ยอดอาจารย์ผู้มองเห็นอัจฉริยะ - บทที่ 284 กลับสำนัก
บทที่ 284 กลับสำนัก
หลังจากจับกุมสองยอดฝีมือระดับแปลงเทพจากเมืองจี๋จื้อได้สำเร็จ จางอวิ๋นก็ไม่รอช้า พุ่งทะยานร่างดุจสายฟ้าตามร่างแยกที่แบกซูเตี๋ยไปติดๆ
“คลี่คลายเรียบร้อยแล้วรึ?”
ราวกับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของร่างจริงที่ตามมาทัน ซูเตี๋ยที่ซบอยู่บนแผ่นหลังของร่างแยกพลันลืมตาขึ้นเอ่ยถาม
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
ในยามนี้เขามีวิชาอำพรางกายปกคลุมอยู่แท้ๆ แต่สตรีผู้นี้กลับรู้ตัวได้อย่างรวดเร็ว
เหมือนจะอ่านใจเขาออก ซูเตี๋ยเอ่ยน้ำเสียงเรียบเฉย “กลิ่นอายจากร่างแยกของเจ้า หากเทียบกับร่างจริงแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!”
“ประสาทสัมผัสเฉียบคมไม่เบา!”
จางอวิ๋นกระตุกยิ้มที่มุมปาก ในเมื่อความลับถูกเปิดเผย เขาก็ไม่จำเป็นต้องเร้นกายอีกต่อไป พลันสลายวิชาอำพรางเผยร่างจริงออกมาในทันที
ซูเตี๋ยถามต่อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ยังมีหนูตัวอื่นซ่อนอยู่อีกงั้นรึ?”
จางอวิ๋นเพียงพยักหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ
ซูเตี๋ยไม่ได้ซักไซ้ถึงกระบวนการต่อสู้ เพราะเพียงแค่เห็นจางอวิ๋นกลับมาด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าปัญหาทุกอย่างถูกจัดการจนสิ้นซาก
“มาเถอะ แม่นางซูคนงาม!”
จางอวิ๋นสลายร่างแยกทิ้งไป ก่อนจะเดินเข้าไปหาพลางตบที่แผ่นหลังตัวเองเบาๆ เป็นสัญญาณ
“ไม่ต้องลำบากเจ้าแล้ว!”
ซูเตี๋ยกลอกตามองบน พลางแค่นเสียงออกมา “ข้าฟื้นฟูพลังกายมาได้บ้างแล้ว พอที่จะ…”
“ฮึบ!”
ยังไม่ทันสิ้นประโยค จางอวิ๋นก็พุ่งเข้าไปช้อนร่างนางขึ้นแนบหลัง แล้วเหาะทะยานมุ่งหน้าสู่สำนักหลิงเซียนโดยไม่เปิดโอกาสให้ทัดทานแม้แต่น้อย
ซูเตี๋ยปรายตามองเขาแวบหนึ่งด้วยความอ่อนใจ แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยห้ามซ้ำ ทำเพียงหลับตาลงเพื่อฟื้นฟูพลังปราณที่เหือดแห้งไปอย่างเงียบๆ
…
ณ ดินแดนอันห่างไกล แคว้นหนานซิง ส่วนลึกของเกาะเชียนไห่ เกาะที่หนึ่ง
“หือ?”
ดวงตาคู่หนึ่งพลันเบิกโพลงขึ้นท่ามกลางความมืดมิด จ้องเขม็งไปยังทิศทางของแคว้นหนานอวิ๋นด้วยความรู้สึกบางอย่าง
ผ่านไปเนิ่นนาน
เสียงพึมพำที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจก็ดังลอดออกมาจากเงามืด “มอดม้วยไปแล้วรึ?”
สิ้นประโยคนั้น บรรยากาศรอบด้านก็กลับสู่ความเงียบงันชวนขนลุกอีกครั้ง
ทว่าเพียงครู่เดียว
ภายในสระน้ำลึกสุดหยั่งของเกาะที่หนึ่ง เงาร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานพ้นผิวน้ำออกมา
“ดูดกลืน!”
