มหาศึกสามภพ World of Cultivation (Rerun) - บทที่ 910 กระบี่ของหลินเชียน
บทที่ 910 กระบี่ของหลินเชียน
เหวยเสิ้งใช้กระบี่เดียวฟันยอดเขาหลักแห่งคุนหลุนขาดร่วงลงมา
ข่าวนี้น่าแตกตื่นสะท้านโลกเกินไป เมื่อเทียบกันแล้ว การที่วิหารเทพปิศาจ
ทั้งเบื้องสูงเบื้องต่าพร้อมใจกันยอมจำนนต่อหมิงอ๋อง กลับไม่ได้ดึงดูด
ความสนใจของผู้คนมากนัก
อย่างไรก็ตาม นี่ย่อมไม่ได้หมายรวมถึงชาวเผ่าปิศาจ
สายตาของชาวเผ่าปิศาจทั้งมวลล้วนเฝ้ามองกองทัพหมิงอ๋องที่อยู่ใน
ดินแดนร้อยเถื่อน ระดับความเป็นปฏิปักษ์ที่ชาวดินแดนร้อยเถื่อนมีต่อห
มิงอ๋องลดน้อยลงไปมาก เหวยเสิ้งเพียงลำพังเข่นฆ่าอาละวาดไปทั่วแดน
คุนหลุน ก่อกวนจนคุนหลุนปั่นป่วนแทบถล่มทลาย ทำให้ชาวปิศาจต้อง
หันกลับมาขบคิดพิจารณาถึงสถานะของปรมาจารย์เทพยุทธ์อีกครั้ง
แม้แต่ตัวตนอันแกร่งกร้าวเกรียงไกรเช่นคุนหลุน ยังถูกเหวยเสิ้งจัดการเสีย
จนตกอยู่ในสภาพดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง
ระดับเทพยุทธ์ นั่นจึงเป็นจุดสูงสุดที่แท้จริงของโลกใบนี้ ขุมกำลังใด
ไม่มีชนชั้นเทพยุทธ์ ต้องประสบกับชะตากรรมพ่ายแพ้ดับสูญ ในบรรดา
เผ่าปิศาจทั้งสองดินแดน มีเทพยุทธ์เพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือหมิงอ๋อง
ด้วยเหตุนี้เอง ความเป็นศัตรูของชาวปิศาจในดินแดนร้อยเถื่อนจึง
บรรเทาเบาบางลงไปมาก มิหนำซ้ายังรู้สึกเบาใจอยู่บ้าง ท้ายที่สุดเผ่า
ปิศาจก็ยังมีเทพยุทธ์ของตนเองเช่นกัน
หลายคนเริ่มวาดฝันถึงยุคสมัยแห่งความสงบสุข หมิงอ๋องคือจอมคน
ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดในการรวมเผ่าปิศาจอย่างไม่ต้องสงสัย
เรื่องการก่อกบฏภายในของวิหารเทพปิศาจไม่ได้เหนือความ
คาดหมายมากนัก ว่ากันว่าการตัดสินใจอันบ้าคลั่งของประมุขเทพปิศาจ
สร้างความไม่พอใจให้แก่เทพปิศาจที่เหลือทั้งหมด ซึ่งความจริง คำสั่งอัน
เป็นชนวนเหตุของความแตกแยกนี้ ไม่น่าแปลกใจเท่าใด ในความเห็นของ
หลาย ๆ คน วิหารเทพปิศาจตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอันหนักหนาสาหัส
เช่นนี้ สามารถพังทลายลงเมื่อใดก็ได้
หลังจากที่ตอนแรกแตกตื่นตระหนก ต่อจากนั้นชาวปิศาจไม่ว่าเบื้อง
สูงเบื้องต่า พากันเข้าสู่ช่วงของการเฉลิมฉลองในทันที
เผ่าปิศาจรวมเป็นหนึ่งเดียว!
หลังจากหลายพันปีล่วงผ่าน เผ่าปิศาจในที่สุดก็รวมเป็นหนึ่งอีกครั้ง
ในประวัติศาสตร์ของเผ่าปิศาจ ทุกครั้งที่เผ่าปิศาจผนึกรวมเป็นหนึ่ง นั่นจะ
เป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองแห่งความรุ่งโรจน์ พวกมันมีเหตุผลมากพอให้
เชื่อว่าเผ่าปิศาจกำลังจะก้าวเข้าสู่อยุคสมัยใหม่อันเรืองรอง
ราชาแห่งเผ่าปิศาจ!
