ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน - บทที่ 143
บทที่ 143 ซุ่มดู
กระทั่งตกเย็น ถังซานที่แทบไม่ได้พักเลยในระหว่างนั้น ก็ถลุงแร่นิลทมิฬเสร็จเกือบหมดแล้ว เมื่อมองดูแร่นิลทมิฬที่กลายเป็นทองคำนิลทีละก้อน ๆ จางเฮ่าเซวียนก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ
“ถุงมิติของเจ้านี่ได้มาจากที่ใด?” จนกระทั่งการถลุงแร่เสร็จสิ้นทั้งหมด จางเฮ่าเซวียนจึงถามข้อสงสัยอีกอย่างในใจของตน
แร่นิลทมิฬของถังซานย่อมมิอาจหยิบออกมาจากอากาศได้ การขนส่งก็ยุ่งยาก เขาจึงไม่ปิดบังถุงมิติของตนจากจางเฮ่าเซวียนอีกต่อไป
“นำออกมาจากเมืองหมาป่าวายุขอรับ ท่านอาจารย์ ตอนนั้นข้ากำลังจะออกจากเมือง ได้เผชิญหน้ากับเจ้าเมืองหมาป่าวายุแล้วข้าก็สังหารมัน กลืนกินพลังสายเลือดของมัน จึงเป็นเหตุให้ตอนมาถึงที่นี่ ข้าอยู่ในขั้นห้าแล้ว” ถังซานกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายวัน เขาก็ค่อย ๆ ยอมรับโรงเรียนไถ่ถอนและอาจารย์ผู้นี้ของตนในใจแล้ว บางสิ่งก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป
จางเฮ่าเซวียนดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย “ตอนนั้นเจ้ายังอยู่ขั้นสี่ใช่ไหม ส่วนมันน่าจะอยู่ขั้นห้า?”
ถังซานพยักหน้าตอบ “ตอนนั้นมันต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งจากตระกูลเสือดาววัชระจนบาดเจ็บหนัก ข้าถือว่าได้ประโยชน์จากโอกาสนั้น”
จางเฮ่าเซวียนมุมปากกระตุกเล็กน้อย “หากกล่าวเช่นนั้น สงครามระหว่างตระกูลหมาป่าวายุกับตระกูลเสือดาววัชระ ที่จริงแล้วก็นับว่าเจ้าเป็นผู้ก่อขึ้นสินะ? พวกเขาต่อสู้กันอย่างดุเดือด ผู้แข็งแกร่งตายไปไม่น้อย แม้แต่วิหารบรรพชนยังต้องออกมาระงับ กว่าจะยับยั้งการสังหารระหว่างทั้งสองฝ่ายลงได้ก็ยากเย็นนัก”
ถังซานกะพริบตา “ตอนนั้นมันจะฆ่าข้า ข้าก็มิอาจปล่อยให้มันฆ่าได้ เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นข้าก็ไม่รู้แล้ว”
ช่างเป็นการปัดความรับผิดชอบเสียจริง ๆ!
สีหน้าของจางเฮ่าเซวียนเปลี่ยนไปมา ก่อนจะชูนิ้วโป้งให้ถังซาน
เด็กคนนี้ช่างโหดเหี้ยมจริง ๆ!
ตั้งแต่ตอนที่เขานำกลุ่มไปล่าสัตว์อสูร จางเฮ่าเซวียนก็เห็นแล้ว เด็ดเดี่ยว แข็งแกร่ง แต่กลับยังรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ได้
ตลอดทางเขาได้เห็นการแสดงออกทั้งหมดของกลุ่มถังซานด้วยตาตนเอง เขามั่นใจได้เลยว่า หากไม่มีถังซาน กลุ่มนี้คงได้ผลตอบแทนไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการล่าพยัคฆ์เหินในภายหลัง
และการที่ถังซานชี้แนะให้ทุกคนร่วมมือกันตลอดทาง แม้กระทั่งถ่ายทอดเคล็ดการต่อสู้บางอย่างให้พวกเขา จางเฮ่าเซวียนก็เห็นทั้งหมด ความเสียสละที่เด็กผู้มีพรสวรรค์ในการเป็นผู้นำคนนี้แสดงออกมา ทำให้เขาพอใจอย่างยิ่ง
การฝึกฝนครั้งนั้นที่เขาเห็นด้วย ส่วนหนึ่งก็มีความตั้งใจที่จะทดสอบถังซาน มีเพียงเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับอันตราย จึงจะเห็นจิตใจของคนได้ชัดเจนที่สุด
“ขอบคุณท่านอาจารย์” หลังจากถลุงแร่ก้อนสุดท้ายเสร็จ ถังซานก็เก็บมันไว้อย่างพึงพอใจ
จางเฮ่าเซวียนกล่าวว่า “ค้อนของเจ้าล่ะ? วันนี้ไม่ตีแล้วหรือ?”
