ระบบเช็กอินรับศิษย์ ปลดล็อกสกิลเทพ - บทที่ 106 ใต้เงาอัสนีบาตสวรรค์ สรรพสัตว์ล้วนเป็นเพียงมดปลวก
- Home
- ระบบเช็กอินรับศิษย์ ปลดล็อกสกิลเทพ
- บทที่ 106 ใต้เงาอัสนีบาตสวรรค์ สรรพสัตว์ล้วนเป็นเพียงมดปลวก
ในขณะเดียวกัน ยวี่เซียวจื่อเพิ่งจะเร่งฝีเท้ากลับมาถึงสำนักยู่ฮวา
โดยไม่ทันได้ไตร่ตรองสิ่งใดให้มากความ เขาพุ่งทะยานตรงเข้าสู่ตำหนักหลักด้วยความร้อนรน หมายจะตามหาตัวยวี่เซียนให้พบโดยเร็วที่สุด
ทว่า ทันทีที่มาถึงหน้าประตูตำหนัก เขาก็พบยวี่เซียนกำลังเดินกลับมาจากทางด้านหลังภูเขาพอดี
ยวี่เซียน เจ้าออกจากด่านแล้วรึ ยวี่เซียวจื่อกวาดสายตาสำรวจนางอย่างรวดเร็ว
เจ้าค่ะท่านบรรพชน กล่าวจบ ยวี่เซียนก็ปลดปล่อยกลิ่นอายพลังของนางออกมา
เมื่อสัมผัสได้ถึงระดับพลังที่เลื่อนขั้นขึ้น ยวี่เซียวจื่อก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ท่านบรรพชน ท่านไม่ได้อยู่คอยปรนนิบัติคุณชายเย่หรอกหรือเจ้าคะ ยวี่เซียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
โอ๊ย ตายจริง ข้าเกือบจะลืมเรื่องสำคัญไปเลย ที่สำนักมีตาแก่ท่าทางใจดีหน้าตาบอกบุญไม่รับโผล่มาบ้างหรือไม่ ยวี่เซียวจื่อรีบละล่ำละลักถาม
มีเจ้าค่ะ ข้าเชิญท่านผู้เฒ่าไปดื่มชาที่เรือนรับรองหลังเขาแล้ว ยวี่เซียนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ฟังจนหมดเปลือก
หา เขารอท่านอาวุโสเย่กลับมางั้นรึ ยวี่เซียวจื่ออุทานด้วยความประหลาดใจ
แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เคราะห์ดีที่ยวี่เซียนยังอยู่ในสำนักและรับหน้าได้ทันท่วงที มิเช่นนั้น หากมีศิษย์ตาบอดคนไหนไปล่วงเกินท่านผู้นั้นเข้า หายนะคงมาเยือนสำนักเป็นแน่
ท่านบรรพชน ท่านรีบร้อนกลับมาเพียงเพราะเรื่องนี้หรือเจ้าคะ ข้าเห็นว่าท่านผู้เฒ่าท่านนั้นดูเป็นมิตรและเมตตามากนะเจ้าคะ ยวี่เซียนมองท่าทีตื่นตูมของบรรพชนอย่างไม่เข้าใจ
โธ่เอ๊ย แม่เจ้าสำนักตัวดี เจ้าหารู้ไม่ว่าท่านผู้นั้นเป็นใคร ยวี่เซียวจื่อมองนางด้วยสายตาเอือมระอา
เขาเป็นใครกันหรือเจ้าคะ เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของยวี่เซียวจื่อ ยวี่เซียนก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้
เขาเหาะมา เขาเหาะเหินเดินอากาศมานะ ข้าต้องงัดทุกกระบวนท่าที่มี เร่งฝีเท้าแทบตายกว่าจะตามกลับมาทัน ยวี่เซียวจื่อรีบอธิบายเสียงสั่น
ภาพที่ชายชราผู้นั้นสะกดข่มเหล่ายอดฝีมือระดับ นภาเร้นลับ ให้หมอบกราบได้เพียงแค่ยกมือ ยังคงฉายชัดอยู่ในความทรงจำของยวี่เซียวจื่อราวกับเพิ่งเกิดขึ้น
อะไรนะเจ้าคะ ได้ยินเช่นนั้น ยวี่เซียนก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
นางทราบดีว่าชายชราผู้นั้นแข็งแกร่ง เพียงแค่บุคลิกก็บ่งบอกได้ชัดเจน แต่ไม่คาดคิดว่าจะแข็งแกร่งถึงขั้นนี้
