ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน - บทที่ 19
บทที่ 19 เรียนภาคปฏิบัติ
เพื่อความไม่ประมาท ถังซานได้สังเกตการณ์อยู่หลายวัน จนถึงวันที่ห้า พลังสายเลือดของปีศาจหมาป่าตัวนั้นก็ฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมแล้ว
เรื่องนี้ทำให้ถังซานมั่นใจขึ้น สิ่งที่เขาต้องทำต่อไปคือหาปีศาจหมาป่าระดับสี่มาทดสอบการทะลวงขั้นของตัวเอง แต่นี่ก็ทำให้เขารู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง
ปีศาจหมาป่าระดับสี่แตกต่างจากระดับสามโดยสิ้นเชิง แม้จะห่างกันเพียงหนึ่งระดับ แต่พละกำลังกลับต่างกันมหาศาล
โดยทั่วไปแล้ว ปีศาจหมาป่าระดับสามจะมีความสูงไม่เกินหกฉื่อ ร่างกายแข็งแรงมาก แต่ปีศาจหมาป่าระดับสี่จะมีความสูงเกินหกฉื่อ ไม่สามารถใช้คำว่าแข็งแรงมาอธิบายได้อีกต่อไป ปีศาจหมาป่าระดับสี่หนึ่งตัวสามารถจัดการกับปีศาจหมาป่าระดับสามสี่ห้าตัวได้โดยไม่มีปัญหา
ระดับสามถึงระดับสี่เป็นกำแพงใหญ่ แม้ว่าถังซานจะมั่นใจว่าด้วยวิชาลับสำนักถังที่ชำนาญ ประกอบกับความสามารถอย่างดาวคะนองวูบไหวและคมมีดวายุ เขาสามารถต่อสู้กับปีศาจหมาป่าระดับสี่ได้ แต่การจะเอาชนะปีศาจหมาป่าระดับสี่โดยไร้สุ้มเสียงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย และหากมีเสียงดังเล็ดลอดออกไป เขาก็อาจจะถูกเปิดเผยตัวตน
ดังนั้นตอนนี้ทางเลือกของเขาคือ ต้องเผชิญหน้ากับปีศาจหมาป่าระดับสี่ในป่า หรือไม่ก็ต้องคิดหาวิธีจากอาจารย์ของตัวเอง
ถังซานไม่ได้รีบร้อน ทุกวันเขายังคงเรียนรู้และฝึกฝน จากการสอนของหวังเหยียนเฟิง เขาได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมหาพิภพภูตปีศาจมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็สำคัญสำหรับเขาเช่นกัน
เวลาผ่านไปครึ่งเดือน พลังสายเลือดของทุกคนมีการพัฒนาขึ้นในระดับที่แตกต่างกัน โดยพื้นฐาน ทุกคนสามารถปล่อยคมมีดวายุได้แล้ว แต่ในด้านคมมีดวายุ คนอื่น ๆ อีกสี่คนยังมีช่องว่างไม่น้อยเมื่อเทียบกับถังซาน
“วันนี้วิชาเราจะเรียนวิชาใหม่กัน เป็นวิชาภาคปฏิบัติ มีเพียงการต่อสู้จริงเท่านั้นที่จะช่วยพัฒนาทักษะการต่อสู้ของพวกเจ้าได้” พอถึงช่วงบ่าย บทเรียนของวันนี้ดูจะแตกต่างไปจากเดิม
“ทุกคนตามข้ามาที่ลานบ้าน” หวังเหยียนเฟิงพูดพลางพาทั้งห้าคนไปที่ลานบ้าน
ผ่านการเรียนรู้มาครึ่งเดือน ตอนนี้ทั้งห้าคนสามารถเข้าสู่สภาวะกระตุ้นสายเลือดได้ด้วยตัวเอง ฝึกฝนหมาป่าวายุสถิตร่างได้เอง แต่วิชาภาคปฏิบัตินี้เป็นครั้งแรก
ลานบ้านไม่ได้ใหญ่มาก แต่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับเคลื่อนไหว รั้วไม้สามารถบดบังสายตาจากภายนอกได้
หวังเหยียนเฟิงยืนอยู่กลางลาน กล่าวว่า “พวกเจ้าผลัดกันมา โจมตีข้า หวังเชา เจ้ามาก่อน ใช้หมาป่าวายุสถิตร่าง”
“ขอรับ” หวังเชาตอบรับ แล้วเดินออกมาข้างหน้า ยืนห่างจากหวังเหยียนเฟิงหนึ่งจั้ง
“เริ่มได้” ที่หวังเหยียนเฟิงต้องการเผชิญหน้ากับพวกเขาเอง เพราะกังวลว่าพวกเขายังควบคุมพลังของตัวเองไม่ได้ อาจทำร้ายกันเอง