ประมุขเทพปิศาจถูกฆ่าตายในศึกภายในวิหารเทพปิศาจ เทพปิศาจ
แรดไม่ยินดีที่จะรับตำแหน่งภายใต้การปกครองใหม่ มันถอนตัวจากวิหาร
เทพปิศาจ กลับไปยังดินแดนบ้านเกิดเพื่อเป็นผู้นำตระกูลของตน วิหาร
เทพปิศาจยังคงหลงเหลือกองพันโหยวซือและกองพันสุ่ยเยวี่ย อูเล่อรับ
ตำแหน่งองครักษ์ข้างกายคนใหม่ของราชาปิศาจ ส่วนตำแหน่งอื่น ๆ ราชา
ปิศาจองค์ใหม่เป็นผู้จัดสรรให้ด้วยตัวเอง
สี่ยอดกองพันเลิศล้าแห่งเผ่าปิศาจ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว
กองทัพแตรศึกแห่งราชันของเหลียงเวยกลายเป็นทัพปิศาจลำดับ
แรก ส่วนอีกสามกองพันล้าเลิศที่เหลือประกอบไปด้วย กองพันชีของชีซิง
กองพันโหยวซือของโหยวซือหย่าเค่อ และกองพันสุ่ยเยวี่ยของสุ่ยเยวี่ย
อันม่อขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่อันดับแรก รับหน้าที่ควบคุมดูแลทุกกองทัพ
สิ่งเดียวที่เหนือความคาดหมายของผู้คนก็คือจู้หนานเยวี่ย ขุนพลหญิง
อันดับหนึ่งแห่งวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือนางนี้ กลับกลายเป็นกุนซือ
อันดับหนึ่งในคณะที่ปรึกษายุทธวิธีของแม่ทัพใหญ่อันม่อ
เนื่องเพราะจั่วม่อยืมมือเสียกงจู่และพี่น้องตระกูลหลันจัดวางเค้า
โครงการปกครองไว้ตั้งแต่แรก ดังนั้นทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น
“มู่ซีต้าเหริน ที่พักของท่านได้จัดเตรียมไว้แล้ว โปรดตามข้ามา” บุรุษ
องครักษ์เงาในชุดดำผู้หนึ่งค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม จากนั้นออก
นำไปเบื้องหน้า
“รบกวนแล้ว” มู่ซีพยักหน้ารับ นำองครักษ์ส่วนตัวของนางติดตามไป
“ต้าเหรินเกรงใจเกินไป!” องครักษ์เงาตอบอย่างสุภาพ
บรรดาองครักษ์ข้างกายมู่ซีมีสีหน้าผิดปกติอยู่บ้าง คล้ายแฝงแวว
ระแวดระวังชนิดหนึ่ง ต่อหน้าองครักษ์เงาอันดำมืด แม้แต่ทหารชาญศึกที่
ผ่านสมรภูมิและความตายมานักต่อนัก ยังอดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้
องครักษ์เงาเป็นหน่วยงานที่ทรงพลังอย่างยิ่ง เป็นดาบสังหารที่คม
กล้าที่สุด ซึ่งหมิงเยวี่ยเยี่ยต้าเหรินไว้วางใจมากที่สุด สองปีมานี้ยังนับว่าดี
ขึ้นไม่น้อย ในช่วงหลายปีก่อนหน้า คนเหล่านี้ล้วนซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ทำ
การกวาดล้างสังหารศัตรูของหมิงเยวี่ยเยี่ยต้าเหรินอย่างโหดเหี้ยม
ในการกวาดล้างครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของ
เผ่าอสูร ผู้ที่มีบทบาทมากที่สุด ก็คือหน่วยองครักษ์เงา
มู่ซีสังเกตเห็นความกังวลของบรรดาองครักษ์ข้างกาย นางเองก็ไม่ได้
ชมชอบองครักษ์เงาเช่นกัน แต่นางไม่คิดตอแยพวกมัน องครักษ์เงามิเพียง