อย่าเห็นว่าระดับ นภาเร้นลับ นั้นยิ่งใหญ่คับฟ้า แต่หากนำไปเทียบกับผู้ที่ก้าวข้ามขอบเขตเข้าสู่ระดับ เทพปฐพี แล้วไซร้ มันช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว
ต่อให้ระดับ นภาเร้นลับ แข็งแกร่งเพียงใด ก็ยังนับเป็นปุถุชนที่ยืนอยู่บนพื้นดิน
แต่ระดับ เทพปฐพี นั้นคือการผลัดเปลี่ยนกายา หลุดพ้นจากความเป็นปุถุชนอย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นพลังตบะ ร่างกาย หรืออายุขัย ล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐาน
ผู้ฝึกตนระดับ เทพปฐพี เพียงคนเดียว สามารถบดขยี้ผู้ฝึกตนระดับ นภาเร้นลับ ขั้นเก้าได้นับพันคน หรือจะเรียกว่าเป็นการสังหารฝ่ายเดียวโดยที่อีกฝ่ายไม่อาจตอบโต้ได้เลยก็ว่าได้
ทว่า การจะข้ามผ่านช่องว่างระหว่างขอบเขตนี้ ยากเย็นแสนเข็ญราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์
ยอดฝีมือระดับ นภาเร้นลับ จำนวนมากต้องจบชีวิตลงที่ก้าวย่างนี้
ต่อให้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดทางร่างกายได้ ก็ยังต้องเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์หรืออัสนีบาตเคราะห์กรรม หากไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ ทุกอย่างก็จบสิ้น
ยอดคนส่วนใหญ่ล้วนตกตายภายใต้ทัณฑ์สวรรค์นี้
คำกล่าวที่ว่าใต้เงาอัสนีบาตสวรรค์ สรรพสัตว์ล้วนเป็นเพียงมดปลวกมิใช่คำกล่าวที่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
หากไม่ถึงขีดจำกัดจริงๆ แทบไม่มีใครกล้าหาญพอที่จะท้าทายขอบเขตนั้น
และชายชราที่กำลังนั่งเดินหมากอยู่หลังเขาในยามนี้ ก็คือบุคคลประเภทนั้น
เพียงแต่เขาคือผู้โชคดีที่ทำสำเร็จและก้าวเข้าสู่ระดับ เทพปฐพี ได้อย่างสมบูรณ์
พอเถอะ รีบพาข้าไปพบท่านผู้นั้นเดี๋ยวนี้ ยวี่เซียวจื่อไม่สนใจความตกตะลึงของยวี่เซียนอีกต่อไป เขารีบเร่งเร้า
ได้ ได้เจ้าค่ะ ยวี่เซียนดึงสติกลับมา ก่อนจะรีบนำทางยวี่เซียวจื่อไปยังหลังเขา
เพียงไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงศาลาพักผ่อน
ทว่าเมื่อเห็นชายชรากำลังขมวดคิ้วครุ่นคิดพิจารณากระดานหมากตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด
ยวี่เซียวจื่อและยวี่เซียนต่างพร้อมใจกันหยุดฝีเท้า ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง ไม่กล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิแม้แต่น้อย
ตัดภาพมาอีกฝั่งหนึ่ง
ณ ใจกลางเทือกเขาหมื่นอสูร ภายในสุสานโบราณ กลุ่มของเย่หนานได้เดินทางมาถึงโถงถ้ำที่มีอุณหภูมิสูงระอุ
บรรยากาศภายในร้อนแรงดุจเตาหลอม พื้นที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อขนาดใหญ่ที่มีลาวาระอุเดือดปุดๆ ส่งไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นมาไม่ขาดสาย
