่ลังเลที่จะลงมือแล้วล่ะ”
“กลับกันเถอะ… พายุลูกใหญ่กำลังจะมา”
หลงเฉินเดินลงจากเวที ท่ามกลางฝูงชนที่แหวกทางให้อย่างหวาดกลัว ราวกับเขามีเชื้อโรคร้ายที่ใครเข้าใกล้ก็อาจถึงตายได้
แต่ในความโดดเดี่ยวของราชันย์… หลงเฉินกลับยิ้มกว้างกว่าเดิม
เพราะนี่แหละ… คือสนามรบที่เขาถวิลหา!
(จบบทที่ 49)