เพียงแค่เขายกฝ่ามือขึ้นสู่เวหา
ทั่วทั้งเกาะที่หนึ่งพลันปรากฏกลุ่มควันสีดำทมิฬพวยพุ่งออกมาจากทุกสารทิศ ราวกับวิญญาณร้ายที่ถูกเรียกหา ไหลมารวมตัวกันที่อุ้งมือของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เพียงไม่นาน กลุ่มควันมารเหล่านั้นก็ควบแน่นเป็นก้อนพลังงานทรงกลมสั่นระริก
เงาร่างนั้นอ้าปากกว้าง กลืนกินก้อนควันมารลงไปในรวดเดียว
ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็เกิดการขยายตัวบิดเบี้ยว เปลี่ยนรูปร่างไปมาอย่างน่าสยดสยอง เดี๋ยวกลายเป็นมนุษย์ เดี๋ยวเป็นอสูรร้าย เดี๋ยวแปรเปลี่ยนเป็นเงือกพราย…
ผ่านไปครู่ใหญ่ ร่างกายที่ปั่นป่วนจึงค่อยๆ คืนสู่สภาพปกติ
นัยน์ตาคู่นั้นมีประกายแสงสีม่วงลึกลับไหลเวียน จ้องมองไปยังทิศทางของแคว้นหนานอวิ๋นด้วยจิตสังหารแรงกล้า
เปรี้ยง!
ร่างนั้นพุ่งทะยานแหวกอากาศดุจสายฟ้าสีทมิฬ หายวับไปในชั่วพริบตา
สำนักหลิงเซียน ยอดเขาเจ้าสำนัก
“เหตุใดทุกอย่างถึงเงียบสงัดเช่นนี้!”
“ศึกตัดสินจบสิ้นแล้วงั้นรึ?”
“ผลลัพธ์เป็นอย่างไรกันแน่?”
เมื่อสัมผัสได้ว่าผืนดินที่เคยสั่นสะเทือนเริ่มสงบลง เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียนต่างแหงนมองไปทางป่าหนานเฟิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและหวาดหวั่น
โฮก——!!
ทันใดนั้น เสียงคำรามกึกก้องของพยัคฆ์ก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วขุนเขา ทำให้ทุกคนสะดุ้งสุดตัว
เมื่อหันไปมองเจ้าพยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนที่เคยนอนหมอบสงบนิ่ง จู่ๆ มันก็ยืดตัวลุกขึ้นยืน จ้องมองไปยังเส้นขอบฟ้าด้วยดวงตาเป็นประกาย
อู๋เสี่ยวพั่งเห็นปฏิกิริยาดังนั้นก็ยิ้มกว้างออกมา “ท่านอาจารย์กลับมาแล้ว!”
“กลับมาแล้วงั้นรึ?”
ทุกคนต่างชะงักงันด้วยความหวัง
ฟุ่บ!
วินาทีถัดมา เสียงแหวกอากาศก็ดังแว่วมาแต่ไกล
เมื่อเห็นบุรุษอาภรณ์ขาวพิสุทธิ์ แบกโฉมงามในชุดแดงเพลิงเหาะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ใบหน้าของชาวสำนักหลิงเซียนต่างก็ฉายแววปิติยินดีจนยากจะเก็บอาการ
จางอวิ๋นกลับมาแล้ว! นั่นหมายความว่าบรรพชนพันเกาะและกองทัพมารได้ถูกขับไล่หรือกำจัดไปจนสิ้นแล้วแน่นอน!
จนถึงวินาทีนี้ ภูเขาที่เคยทับอกทุกคนอยู่ถึงได้ถูกยกออกไปเสียที
เถากู่หลานเองก็ลอบยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก
ทว่าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นซูเตี๋ยที่ซบอยู่บนแผ่นหลังของจางอวิ๋น นางก็ชะงักไปเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
“ท่านอาจารย์!”
อู๋เสี่ยวพั่ง, อวี๋สุ่ยเอ๋อร์, อวี่เว่ย และโจวข่าน รีบวิ่งเข้าไปต้อนรับผู้เป็นอาจารย์ด้วยความเคารพรัก
จางอวิ๋นยิ้มบางๆ และพยักหน้าให้พวกเขาทีหนึ่ง ก่อนจะร่อนลงจอดบนลานกว้างที่แตกหักเสียหายของยอดเขาเจ้าสำนักอย่างนุ่มนวล
สายตาเย็นเยียบกวาดมองไปยังฝูงสัตว์อสูรที่นอนหมอบราบอยู่รอบบริเวณ
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายกดข่มของเขา เหล่าสัตว์อสูรต่างพากันหดลำคอ หมอบกราบลงกับพื้นอย่างขลาดเขลา ใบหน้าอสูรร้ายฉายแววหวาดกลัวดุจมนุษย์ออกมาอย่างชัดเจน
“ข้าหาได้แยแสว่าก่อนหน้านี้พวกเจ้าจะถูกบงการหรือมีเหตุผลกลใด แต่พวกเจ้าได้เข่นฆ่าศิษย์สำนักหลิงเซียนของข้า ทำลายสำนักของข้าจนย่อยยับพินาศ…”
จางอวิ๋นเอ่ยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจสังหาร “หนี้เลือดครั้งนี้ พวกเจ้าต้องชดใช้!”