พี่หนาน ร้อนจังเลย หลิงหลงบ่นอุบ เหงื่อกาฬไหลอาบใบหน้า
ร้อนจริงๆ นั่นแหละขอรับ กู้เฉินเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน
นี่พวกเราเดินมาถึงปากปล่องภูเขาไฟแล้วรึ เย่หนานมองสำรวจด้วยความสนใจ
ในเวลานี้มีผู้ฝึกตนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาถึงบริเวณนี้ ทุกคนต่างกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้นระคนสงสัย
พวกเจ้าดูนั่นสิ นั่นมันอะไรกัน
ทันใดนั้น เสียงตะโกนของผู้ตาดีคนหนึ่งก็ดังขึ้น ชี้ชวนให้มองไปยังบ่อลาวาบ่อหนึ่งที่ดูเหมือนจะมีบางสิ่งซ่อนอยู่
สิ้นเสียงนั้น สายตาทุกคู่ต่างพุ่งเป้าไปที่จุดเดียวกันทันที
กลุ่มของเย่หนานเองก็ได้ยินและหันไปมองตาม
ท่านอาจารย์ ดูเหมือนจะเป็นกระบี่เล่มหนึ่งขอรับ กู้เฉินจ้องมองกระบี่เล่มนั้นด้วยความสนใจ
แม้จะจมอยู่ในลาวาอันร้อนแรงมาเนิ่นนานไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี แต่ตัวกระบี่กลับสึกกร่อนเพียงเล็กน้อย บ่งบอกได้ชัดเจนว่าระดับของศาสตราวุธชิ้นนี้ย่อมไม่ธรรมดา
แน่นอนว่า สำหรับเย่หนานแล้ว ของพรรค์นี้ก็แค่เศษเหล็กธรรมดาๆ
ใช่ กระบี่เล่มหนึ่งจริงๆ ด้วย ทำไม เจ้าอยากได้รึ เย่หนานเลิกคิ้วมองกู้เฉิน
ศิษย์อยากลองดูขอรับ กู้เฉินพยักหน้าหนักแน่น
แม้เย่หนานจะมีสมบัติวิเศษมากมายและพร้อมจะมอบให้ศิษย์อย่างไม่หวงแหน แต่กู้เฉินปรารถนาที่จะฝึกฝนตนเองมากกว่า หากมีแต่ของวิเศษแต่ไร้ซึ่งฝีมือ ก็ไม่ต่างอะไรกับแกะอ้วนพีที่รอให้หมาป่ามารุมทึ้ง
ทว่ายังไม่ทันที่กู้เฉินจะได้ขยับตัว เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้น
เมื่อมองออกไป การต่อสู้แย่งชิงได้เปิดฉากขึ้นแล้ว
คนอื่นๆ ย่อมไม่ได้ตาบอด พวกเขารู้ดีว่ากระบี่เล่มนี้ต้องเป็นของวิเศษระดับสูง
เอาสิ ไปลองดู เย่หนานไม่ได้ห้ามปราม
เมื่อได้รับอนุญาต แววตาของกู้เฉินก็ลุกวาวด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้
ฟึ่บ
ร่างของกู้เฉินพุ่งทะยานเข้าสู่ฝูงชน มุ่งตรงไปแย่งชิงกระบี่เล่มนั้นทันที
ข้าจะช่วยเจ้าเอง ฮวาเหลียนที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่รอช้า นางพุ่งตามกู้เฉินไปติดๆ ปากบอกว่าช่วย แต่ใจจริงนางเองก็หมายตากระบี่เล่มนั้นเช่นกัน
เมื่อเข้ามาในวงล้อม กู้เฉินไม่ได้มุ่งโจมตีใคร เขาเพียงต้องการฝ่าเข้าไปเอากระบี่
แต่มีหรือที่คนอื่นจะยอมให้กู้เฉินทำตามใจชอบ ผู้ที่อยู่ด้านหน้าหลายคนถูกรุมสังหารทันทีที่เข้าใกล้กระบี่
เมื่อเห็นคมอาวุธนับสิบพุ่งเข้าใส่ตน กู้เฉินก็คำรามลั่น ปล่อยหมัดคู่ทะลวงออกไป
ปัง ปัง