หวังเชาสูดหายใจลึกทันที ทันใดนั้น เลือดลมในร่างก็พลุ่งพล่าน เขาส่งเสียงหอนเหมือนหมาป่าออกมา จากนั้นร่างกายก็พองขึ้น ทำให้เสื้อผ้าตึง ขนงอกออกมาทีละเส้น ฟันยื่นออกมา ดวงตาเปล่งแสงสีฟ้าอ่อน ๆ แฝงไปด้วยความดุร้าย เมื่อเทียบกับร่างผอมแห้งก่อนหน้านี้ หลังจากใช้หมาป่าวายุสถิตร่างแล้ว ในกลุ่มเด็กวัยเดียวกันถือว่าแข็งแรงทีเดียว
“โจมตีข้า” หวังเหยียนเฟิงพยักหน้าให้เขา
หวังเชาส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ หมาป่าวายุสถิตร่างไม่เพียงทำให้สมรรถภาพร่างกายทุกด้านแข็งแกร่งขึ้น แต่ยังทำให้เขามีความดุร้ายของหมาป่าวายุโดยไม่รู้ตัว
เขาออกแรงที่ขาทั้งสองข้าง กระโจนเข้าใส่หวังเหยียนเฟิงทันที
การกระโจนครั้งนี้ไม่มีลวดลายใด ๆ แต่ทั้งความเร็วและพละกำลังแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
หวังเหยียนเฟิงไม่ได้ใช้หมาป่าวายุสถิตร่าง เพียงก้าวไปด้านข้างหนึ่งก้าวก็สามารถหลบการกระโจนเข้าใส่ของหวังเชาได้
“ช้าเกินไป ต้องรู้จักใช้กรงเล็บหมาป่าของเจ้าเป็นอาวุธโจมตีด้วย เป้าหมายต้องเป็นจุดอ่อนของคู่ต่อสู้”
หวังเชาพลาดการจู่โจม เมื่อหมุนตัวกลับมาโจมตีอีกครั้ง กรงเล็บหมาป่าข้างขวาก็พุ่งเข้าจู่โจมหวังเหยียนเฟิงที่หน้าอก
หวังเหยียนเฟิงก้าวออกไปอีกก้าว หลบการโจมตีของเขาได้อีกครั้ง
ถังซานมองดูอยู่ด้านข้าง เขาสังเกตเห็นว่าการตัดสินใจของหวังเหยียนเฟิงแม่นยำมาก ดูเหมือนเพียงแค่ก้าวเดียวก็หลบการโจมตีของหวังเชาได้ แท้จริงแล้วนี่คือการคาดการณ์การเคลื่อนไหวของเขาอย่างแม่นยำ ในขณะที่หลบหลีก เขาก็ชี้แนะวิธีการโจมตีให้หวังเชาไปด้วย
ถังซานมองออกว่าอาจารย์ของตนผู้นี้คงมีประสบการณ์การต่อสู้อย่างโชกโชน ตั้งแต่ต้นจนจบ แววตาของเขายังคงสงบนิ่ง และมักจะชี้จุดบกพร่องในการโจมตีของหวังเชาได้อย่างตรงประเด็น
ครู่ต่อมา หวังเชาก็นั่งยอง ๆ หอบหายใจถี่ ๆ ระยะเวลาของหมาป่าวายุสถิตร่างสิ้นสุดลงแล้ว ด้วยพลังสายเลือดในตอนนี้ เขาสามารถคงสภาพหมาป่าวายุได้เพียงราว ๆ หกสิบลมหายใจ*[1]เท่านั้น
“ปัญหาและข้อผิดพลาดที่เขาเพิ่งทำไป พวกเจ้าก็ต้องระวังด้วย และพวกเจ้าต้องจำไว้ว่า ก่อนที่พลังสายเลือดจะถึงระดับสอง อย่าเพิ่งใช้คมมีดวายุพร่ำเพรื่อ เพราะคมมีดวายุเป็นทักษะที่ปล่อยพลังออกมา จะสิ้นเปลืองพลังสายเลือดของพวกเจ้ามากขึ้น เว้นแต่จะมั่นใจว่าจะสังหารได้ในคราเดียว มิฉะนั้นหากใช้ไป จะทำให้ระยะเวลาหมาป่าวายุสถิตร่างของพวกเจ้าสั้นลง และทำให้เสียเปรียบมากขึ้น”
หวังเหยียนเฟิงพูดพลางโบกมือเรียกหวังจง “เจ้าก็เห็นข้อผิดพลาดที่เขาทำไปแล้ว ระวังอย่าทำเช่นนั้น มาเถอะ”
หวังจงไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วกระตุ้นพลังสายเลือด ปลดปล่อยพลังหมาป่าวายุสถิตร่างของตน
หมาป่าวายุสถิตร่างของเขาเห็นได้ชัดว่าน้อยกว่าหวังเชา แต่แววตากลับคมกริบกว่า ร่างที่ผอมเล็กย่อตัวลงเล็กน้อย ในชั่วพริบตาถัดมาก็พุ่งเข้าใส่หวังเหยียนเฟิง