สิ้นประโยค สัตว์อสูรจำนวนมหาศาลต่างตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด
ก่อนหน้านี้พวกมันถูกควบคุมให้เผาผลาญแก่นวิญญาณจนคลุ้มคลั่ง ส่งผลให้ร่างกายในยามนี้บอบช้ำสาหัส ไร้สิ้นเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับหนี
ยิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับจางอวิ๋น มนุษย์ผู้แข็งแกร่งราวกับสัตว์ประหลาดคนนี้ พวกมันต่างรู้ซึ้งดีว่า… หมดหนทางที่จะดิ้นรนแล้ว
“การสังหารพวกเจ้าไปก็ไร้ค่า ไม่ต่างจากกองเนื้อสัตว์ที่ไร้ประโยชน์ต่อสำนักของข้า ข้าต้องการให้พวกเจ้านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จงนับถือสำนักหลิงเซียนเป็นนาย และปกป้องสำนักหลิงเซียนด้วยชีวิตไปชั่วกาลนาน!”
จางอวิ๋นยื่นคำขาดเสียงเฉียบ
พูดจบเขาก็หันไปส่งสายตาให้เจ้าพยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนที่ยืนดูเชิงอยู่ข้างๆ
เจ้าเสือลายพาดกลอนรู้ใจเจ้านายในทันที
โฮก!
มันคำรามลั่นด้วยอำนาจข่มขวัญ เดินเข้าไปบังคับให้สัตว์อสูรเหล่านั้นทำพันธสัญญาเลือดทีละตัว
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่เป็นมนุษย์ การผิดคำสาบานเลือดอาจนำไปสู่จิตมารเข้าแทรก แต่สำหรับสัตว์อสูรระดับหยวนอิงขึ้นไป การผิดคำสาบานด้วยแก่นโลหิต จะส่งผลให้เกิดการตีกลับของพลังงานที่รุนแรงถึงขั้นวิญญาณแตกสลาย
ในยามที่ไร้หนทางเลือก พวกมันได้แต่คอตก ยอมคายแก่นโลหิตออกมาทำพันธสัญญาภักดีภายใต้การคุมเข้มของเจ้าเสือลายพาดกลอน
เห็นภาพนี้ คนทั้งสำนักหลิงเซียนต่างตื่นเต้นยินดีจนเนื้อเต้น
นี่มันคือฝูงสัตว์อสูรระดับหยวนอิงเชียวนะ!
การที่พวกมันสาบานว่าจะจงรักภักดีและปกป้องสำนักไปตลอดชีวิต จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้สำนักก้าวกระโดดขึ้นเพียงใดคงไม่ต้องจินตนาการให้ยาก!
แม้สำนักจะเสียหายหนัก ศิษย์ล้มตายไปไม่น้อย แต่การได้สัตว์อสูรระดับหยวนอิงกลุ่มนี้มาเติมเต็ม พลังรบของสำนักย่อมพุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แถมยังมีผู้อาวุโสเก้าผู้ไร้เทียมทานอยู่อีกคน…
ดวงตาของเหล่าศิษย์เริ่มกลับมาทอประกายแห่งความหวังอีกครั้ง
ท่านเจ้าสำนักเป็นยอดฝีมือระดับแปลงเทพ ผู้อาวุโสเก้าน่ากลัวยิ่งกว่าระดับแปลงเทพทั่วไป แถมยังมีกองทัพสัตว์อสูรระดับหยวนอิงคอยพิทักษ์…
ด้วยขุมกำลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ต่อไปอย่าว่าแต่ในแคว้นหนานอวิ๋นเลย ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับขั้วอำนาจในระดับทวีปแดนใต้ สำนักหลิงเซียนก็จัดว่าเป็นสำนักระดับแนวหน้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ความโศกเศร้าจากการสูญเสียสหายร่วมสำนักก็เริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความฮึกเหิม
จางอวิ๋นกวาดตามองทุกคนด้วยสายตาอ่อนโยนลง แล้วเดินเข้าไปหาพวกหมิงฝ่าและเหล่าผู้อาวุโสที่บาดเจ็บ
“ผู้อาวุโสเก้า!”
เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา หมิงฝ่าและคนอื่นๆ ต่างพยายามจะยันกายลุกขึ้นต้อนรับ
“ทุกท่านโปรดพักผ่อน อย่าได้ขยับร่างกาย!”