ถังซานส่ายหน้า “วันนี้ข้าไม่ไหวแล้ว หมดแรงแล้วขอรับ วันหลังข้ามาเองก็ได้ แร่นิลทมิฬหลังจากถลุงเป็นโลหะแล้ว รู้สึกว่ายืดหยุ่นขึ้นมาก แต่ทนความร้อนได้น้อยลง คราวหน้าคงแค่ขอยืมโรงตีเหล็ก ไม่ต้องรบกวนท่านแล้ว”
“อืม ก็ได้ เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปพักผ่อนแต่หัวค่ำเถอะ” จางเฮ่าเซวียนพยักหน้า สำหรับเด็กคนนี้ ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าควรชี้แนะอย่างไรแล้ว หรือพูดอีกอย่างก็คือ ไม่จำเป็นต้องให้เขาซึ่งเป็นอาจารย์ทำอะไรเลย ความเร็วในการเติบโตของถังซานนั้นน่าตกใจมากอยู่แล้ว
ถังซานกล่าวว่า “อีกเรื่องหนึ่ง ท่านอาจารย์ ที่ไหนมีแผนที่มหานครเจียหลี่แบบละเอียดขายบ้างหรือขอรับ ข้าอยากซื้อสักแผ่น ที่ร้านขายของชำดูเหมือนจะไม่มี”
จางเฮ่าเซวียนถามอย่างสงสัย “เจ้าต้องการแผนที่ละเอียดไปทำอะไร?”
ถังซานทำหน้าไร้เดียงสา “เรียนรู้น่ะขอรับ! การทำความคุ้นเคยกับนครนี้สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่เป็นมงคลและสถานที่ที่ไม่ควรไปได้ใช่ไหมขอรับ แผนที่ที่เหล่าอาจารย์ใช้สอนล้วนเป็นแผนที่อย่างง่าย ไม่ค่อยละเอียด”
จางเฮ่าเซวียนกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าตามข้ามาเถอะ ข้ามีอยู่แผ่นหนึ่ง ให้เจ้ายืมไปใช้ก่อน แผนที่ละเอียดนั้นล้ำค่ามาก ล้วนวาดด้วยมือ ราคาแพงลิบ เมื่อใดที่เจ้าใช้เสร็จแล้วค่อยคืนข้า”
“ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์”
หากไม่ต้องเสียเงินก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว แผนที่ยังต้องวาดด้วยมือ จะเห็นได้ว่าวิทยาการและสิ่งประดิษฐ์ของมหาพิภพภูตปีศาจนั้นล้าหลังอย่างมาก เป็นยุคอาวุธเย็นล้วน ๆ แน่นอนว่ายุคอาวุธเย็นของที่นี่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพลังอันแข็งแกร่งของแต่ละบุคคล
เมื่อไปรับแผนที่จากจางเฮ่าเซวียน ถังซานก็เข้าใจแล้วว่าทำไมจางเฮ่าเซวียนถึงบอกว่าสิ่งนี้มีค่ามาก แผนที่ที่สมบูรณ์นี้มีขนาดใหญ่มาก และทำจากหนังสัตว์ผืนเดียว มีขนาดประมาณสี่หลี่*[1] แม้จะพับแล้วก็ยังเป็นก้อนใหญ่
เมื่อนำแผนที่กลับมายังที่พักของตน แล้วแขวนมันขึ้น แผนที่สีที่ละเอียดก็ปรากฏต่อหน้าถังซานทันที
เมื่อเทียบกับแผนที่ที่ใช้ในชั้นเรียนของกวนหลงเจียง แผนที่นี้ละเอียดกว่าหลายเท่า บนแผนที่มีการวาดรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับมหานครเจียหลี่อย่างละเอียด แม้แต่เทือกเขาโดยรอบก็มีการระบุไว้อย่างชัดเจน
ถังซานรีบหาตำแหน่งของเมืองสถาบันเจียหลี่ของพวกเขา บนแผนที่มีการวาดแม้กระทั่งจำนวนบ้านในเมืองอย่างชัดเจน โชคดีที่โรงเรียนไถ่ถอนไม่ปรากฏบนแผนที่นี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโรงเรียนสร้างขึ้นภายหลังหรือเพราะไม่โดดเด่นพอ
ถังซานเริ่มค้นหาสัญลักษณ์ของโรงเรียนทั้งหมด และเริ่มจดจำในสมอง
โรงเรียนมีสามระดับหลัก โรงเรียนระดับต่ำที่พบทั่วไปคือสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเผ่าปีศาจส่วนใหญ่ก็ได้ศึกษาแค่นี้ การศึกษาในระดับที่สูงขึ้นต้องมีฐานะและตำแหน่งทางสังคมที่แน่นอนจึงจะได้เข้าเรียน ส่วนระดับสูงสุดก็คือสถาบันเจียหลี่ที่อยู่ใกล้ ๆ พวกเขานั่นเอง
จากอายุของเหม่ยกงจื่อ นางน่าจะไม่ได้เข้าร่วมการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับต่ำสุด แต่น่าจะเป็นการศึกษาทั่วไประดับกลาง และโรงเรียนแบบนี้ ในทั่วทั้งมหานครเจียหลี่อันกว้างใหญ่ ก็มีเพียงสิบสองแห่งเท่านั้น
เมื่อจำกัดขอบเขตแล้ว ก็ง่ายขึ้นมาก เพียงแค่รอกระต่ายมาติดกับเท่านั้น!
ในช่วงไม่กี่วันต่อมา ถังซานไปเรียนในตอนกลางวัน หลังเลิกเรียนตอนบ่ายก็ไปตีเหล็กที่โรงตีเหล็ก หรือไม่ก็ลงจากเขาไปดักรอที่โรงเรียนเป้าหมาย ชีวิตก็ในแต่ละวันผ่านไปอย่างเป็นวัฏจักรเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม หลังจากซุ่มดูติดต่อกันหลายวัน ก็ไม่มีผลลัพธ์อะไร ไม่เคยเห็นเหม่ยกงจื่อเลย เขาไปที่จัตุรัสเจียหลี่อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นร่างของเหม่ยกงจื่อ เขาไม่กล้าถามมากไปกว่านี้ ได้แต่ใช้วิธีที่โง่ที่สุดของตัวเอง คือซุ่มดูโรงเรียนเหล่านั้นต่อไป
จากการสังเกต ถังซานพบว่าโรงเรียนเหล่านี้เลิกเรียนในช่วงใกล้พลบค่ำทุกวัน หลังเลิกเรียน เหล่าปีศาจจะออกจากโรงเรียน เขาได้ถามอาจารย์ของเขาแล้วว่าโรงเรียนทั่วไปไม่มีหอพัก นั่นหมายความว่าหลังเลิกเรียนต้องกลับบ้านแน่นอน
เขาวางแผนการซุ่มดู โดยจะซุ่มดูแต่ละโรงเรียนเป็นเวลาสามวัน ถ้าเหม่ยกงจื่อปรากฏตัว ก็ต้องเห็นอย่างแน่นอน
ในระหว่างการซุ่มดู ถังซานพบว่าในบางโรงเรียนก็มีบริวารมนุษย์เข้าเรียนด้วย น่าจะเป็นบริวารที่มีสายเลือดแข็งแกร่ง แต่พวกเขากับเผ่าปีศาจเหล่านั้นชัดเจนว่าไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน เวลาออกจากโรงเรียนก็ต้องใช้ประตูด้านข้างเท่านั้น
นี่ทำให้การซุ่มดูของถังซานง่ายขึ้น แต่หลังจากซุ่มดูติดต่อกันหกวันสองโรงเรียน ก็ไม่ได้อะไรเลย
การหลอมทองคำนิลนั้นราบรื่นพอสมควร ถังซานกำลังมองหาโลหะที่เหมาะสมที่จะเสริมกับทองคำนิล ตอนนี้ยังไม่พบ แต่เขาได้ใช้ทองคำนิลตีค้อนคู่หนึ่งให้ตัวเองตามแบบที่ถนัดมือที่สุดแล้ว ซึ่งจะทำให้การตีเหล็กของเขาในอนาคตง่ายขึ้น
จางเฮ่าเซวียนดีกับเขามาก ตั้งใจแบ่งพื้นที่เฉพาะในโรงตีเหล็กให้เขา แยกจากช่างตีเหล็กคนอื่น ๆ คนอื่นอย่างมากก็ได้ยินเสียงตีเหล็กของเขา แต่ไม่เห็นว่าเขากำลังตีอะไรอยู่
กลุ่มฝึกฝนกลับมาในช่วงเวลานี้พอดี
จะอธิบายลักษณะของพวกเขาตอนกลับมาอย่างไรดี? คำว่า ‘เนื้อตัวมอมแมม’ อาจจะเหมาะสมที่สุด
ทั้งห้าคน แทบทุกคนมีบาดแผล ดูเหมือนว่าบาดแผลจะไม่รุนแรงนัก แต่จากสีหน้าที่ดูหดหู่ของพวกเขา เห็นได้ชัดว่าผลลัพธ์ไม่ค่อยดีนัก
[1] 4 หลี่ ประมาณ 6 ตารางเมตร