เป็นเครือข่ายข่าวสารที่เข้มแข็งทรงพลังที่สุด ยังเป็นผู้พิทักษ์ที่เชื่อถือ
ได้มากที่สุดของหมิงเยวี่ยเยี่ยต้าเหริน
ผู้นำของพวกมัน โหยวฉินเลี่ย ได้รับความไว้วางใจจากหมิงเยวี่ย
เยี่ยต้าเหรินเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับเหล่าแม่ทัพบัญชาการศึก โดยธรรมชาติแล้วย่อมไม่ชมชอบ
นักฆ่าที่เร้นกายอยู่ในเงามืด มากกว่าครึ่งเคยแสดงความกังวลต่อพลัง
อำนาจขององครักษ์เงา ที่นับวันมีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งเดียวที่พอให้
ผู้คนนึกยินดีอยู่บ้าง คือโหยวฉินเลี่ยไม่เคยเสาะแสวงหาอำนาจใดๆ ทั้งยัง
ปฏิบัติต่อต้าเหรินท่านอื่นๆ ด้วยความเคารพนอบน้อมอยู่เสมอ อย่างไรก็
ตาม ผู้คนยังคงหวาดวิตกต่อพฤติการณ์โหดเหี้ยมอำมหิตของโหยวฉินเลี่ย
ไม่คลาย
มู่ซีดึงความคิดจิตใจกลับมา ถามว่า “ปิงหลันต้าเหรินมาแล้ว
หรือไม่?”
“ปิงหลันต้าเหรินมาถึงตั้งแต่เมื่อคืนวันวาน”
มู่ซีทราบว่าหมิงเยวี่ยเยี่ยต้าเหรินเหตุไฉนเรียกพวกนางทั้งหมด
กลับมา ระยะนี้สถานการณ์ในแผ่นดินมีการเปลี่ยนแปลงปานพลิกฟ้าคว่า
ดิน คุนหลุนและม่ออวิ๋นไห่เปิดศึกอย่างเต็มรูปแบบ หลินเชียนพ่ายแพ้
หลบหนี ยอดเขาหลักอันเป็นหัวใจของคุนหลุนถูกศัตรูฟันลงมา คุนหลุน
เผชิญกับวิกฤตการณ์ร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
มู่ซีกับชาวอสูรทั้งหลาย พากันอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง
คุนหลุนกล้าแกร่งเกรียงไกรเพียงใด พวกมันที่เป็นคู่แค้นกันมานาน
นับพันปีย่อมล่วงรู้ดีกว่าผู้ใด
แต่คลื่นลูกแรกยังไม่ทันจะจางหาย คลื่นลูกที่สองซึ่งใหญ่โตไม่แพ้กัน
พลันไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด วิหารเทพปิศาจจู่ ๆ ก็เกิดการก่อกบฏ
ภายใน ประมุขเทพปิศาจถูกสังหาร เทพปิศาจแรดถอนตัวจากทางโลก อีก
สามเทพปิศาจที่เหลือยอมสวามิภักดิ์ต่อหมิงอ๋องโดยไม่มีเงื่อนไข
เผ่าปิศาจรวมเป็นหนึ่ง!
เรื่องนี้เองที่ทำให้เผ่าอสูรรู้สึกถึงอันตรายร้ายแรงขึ้นมาทันที
ไม่มีผู้ใดกังขาในความแข็งแกร่งของเผ่าปิศาจที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
ทุกครั้งที่เผ่าปิศาจรวมเป็นหนึ่ง จะเป็นเวลาที่พวกมันเข้มแข็งทรงพลัง
ที่สุด และยังเป็นช่วงเวลาที่ความกระหายในการขยายดินแดนของพวกมัน
ทวีความรุนแรงมากที่สุด
สองยักษ์ใหญ่มหาอำนาจแห่งแดนซิวเจ่อกำลังต่อสู้โรมรันอย่าง
ดุเดือด หมิงอ๋องไม่ใช่ตัวโง่งม ย่อมไม่เสนอตัวเข้าร่วมกับศึกทางด้านนั้น
เช่นนั้นเผ่าปิศาจเมื่อคิดขยับขยาย ย่อมหลงเหลือเพียงทิศทางเดียว
แดนอสูร!
หลายพันปีมานี้ อสูรปิศาจรักษาสัมพันธไมตรีอันดีต่อกัน โดยปกติ
แล้วเผ่าอสูรไม่มีความจำเป็นต้องกังวลต่อการรุกรานของเผ่าปิศาจ หาก
ทว่ายามนี้ เผ่าปิศาจกลับกำเนิดราชาปิศาจองค์ใหม่!
ราชาปิศาจผู้นี้มีความเป็นมาลี้ลับ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของ
มัน อย่างไรก็ตาม ทันทีที่มันขึ้นครองบัลลังก์แห่งความมืด ความ
ทะเยอทะยานของมันก็เผยตัวออกมาอย่างชัดแจ้ง มันกรีธาทัพห้าสิบหมื่น
เข้าพิชิตดินแดนร้อยเถื่อน เร่งรวมเผ่าปิศาจให้เป็นหนึ่งเดียว
ความปรารถนาอันแรงกล้าในการขยายอำนาจของราชาปิศาจองค์
ใหม่ ไฉนเลยจะไม่สร้างความหวาดวิตกให้แก่เผ่าอสูรทั้งมวล
มู่ซีก็ไม่ใช่ตัวโง่งม อสูรปิศาจที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมานาน
เนื่องเพราะอสูรปิศาจมีศัตรูคนเดียวกัน แต่ยามนี้ซิวเจ่อกำลังรบราฆ่าฟัน
กันเอง เผ่าปิศาจเข้มแข็ง เผ่าอสูรอ่อนแอ หากเผ่าปิศาจไม่ฉวยโอกาสกลืน
กินเผ่าอสูร คงต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์เป็นแน่!
มู่ซีเองก็เต็มไปด้วยความวิตกกังวล
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นระดับสูงสุด ชนชั้นผู้นำของเผ่าอสูรแทบ
ทั้งหมดล้วนมากันพร้อมหน้า ทั่วแดนอสูรตกอยู่ในบรรยากาศอันตึงเครียด
การประชุมหารือครั้งนี้ จะเป็นเครื่องตัดสินชะตากรรมของเผ่าอสูร
เปี๋ยหานมองดูกลุ่มควันหนาทึบเหนือเมืองที่กำลังถูกไฟไหม้ จากนั้น
นำกองพันบาปเคราะห์หมุนตัวจากไปโดยไม่รีรอลังเล
นี่เป็นเมืองใหญ่แห่งที่เก้าที่มันเข้าทำลายล้าง
นอกเหนือจากทัพชายแดนของคุนหลุนที่ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดย
พลการ กองทัพอื่น ๆ แทบทั้งหมดในคุนหลุนพากันเร่งรุดไปเสริมกำลังที่
ยอดเขาหลักของคุนหลุน หลินเชียนไม่ปรากฏตัว เสวียตงไม่อยู่ที่นี่ ทั่วทั้ง
คุนหลุนตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย พวกมันได้แต่ตอบสนองไปตาม
สัญชาตญาณของตนเท่านั้น
แต่แนวชายแดนเมื่อเปราะบางถึงเพียงนี้ ไฉนเลยจะต้านทานกงซุน
ชา เปี๋ยหานและหย่างหยวนฮ่าวได้?
กองทัพทั้งสามเพียงออกแรงเล็กน้อยก็ทะลวงผ่านเข้าไปอย่าง
สะดวกดาย แดนคุนหลุนอันกว้างใหญ่และเปลือยเปล่า แผ่กว้างอยู่ใน
สายตาของพวกมัน
กงซุนชากับพวกเลือกที่จะไม่ยึดครองดินแดนใด ๆ
การปกครองของคุนหลุนหยั่งรากฝังลึกในดินแดนเหล่านี้มานานนับ
พันปี ขุมกำลังน้อยใหญ่ต่อสู้แย่งชิงมาโดยตลอด หากม่ออวิ๋นไห่ฝืนยึด
ครองสถานที่เหล่านี้ กองทัพของม่ออวิ๋นไห่จะเผชิญกับแรงต้านอย่างหนัก
หน่วงรุนแรงกว่าเดิม กลายเป็นสู้รบติดพัน หรืออาจทิ้งชนวนเหตุเภทภัยไว้
ในภายหลัง
ดังนั้นแผนการของกงซุนชากับพวกนั้นเรียบง่ายยิ่ง แต่ก็ดุดันอำมหิต
ยิ่ง
ทำลายล้าง ทำลายล้างอย่างต่อเนื่อง! ทำลายล้างความสามารถใน
การผลิตและโครงสร้างพื้นฐานของคุนหลุนให้สิ้นซาก!
พวกมันไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด ล้วนไม่ได้ทำการยึดครอง แต่มุ่งทำลาย
ล้าง ความเสียหายชนิดนี้แม้ไม่อาจพิฆาตคุนหลุนในทันทีทันใด แต่ก็ไม่
ต่างจากเชือดเนื้อเถือหนัง ทิ้งรอยแผลฉกรรจ์นับพันแห่งไว้บนร่างกายอัน
ใหญ่โตมหึมาของคุนหลุน
โลหิตจะไหลหลั่งอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อเวลาผ่านไป คุนหลุนจะค่อย ๆ
อ่อนแอลงโดยไม่มีหนทางเลี่ยง
ติดตามหลังสามกองพันล้าเลิศ เป็นกองพันชั้นหนึ่งดังเช่นม้าฝาน
และถังเฟย กงซุนชาทราบดีว่าโอกาสเช่นนี้อาจไม่เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง
มันไม่ได้ออมรั้งสิ่งใดไว้เลย ไม่ว่ากองพันชั้นหนึ่งหรือกองพันชั้นยอดใด
ล้วนถูกเรียกระดมมาหมดสิ้น
พวกมันติดตามมาทางเบื้องหลังของสามกองพันล้าเลิศ ล่วงล้าเข้าสู่
แกนกลางอันกว้างใหญ่ไพศาลของคุนหลุน
เวลา!
เงื่อนปมสำคัญที่สุดในยามนี้ก็คือเวลา!
กงซุนชาสั่งการอย่างเฉียบขาด ภายในสิบวัน ทุกทัพจะต้องถอนตัว
ออกจากคุนหลุน
และบริเวณแนวชายแดนของม่ออวิ๋นไห่ ป้อมปราการอาคมหวงห้าม
ถูกเร่งสร้างขึ้นทั้งวันทั้งคืน คุนหลุนเมื่อประสบความสูญเสียอย่างใหญ่
หลวง มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะเปิดฉากตอบโต้อย่างสุดกำลัง
หลายวันต่อจากนั้น ท้องฟ้าเหนือคุนหลุนปกคลุมไปด้วยควันไฟ
เจ้าสำนักพ่ายแพ้หลบหนี ยอดเขาหลักถูกศัตรูฟันลงมา ตัวเมืองนับ
ไม่ถ้วนถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน… …
คุนหลุนคล้ายมาถึงจุดจบในชั่วข้ามคืน
ก่อนที่ชาวคุนหลุนจะได้ทันได้ตอบโต้ กองทัพของม่ออวิ๋นไห่ก็หายลับ
ไปกับยามวิกาล
มองดูคุนหลุนที่เสียหายย่อยยับ ชาวคุนหลุนหลั่งน้าตาปิ่มว่าจะขาด
ใจ
หลินเชียนคิดใคร่ตาย
คุนหลุนร่าไห้คร่าครวญอยู่ภายใต้กีบเท้าเหล็กของม่ออวิ๋นไห่ คุนหลุน
ย่อยยับอัปราภายใต้กระบี่ของเหวยเสิ้ง แต่ในเวลานี้ มันกลับไม่สามารถ
ปรากฏตัว มันไม่อาจต่อสู้เพื่อคุนหลุนอันเป็นที่รักของมัน ได้แต่ซ่อนตัวอยู่
ภายในถ้า มุ่งรักษาอาการบาดเจ็บอย่างสุดความสามารถ
หลินเชียนบีบด้ามกระบี่เทพไท่กู่แนบแน่น ใบหน้าหล่อเหลาขาวซีด
ผิดธรรมดา ในช่วงเวลาแค่สิบกว่าวัน มันกลับผ่ายผอมลงมาก ริมฝีปากที่
ปราศจากสีเลือดสั่นระริก ดวงตาอันว่างเปล่าปรากฏน้าตาสองสายไหล
หลั่งลงมาเงียบ ๆ ผ่านใบหน้า หยดลงบนพื้น
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ขออภัยด้วย!”
“ขออภัยด้วย… …”
ความทระนงตนของมันถูกทำลายสิ้น คุนหลุนเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของ
มัน ชีวิตมันคงอยู่เพื่อคุนหลุน มันจะมีชีวิตอยู่เพื่อคุนหลุนตลอดไป!
หากมิใช่ว่ามันพ่ายแพ้ คุนหลุนคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเลวร้ายถึง
เพียงนี้ ยอดเขาหลักก็คงไม่ต้องถูกทำลาย คุนหลุนจะไม่พ่ายแพ้เช่นนี้ คุน
หลุนคงไม่ต้องถูกหยามอัปยศ!
“ข้าคือคนบาป!”
“คนบาปของคุนหลุน!”
มันพร่ากล่าวกับตัวเอง ราวกับกำลังตัดสินโทษให้แก่ตนเอง
ทันใดนั้นมันยืดตัวตรง ดวงตาว่างเปล่าพลันทอประกายขึ้นทีละน้อย
ประกายตายิ่งมายิ่งเจิดจ้า
ศีรษะที่แข็งทื่อเงยขึ้นช้า ๆ
มันนั่งนิ่งเงียบ ดวงตาค่อย ๆ ทอประกายลิงโลดระคนบ้าคลั่ง ความ
มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอย่างที่ยากจะบ่งบอกบรรยายเปล่งประกายอยู่ในดวงตา
ไหลเวียนไปในเลือดเนื้อและวิญญาณของมัน
กระบี่เทพไท่กู่ในมือแผดเสียงคำรามกระหึ่ม ในใจมันเต็มไปด้วย
ความรู้แจ้งที่ไม่อาจพรรณนาได้ชนิดหนึ่ง
กระบี่ของมันคือคุนหลุน!
ไม่ได้คงอยู่เพื่อฟ้าดิน ไม่ใช่เพื่อกฏเกณฑ์แห่งธรรมชาติอันใด ไม่
เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของมนุษย์ปุถุชน เพียงเพื่อคุนหลุนเท่านั้น!
สังขารร่างกายนี้เป็นของคุนหลุน กระบี่นี้เป็นของคุนหลุน!
กฏเกณฑ์ทั้งหลายทั้งปวงในโลกอยู่ภายใต้คุนหลุน อารมณ์ความรู้สึก
ทั้งมวลในโลกก็อยู่ภายใต้คุนหลุน
นี่ก็คือกระบี่ของมัน คุนหลุนอยู่เหนือทุกสิ่ง!
พลังเทพภายในร่างของหลินเชียนทันใดนั้นเริ่มโคจรหมุนเวียนด้วย
ตัวเอง อาการบาดเจ็บทุเลาลงกว่าครึ่ง ขอบเขตแห่งเจตจำนงกระบี่ของ
มัน ในที่สุดก็รุดหน้าอีกครั้ง!
ในการต่อสู้กับเหวยเสิ้งเมื่อหลายวันก่อน เหวยเสิ้งค้นพบวิถีกระบี่
ของตน วันนี้หลินเชียนก็ค้นพบวิถีกระบี่ของมันเช่นกัน
คุนหลุนยามนี้อยู่ในห้วงคับขันอันตรายถึงที่สุด
หลินเชียนหาได้ปิติยินดีไม่ ในเวลานี้ขอบเขตแห่งเจตจำนงกระบี่ของ
มันแม้ทัดเทียมกับเหวยเสิ้ง แต่อาการบาดเจ็บของมันยังไม่ทุเลาหายดี
อย่างสมบูรณ์ มันยังคงเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
แต่มันไม่คิดเสียเวลาพักรักษาตัวอีกต่อไป คุนหลุนมาถึงริมขอบของ
หน้าผาแล้ว
มันต้องออกไปเบื้องหน้า!
ตัวมันเองก็อยู่ภายใต้คุนหลุน!