สิ้นเสียงปะทะ ร่างของผู้ฝึกตนหลายคนก็ปลิวว่อนกระเด็นกลับหลังไป ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย
ภาพความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวทำให้ผู้ที่กำลังดาหน้าเข้ามาต้องชะงักฝีเท้า
โดยเฉพาะผู้ที่มีระดับพลังเดียวกับกู้เฉิน ต่างมองเขาด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
แม้แต่ฮวาเหลียนเองก็ยังตกใจ
นางเคยประมือกับกู้เฉินมาก่อน แต่ไม่ยักรู้ว่าเขาจะดุดันถึงเพียงนี้
หมัดเดียวซัดผู้ฝึกตนระดับเดียวกันจนหมอบราบคาบแก้ว แม้แต่นางเองยังทำไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องใช้หลายกระบวนท่า
เจ้าหมอนี่ ตอนสู้กับข้าเขาออมมือไว้สินะ ฮวาเหลียนหรี่ตามองกู้เฉิน
แต่มือนางก็ไม่ได้หยุดนิ่ง นางรีบเคลื่อนกายไปประกบข้างกู้เฉินเพื่อช่วยรับมือศัตรู
ฆ่าพวกมัน พวกเราช่วยกันรุม ข้าไม่เชื่อว่ามันจะฆ่าพวกเราได้หมดทุกคน ใครคนหนึ่งตะโกนปลุกระดม ทันใดนั้น กู้เฉินและฮวาเหลียนก็ตกเป็นเป้าโจมตีของคนทั้งหมด
เมื่อเห็นศัตรูมืดฟ้ามัวดิน กู้เฉินกลับยิ่งรู้สึกตื่นเต้น จิตสังหารและรังสีการต่อสู้พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
เจ้าบ้าเอ๊ย ฮวาเหลียนเห็นอาการบ้าเลือดของกู้เฉินแล้วก็ได้แต่สบถอย่างเอือมระอา
พี่หนาน ให้ข้าไปช่วยศิษย์น้องไหม
ไกลออกไปวงนอก หลิงหลงนั่งอยู่บนตั่งตัวเล็ก มือแกะเม็ดแตงกินอย่างสบายใจ พลางเงยหน้าถามเย่หนาน
อย่าถามว่าตั่งตัวเล็กกับเม็ดแตงมาจากไหน สำหรับหลิงหลงแล้ว ของพวกนี้คืออุปกรณ์ยังชีพที่ต้องพกติดตัวตลอดเวลา
ไม่เป็นไร ปล่อยให้เขาเล่นไปเถอะ ตราบใดที่ไม่ถึงแก่ชีวิต ก็ไม่ต้องยื่นมือเข้าไปยุ่ง เย่หนานตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน
ก็ได้ หลิงหลงทำได้เพียงนั่งลงกินเม็ดแตงต่อตามคำสั่ง
ฮ่าๆๆ กระบี่เล่มนี้เป็นของข้า
ในขณะที่กู้เฉินและฮวาเหลียนกำลังรับมือกับการกลุ้มรุม เสียงหัวเราะกึกก้องด้วยความบ้าคลั่งก็ดังขึ้น
สิ้นเสียงหัวเราะ เงาร่างสายหนึ่งก็เงื้อดาบเล่มยักษ์ฟันใส่กู้เฉินเต็มแรง
ฮึ กู้เฉินกำหมัดแน่นแล้วชกสวนออกไป หมัดของเขาอาบย้อมไปด้วยแสงสีทองอำพันจางๆ
ตูม
การปะทะกันระหว่างหมัดและดาบก่อให้เกิดคลื่นพลังระเบิดออกรอบทิศทาง
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ การปะทะนี้กินเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว
ร่างของผู้ถือดาบใหญ่ปลิวละลิ่วกระเด็นกลับไป ดาบในมือระเบิดแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เศษดาบกลายเป็นอาวุธลับ พุ่งกระจายไปทั่วทุกสารทิศ
อ๊ากกก
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงม ผู้ฝึกตนที่ยืนอยู่ใกล้รัศมีระเบิดต่างล้มระเนระนาด บาดเจ็บล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง