ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน - บทที่ 65
บทที่ 65 รับอาจารย์
แววตาของเจ้าเมืองเป็นประกาย “แน่นอน หากในอนาคตเจ้าเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง และมีความเสี่ยงต่อชีวิต ก็สามารถใช้มันได้ ข้าหวังว่าจะได้เห็นเจ้าฝึกฝนพลังเสวียนเทียนจนถึงขั้นสูงสุด เพื่อที่พวกเราจะได้ประเมินว่าพลังเสวียนเทียนขั้นสูงสุดจะมีประสิทธิภาพเพียงใด เมื่อถึงยามนั้น พวกเราถึงจะตัดสินใจได้ว่าควรถ่ายทอดวิชาอันล้ำเลิศนี้ต่อไปหรือไม่
ที่ให้เจ้าบอกข้าก็เพื่อเป็นการบันทึกสำรองอีกชุด แต่ก็จำกัดแค่เจ้ากับข้าเท่านั้น เจ้าไม่เคยสอนวิชาเสวียนเทียนให้ผู้อื่นใช่หรือไม่?”
ตอนที่ต้องฆ่าปิดปากก็ใช้ได้เหมือนกันสินะ ถังซานคิดในใจ
ถังซานส่ายหน้า “สอนแค่เคล็ดควบคุมคมมีดวายุให้อาจารย์หวังเท่านั้น”
จริง ๆ แล้วเขาเคยทดลองดูว่าหลิงมู่เสวี่ยจะสามารถเรียนรู้วิชาเสวียนเทียนได้หรือไม่ แต่หลิงมู่เสวี่ยไม่รู้ว่านั่นคือวิชาเสวียนเทียน และเพราะมีเทพอสูรสถิตร่างอยู่แล้ว การทดลองจึงล้มเหลว
เขามิได้พูดออกไปเพราะไม่อยากสร้างปัญหาให้หลิงมู่เสวี่ยและคนอื่น ๆ
ปฏิกิริยาของเจ้าเมืองเกินความคาดหมายของถังซาน แต่ก็ยอมรับได้ ตอนนี้แม้พลังจิตของเขาจะไม่ได้แข็งแกร่งนัก แต่จิตเทพเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในพลังจิตนั้น ก็เพียงพอที่จะตัดสินได้ว่าคำพูดของใครจริงใจหรือไม่
“ดี จำไว้ สิ่งที่เจ้าบอกข้าวันนี้ ห้ามพูดกับคนนอกเด็ดขาด รวมถึงคนในองค์กรของพวกเราด้วย อย่าบอกใครทั้งสิ้น สำหรับสถานการณ์ทั้งหมดของเจ้า ข้าจะบันทึกไว้เป็นเอกสารลับ
เอกสารลับนี้ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ จะไม่มีผู้ใดได้เห็น แม้แต่ผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าข้าในองค์กรก็ตาม หากข้าตาย ผู้ที่มาแทนที่ข้าจะได้รับเอกสารลับนี้ และสานต่อการติดต่อกับเจ้า ยิ่งมีคนรู้น้อย เจ้าก็จะยิ่งปลอดภัย”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็เงียบชั่วครู่ ในส่วนลึกของดวงตาราวกับมีแสงวาบผ่าน “หากในอนาคตอันใกล้สามารถพิสูจน์ว่าวิชาที่เจ้าฝึกฝนสามารถยกระดับไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นได้ บางที… พวกเรามนุษย์อาจจะมีโอกาสของตัวเองก็ได้”
“ขอรับ” ถังซานได้แต่พยักหน้ารัว ๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ตอนที่เจ้าเมืองค้นพบความลับของเขา ที่จริงเขาก็เตรียมพร้อมที่จะฆ่าปิดปากเจ้าเมืองแล้ว ไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาก็คือจิตเทพที่ติดตัวมาจากชาติภพก่อน หากระเบิดพลังออกมา เขาเชื่อว่าน่าจะแก้ไขปัญหาส่วนใหญ่ได้ แต่ก็เพราะแบบนั้น หากใช้ไปแล้ว จิตเทพสายเล็ก ๆ นี้ก็จะหมดไป และจะไม่มีทางฟื้นฟูได้อีกจนกว่าจะฝึกฝนถึงระดับเทพ
แต่ถังซานไม่คิดว่าปฏิกิริยาของเจ้าเมืองจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียอีก ไม่เพียงแต่จะเก็บความลับไว้เอง ยังให้เขารักษาความลับไว้ด้วย นี่ทำให้ถังซานมองเห็นคุณค่าขององค์กรไถ่ถอนมากขึ้น
“มาเป็นศิษย์ข้าเถอะ” เจ้าเมืองพูดขึ้นกะทันหัน
ถังซานชะงัก “เป็นศิษย์หรือ?”