จางอวิ๋นกดมือห้ามไว้ด้วยความห่วงใย แล้วเริ่มร่ายเวทรัลรักษาให้ทีละคนอย่างตั้งใจ
เมื่อได้รับพลังปราณอันบริสุทธิ์จากเขา ใบหน้าที่เคยซีดเผือดดุจคนตายของหมิงฝ่าและคนอื่นๆ ก็เริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมาอย่างน่ามหัศจรรย์
เมื่อมองไปยังผู้อาวุโสใหญ่สำนักหลิงเซียนที่มีใบหน้าเหี่ยวย่น ร่างกายผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูกคล้ายตะเกียงที่ขาดน้ำมัน จางอวิ๋นก็หยิบขวด 【ของเหลววิญญาณสุริยันจันทรา】 ออกมา
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ดื่มเจ้านี่เสียเถิด!”
ผู้อาวุโสใหญ่ชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความงุนงง แต่ก็ไม่ได้ลังเลใจ ยอมยกขวดขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
“ผู้อาวุโสเก้า สิ่งนี้คือ…?”
เพียงชั่วอึดใจที่ของเหลวไหลลงคอ ผู้อาวุโสใหญ่ก็สัมผัสได้ถึงขุมพลังชีวิตมหาศาลที่ปะทุขึ้นในร่าง เขาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เขารู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายที่ร่วงโรยใกล้จะดับสูญ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ราวกับพฤกษาแห้งเหี่ยวที่ได้รับพิรุณทิพย์ชโลมจิต
จางอวิ๋นยิ้มตอบอย่างสงบ “ท่านผู้อาวุโสใหญ่ นี่คือของเหลววิญญาณสุริยันจันทรา สรรพคุณของมันจะช่วยต่ออายุขัยให้ท่านได้ระยะหนึ่ง!”
“เพิ่มอายุขัยอย่างนั้นรึ!?”
ผู้อาวุโสใหญ่ถึงกับตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื้นตันใจ
ของวิเศษที่สามารถยื้ออายุขัยได้ล้ำค่าเพียงใด ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนต่างรู้ซึ้งแก่ใจดี!
“ผู้อาวุโสเก้า… ข้า…”
จางอวิ๋นยกมือห้ามคำขอบคุณที่กำลังจะเอ่ยออกมา แล้วกล่าวเตือนว่า “ท่านผู้อาวุโสใหญ่ สิ่งนี้ช่วยยื้อชีวิตท่านได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น หากท่านต้องการกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์และยืนยาวจริงๆ ท่านต้องเร่งหาทางทะลวงสู่ระดับหยวนอิงให้ได้โดยเร็วที่สุด!”
ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้าหงึกหงัก แววตาที่เคยหม่นแสงพลันกลับมาลุกโชนด้วยประกายแห่งความหวัง
เดิมทีเขาแทบสิ้นหวังกับหนทางในอนาคต เพราะอายุขัยเหลือเพียงไม่กี่ปี การจะทะลวงด่านช่างเป็นเรื่องยากเข็ญ ยิ่งต้องกรำศึกหนักเมื่อครู่ พลังชีวิตยิ่งมอดดับลงทุกที
แต่ทว่าเมื่อได้รับของเหลววิญญาณนี้ เขาประเมินว่าพลังชีวิตน่าจะคงอยู่ต่อไปได้อีก 5 ถึง 10 ปี
ไฟแห่งความมุ่งมั่นจึงถูกจุดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง!
จางอวิ๋นเห็นดังนั้นก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
หากกล่าวตามสัตย์จริง เขาไม่ได้มีความผูกพันลึกซึ้งกับผู้อาวุโสใหญ่ผู้นี้มากนัก ในตอนแรกที่ช่วยชีวิตไว้เขาก็ไม่ได้คิดจะมอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้
แต่ที่ตัดสินใจมอบให้ในยามนี้ ถือเสียว่าเป็นคำขอโทษที่เขาไม่อาจปกป้องสำนักหลิงเซียนให้พ้นจากความสูญเสียได้ทั้งหมดก็แล้วกัน!
เขาส่ายหน้าเบาๆ เพื่อสลัดความคิดขุ่นมัว แล้วหันไปสนใจกลุ่มของหมิงฝ่าทั้งสามคนแทน
กับยอดฝีมือทั้งสามนี้เขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ไม่นึกเลยว่าในสำนักที่ดูเงียบเหงาแห่งนี้ จะมีเสือหมอบมังกรซ่อนกายอยู่ถึงสามคนเช่นนี้
หมิงฝ่า… เขาเคยพบหน้ากันครั้งหนึ่งตอนที่ไปขอรับ 【กระบี่เมฆาเวหา】 ที่คลังสมบัติ
ในตอนนั้นเขาไม่ได้ใช้เนตรเซียนตรวจสอบอย่างละเอียด พอมาเห็นในยามนี้ถึงได้ประจักษ์แจ้งว่า… อีกฝ่ายคือยอดฝีมือระดับหยวนอิงที่ซ่อนคมไว้อย่างมิดชิด!