หวังเหยียนเฟิงขยับเท้าเล็กน้อย ดูเหมือนจะหลบหลีก แต่ร่างที่พุ่งมาของหวังจงกลับชะงักกะทันหัน เท้าขวาแตะพื้นแล้วเปลี่ยนทิศทาง พอดีกับเส้นทางที่หวังเหยียนเฟิงดูเหมือนจะหลบ
แต่หวังเหยียนเฟิงเพียงแค่ขยับเท้านิดหน่อยแล้วก็ชักกลับ ดังนั้นการโจมตีครั้งนี้ของหวังจงจึงพลาด ดูเหมือนว่าเขาจงใจพลาดเอง ในบรรดาทั้งห้าคน มีเพียงถังซานที่มองออกว่าหวังเหยียนเฟิงใช้การหลอกล่อหวังจง
“ไม่เลว ไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด รู้จักเปลี่ยนทิศทาง แต่เจ้าก็ต้องสังเกตด้วยว่าการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้เป็นอย่างไร” หวังเหยียนเฟิงชมหวังจงหนึ่งประโยค “ต่อไป”
หวังจงบิดตัว แล้วพุ่งเข้าใส่หวังเหยียนเฟิงอีกครั้ง เมื่อเทียบกันแล้ว เขาคล่องแคล่วกว่าหวังเชาอย่างเห็นได้ชัด และหลังจากโจมตีไม่เข้าเป้าติดต่อกันหลายครั้ง ก็จะถอยห่างออกมาเพื่อตั้งหลัก
เขาก็ทนได้ประมาณหกสิบลมหายใจ ทั้งที่หมาป่าวายุสถิตร่างของเขาด้อยกว่าหวังเชาอย่างชัดเจน แต่ดูจากพรสวรรค์ในการต่อสู้แล้ว เขาเหนือกว่าหวังเชาอย่างเห็นได้ชัด
ต่อมาหวังเสียวเหล่ยรักษาหมาป่าวายุสถิตร่างได้เพียงสามสิบหกลมหายใจ อายุของเขาน้อยกว่า ด้อยกว่าหวังเชาและหวังจงทุกด้าน แต่หวังเหยียนเฟิงเคยชมมาก่อนว่าในการฝึกฝนสายเลือดหมาป่าวายุ ผลลัพธ์ของหวังเสียวเหล่ยดีกว่าพวกเขาทั้งสอง
คนที่สี่คือหลิงมู่เสวี่ย
“ท่านอาจารย์ ข้าจะโจมตีอย่างไรก็ได้หรือ?” หลิงมู่เสวี่ยมองหวังเหยียนเฟิงพลางถามเสียงเบา
“ได้ทั้งหมด เจ้าโจมตีเต็มที่เถอะ พวกเจ้ายังทำร้ายข้าไม่ได้หรอก ให้ข้าดูซิว่าพลังต่อสู้ของมู่เสวี่ยน้อยของพวกเราเป็นอย่างไร” หวังเหยียนเฟิงพอใจกับศิษย์หญิงคนเดียวนี้มาก ความพยายามในการฝึกฝนของหลิงมู่เสวี่ยไม่ด้อยไปกว่าเด็กชายหลาย ๆ คนเลย และเพราะสายเลือดตื่นขึ้นเร็ว การเรียนรู้และผลการฝึกฝนของนางจึงดีมาก
หลิงมู่เสวี่ยสูดหายใจลึก ผมค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเทาอมฟ้า มีขนหมาป่างอกออกมาจากต้นคอ ดวงตามีแสงฟ้าพริ้วไหว ร่างพลันพุ่งเข้าใส่หวังเหยียนเฟิง
ความเร็วของนางเห็นได้ชัดว่าเร็วกว่าพี่น้องแซ่หวังทั้งสามคนอยู่หนึ่งระดับ แม้จะไม่มีทักษะอะไรในการพุ่งเข้าโจมตี แต่กลับดูคล่องแคล่วว่องไวมาก
หวังเหยียนเฟิงเห็นทันทีว่าการพุ่งโจมตีครั้งนี้ของนางใช้พลังเต็มที่ ความเร็วไม่เลว แต่ก็ยังไม่ได้หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่พี่น้องแซ่หวังทำไว้ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้าวออกไปหนึ่งก้าวเพื่อหลบหลีก
หลิงมู่เสวี่ยพลาดการโจมตีอย่างแน่นอน แต่ในชั่วขณะที่พลาดนั้น ร่างของหลิงมู่เสวี่ยที่ลอยอยู่กลางอากาศก็พลันบิดตัว โดยไม่เปลี่ยนทิศทางการพุ่งโจมตี การบิดตัวเช่นนี้ย่อมทำให้ร่างของนางเสียการควบคุม หลังพุ่งเข้าหาพื้น แต่ร่างของนางก็พลิกกลับมาได้
คมมีดวายุพุ่งออกจากมือนางในทันที ตรงไปที่ไหล่ของหวังเหยียนเฟิง
[1] 12 ลมหายใจประมาณ 1 นาที