เจ้าเมืองมองเขา สายตากลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง “แล้วจะให้เป็นอะไรล่ะ?”
“ขอรับ” เมื่ออยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่น แล้วถังซานจะพูดอะไรได้อีก
ว่าแล้วเขาจึงคุกเข่าลงกับพื้น คำนับอย่างยิ่งใหญ่
“คารวะท่านอาจารย์”
เจ้าเมืองพยักหน้าพอใจ ใบหน้าที่สงบนิ่งปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ “เสี่ยวซาน วันหนึ่งในอนาคต หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าวิชาที่เจ้าฝึกฝนนั้นเหมาะสมกับมนุษย์ทั้งมวล อาจารย์หวังว่าเจ้าจะยินยอมมอบมันให้ เพื่อเป็นพลังสำคัญในการลุกขึ้นมาของพวกเราเผ่ามนุษย์”
“ขอรับ”
ถังซานบ่นในใจ ท่านก็รู้แล้วมิใช่หรือ? ยังจะให้ข้ามอบอะไรอีก
เจ้าเมืองกล่าวว่า “ข้าชื่อจางเฮ่าเซวียน เทพอสูรสถิตร่างของข้าคือราชันพยัคฆ์เพลิง ในบรรดาปีศาจเผ่าพยัคฆ์ ตระกูลพยัคฆ์เพลิงอยู่อันดับสอง รองจากสายเลือดทองคำของราชวงศ์พยัคฆ์เท่านั้น ส่วนพลังของข้าคือระดับเก้า”
ระดับเก้า!!!
ถังซานสะท้านในใจ
นี่นับว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดที่เขาได้พบตั้งแต่มาถึงโลกนี้ แม้ตอนต่อสู้กันเมื่อครู่ เขาจะรู้สึกว่าไม่สามารถต้านทานได้เลย แต่ตอนนี้ได้ยินจางเฮ่าเซวียนบอกด้วยตัวเอง เขาถึงเข้าใจว่าวรยุทธ์ของท่านผู้นี้สูงส่งถึงระดับใด
หากเทียบกับชาติก่อนของเขา ท่านผู้นี้ก็เทียบเท่ากับผู้ที่ยืนอยู่จุดสูงสุดรองจากระดับเทพของวิญญาจารย์ เทียบชั้นกับราชทินนามพรหมยุทธ์ และจากที่เขาบอกมา พลังสายเลือดของเทพอสูรสถิตร่างของเขาก็ไม่ธรรมดาเลย
พยัคฆ์เป็นราชาแห่งสัตว์ ปีศาจเผ่าพยัคฆ์ในหมู่เผ่าปีศาจทั้งหมดคงจะติดอันดับต้น ๆ และพยัคฆ์เพลิงยังอยู่อันดับสองในบรรดาปีศาจเผ่าพยัคฆ์ สายเลือดราชันพยัคฆ์เพลิง นี่ช่างแข็งแกร่งจริง ๆ!
เจ้าเมืองกล่าวว่า “นับจากนี้ไป เจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรไถ่ถอน ตามระดับพลังของเจ้า ที่จริงสามารถเป็นผู้ไถ่ถอนระดับสีส้มได้เลย แต่เพื่อปกปิดพลังของเจ้า ให้เริ่มจากสมาชิกระดับสีแดงดีกว่า”
ก่อนที่ถังซานจะได้ถาม เจ้าเมืองก็พูดต่อว่า “ในองค์กรไถ่ถอนของพวกเรา สมาชิกทุกคนจะมีการแบ่งระดับชั้น สมาชิกต่างระดับจะได้รับอำนาจหน้าที่ต่างกัน แบ่งเป็นเจ็ดระดับใหญ่ตามสีรุ้ง คือ แดง ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า คราม ม่วง ระดับแดงต่ำสุด ระดับม่วงสูงสุด
เจ้าเพิ่งเข้ามาใหม่ ก็เริ่มจากการเป็นสมาชิกระดับแดง สะสมความดีความชอบจึงจะเลื่อนขั้นได้ เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนพัฒนาระดับพลังและเร่งการฝึกฝน ตามกฎขององค์กร ผู้มีพลังระดับห้า ไม่ว่าจะมีความดีความชอบเท่าใด หากเป็นสมาชิกขององค์กรอย่างเป็นทางการ ก็สามารถเลื่อนขั้นเป็นระดับส้มได้ นี่คือเหตุผลที่ข้าบอกว่าเจ้าสามารถได้ระดับส้ม”
“เมื่อมีพลังถึงระดับเจ็ด ก็จะเลื่อนเป็นสมาชิกสีเหลืองได้ ระดับเก้าคือสีเขียว นี่คือขีดจำกัดสูงสุดที่ระดับพลังจะสามารถเลื่อนขั้นได้ สำหรับสามระดับที่สูงกว่านั้น นอกจากพลังต้องแข็งแกร่งแล้ว ยังต้องสร้างคุณูปการใหญ่หลวงให้องค์กรด้วย จึงจะมีคุณสมบัติได้รับ”
รุ้งเจ็ดระดับ น่าสนใจ!
ถังซานรำพึงในใจ
“ท่านอาจารย์ แล้วท่านอยู่ระดับใดขอรับ” ถังซานถามด้วยสีหน้าอยากรู้
จางเฮ่าเซวียนตอบ “ข้าอยู่ระดับฟ้า ตั้งแต่ระดับเขียวขึ้นไปถือเป็นระดับสูงขององค์กร ที่มหานครเจียหลี่นี้ ข้าเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบหลัก ดูแลกิจการประจำวัน”
ถังซานถาม “เช่นนั้นท่านก็เป็นผู้ไถ่ถอนระดับสูงสุดที่นี่แล้วใช่หรือไม่ขอรับ”
จางเฮ่าเซวียนส่ายหน้า “ไม่ใช่ ที่นี่ยังมีอีกสองท่านที่มีระดับชั้นสูงกว่าข้า แต่มีสถานการณ์พิเศษ จึงไม่ได้จัดการงานองค์กรที่นี่โดยตรง มหานครเจียหลี่นี้ยังคงอยู่ในความรับผิดชอบหลักของข้า”
“เข้าใจแล้วขอรับ” คำอธิบายของเขาทำให้ถังซานพอเข้าใจองค์กรไถ่ถอนบ้างแล้ว
จางเฮ่าเซวียนกล่าว “เพื่อปกปิดตัวตน ไม่ให้เผ่าปีศาจค้นพบ องค์กรมีวิชาลับพิเศษสำหรับยืนยันตัวตน ข้าจะสลักวิชาลับลงบนหลังมือเจ้า เมื่อมีไถ่ถอนระดับสูงกว่าอยู่ตรงหน้า พวกเขาจะใช้วิชาลับตรวจสอบรอยประทับของเจ้าได้ ขณะเดียวกัน เจ้าก็สามารถแสดงรอยประทับให้อีกฝ่ายตรวจสอบความจริงเท็จได้ เพื่อช่วยเหลือกันยามจำเป็น”
“ท่านอาจารย์ คนในเมืองนี้ เป็นคนขององค์กรเราทั้งหมดหรือขอรับ” ถังซานถามสิ่งที่ตนอยากรู้ที่สุด
จางเฮ่าเซวียนส่ายหน้า “แน่นอนว่าไม่ใช่ พวกเราจะมีสมาชิกมากขนาดนั้นได้อย่างไร คนมากปากก็มาก หากถูกเปิดเผยก็จะเป็นภัยพิบัติถึงตาย ในเมืองมีเพียงหนึ่งในร้อยเท่านั้นที่เป็นคนขององค์กร ใครเป็นใครเจ้าจะค่อย ๆ รู้เอง ดังนั้นเจ้าก็ต้องปกปิดตัวตนให้ดี นี่ก็เป็นเหตุผลที่ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์ เพื่อให้เจ้ามีตัวตนที่ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าไม่ต้องยุ่งเรื่องอะไร แค่ตั้งใจฝึกฝนก็พอ”
“ข้าจะเล่าสถานการณ์ในเมืองให้ฟังคร่าว ๆ เมืองเล็กของเรานี้พึ่งพาสถาบันเจียหลี่ จึงเรียกว่าเมืองสถาบันเจียหลี่ด้วย เป็นเมืองที่ให้บริการศิษย์ในสถาบันเจียหลี่โดยเฉพาะ ดังนั้นหลายครั้ง ชาวเมืองบางส่วนจะไปทำงานในสถาบัน
ในฐานะบริวาร พวกเราได้รับการปฏิบัติค่อนข้างดีในสถาบัน อย่างน้อยปีศาจที่นี่ก็มีคุณภาพสูงกว่า ไม่ทำร้ายบริวารง่าย ๆ การทำงานในสถาบันก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง บางครั้งก็มีประโยชน์กับพวกเรา เรื่องพวกนี้ต่อไปเจ้าจะได้รู้เอง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะให้เจ้าเข้าไปฝึกฝนในสถาบันด้วย”