Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน - บทที่ 112

  1. Home
  2. ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน
  3. บทที่ 112
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 112 ปีกทองสะบั้นปั่นป่วน

จุดสำคัญของวิชาค้อนวายุสะบั้นปั่นป่วนไม่ได้อยู่ที่การหมุนตัวและโจมตีกี่ครั้ง แต่อยู่ที่พลังการโจมตีแต่ละครั้งต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ละครั้งต้องแรงกว่าครั้งก่อน เมื่อพลังสะสมขึ้นเรื่อย ๆ อานุภาพก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

ยิ่งฝึกฝน กู้หลี่ก็ยิ่งตื่นเต้น ไม่สนใจแม้แต่ความเหนื่อยล้าจากตอนกลางวัน ฝึกจนถึงรุ่งเช้าของวันถัดมาจึงหยุดพักเพราะหมดเรี่ยวแรง

แผนการเดินทางต่อถูกทำลายลง อู๋ปิงจี้ตัดสินใจให้ทุกคนพักที่เดิมหนึ่งวัน เพื่อศึกษาวิถีค้อนวายุสะบั้นปั่นป่วนของถังซาน สำหรับเขาแล้ว แค่ศึกษาเพื่อเป็นแนวทางก็น่าจะพอ การฝึกฝนยิงศรสะบัดมือต่อไปน่าจะดีกว่า

สิ่งที่ทำให้ถังซานประหลาดใจคือ ผู้ที่สนใจวิชาค้อนวายุสะบั้นปั่นป่วนไม่ได้มีแค่กู้หลี่ แม้แต่เฉิงจื่อเฉิงก็สนใจไม่น้อย หลังจากที่นางปลดปล่อยอินทรีทองสถิตร่าง ก็บินวนเวียนกลางเวหาไม่หยุด ใช้ปีกฟาดฟันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งเสียงหวีดหวิวในอากาศ

ต้องยอมรับว่าได้ผลจริง ๆ นางสามารถสร้างพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นได้ เพียงแต่ต้นไม้และก้อนหินรอบ ๆ ต้องเคราะห์ร้าย โดนปีกทองของเฉิงจื่อเฉิงฟันจนเป็นรอยแผลมากมาย

จุดเด่นของพญาอินทรีปีกทองคือการบิน ปีกทองคู่นั้นทั้งอ่อนนุ่ม และแข็งแกร่ง เป็นวิธีการบินที่ดีที่สุด และเป็นอาวุธทั้งรุกและรับที่แข็งแกร่งที่สุด ปีกทองคู่นี้ทั้งป้องกันและโจมตีได้ แต่สิ่งที่ขาดคือวิธีการโจมตีที่มีประสิทธิภาพ

ภาพร่างที่หมุนวนไม่หยุดของถังซานเมื่อวาน ทำให้จิตใจนางสั่นสะท้านอย่างมาก ในการหมุนตัวอย่างต่อเนื่อง อาศัยความเร็วในการบินของตัวเอง ทำให้นางราวกับพบหนทางสู่สวรรค์

ถังซานเห็นว่านางมีพรสวรรค์ไม่เลว และสนใจจริง ๆ ถังซานจึงแนะนำวิธีใช้ค้อนวายุสะบั้นปั่นป่วนตามสถานการณ์ของนาง

จุดเด่นของปีกทองคือความคม ไม่ใช่อาวุธทื่อ ปัญหาใหญ่ที่สุดในการใช้ค้อนวายุสะบั้นปั่นป่วนคือ เมื่อถึงช่วงหลังที่พลังสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ร่างกายนางจะรับไหวหรือไม่ ปีกทองแท้จริงแล้วคือแขนทั้งสองข้างที่เปลี่ยนแปลงไป หากได้รับความเสียหาย ก็คือแขนได้รับบาดเจ็บ

ดังนั้น เมื่อใช้ค้อนวายุสะบั้นปั่นป่วน นางต้องปลดปล่อยความคมของปีกทองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับต้องเติมพลังสายเลือดลงในปีกทองให้เพียงพอ เพื่อรับประกันว่าปีกทองจะไม่ได้รับความเสียหาย นี่ทำให้มุมในการโจมตีกลายเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาอย่างมาก

“ศิษย์พี่เฉิงจื่อ ในตอนที่โจมตี ท่านต้องรู้สึกถึงสภาพปีกทองของท่านตลอดเวลา หากปีกทองมีแนวโน้มว่าจะทนไม่ไหว ต้องหยุดทันที มิเช่นนั้นหากปีกของท่านบาดเจ็บ ไม่สามารถบินได้ ก็จะตกเป็นเหยื่อผู้อื่นเท่านั้น”

“อืม ข้าเข้าใจแล้ว” เฉิงจื่อเฉิงพยักหน้า

“ปีกทองของข้าจะแข็งแกร่งขึ้นตามขั้นพลังที่เพิ่มขึ้น ข้าจะเติมพลังสายเลือดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะไม่สามารถทุบหลายครั้งได้ แต่ในจำนวนครั้งที่จำกัดก็ยังทำได้ และข้าบินเร็ว การสะสมพลังก็จะเร็วขึ้น อีกทั้งข้ายังสามารถหมุนตัวล่วงหน้า ใช้ความเร็วขับเคลื่อนปีกทอง ความเร็วและพลังโจมตีแปรผันตรงกัน การหมุนเก้ารอบแล้วปล่อยการโจมตีครั้งแรก แน่นอนว่าต้องแรงกว่าการโจมตีที่ศิษย์พี่กู้หลี่หมุนหนึ่งรอบ”

ถังซานชูนิ้วโป้งให้นาง นี่คือสติปัญญา สามารถต่อยอดและประยุกต์ใช้กับตัวเองได้

ตู๋ไป๋ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยิ้มพลางกล่าว “เฉิงจื่อเฉิง เจ้าใช้ท่านี้ไม่อาจเรียกว่าค้อนวายุสะบั้นปั่นป่วนได้แล้ว ให้ข้าตั้งชื่อให้ดีไหม? เรียกว่าปีกทองสะบั้นปั่นป่วน เจ้าว่าอย่างไร?”

เฉิงจื่อเฉิงกลอกตาใส่เขา แต่ก็พูดว่า “ก็พอใช้ได้ แต่เอาไว้ก่อน ข้าต้องฝึกให้ดี ดูว่าแบบไหนจึงจะเหมาะกับข้าที่สุด ฮ่า ๆ รอกลับไปแล้วข้าจะให้ทุกคนได้ประหลาดใจ”

เฉิงจื่อเฉิงและกู้หลี่ ทั้งสองคนฝึกค้อนวายุสะบั้นปั่นป่วน อู๋ปิงจี้ฝึกยิงศรสะบัดมือและการบีบอัดธาตุน้ำแข็งต่อ ถังซานนั่งสมาธิฝึกพลังเสวียนเทียน มีเพียงตู๋ไป๋ที่ไม่มีอะไรทำ จ้องมองสหายไกล ๆ อย่างเหม่อลอย

เขาเคยถามถังซานว่าจิ้งจอกสวรรค์สถิตร่างของเขาควรพัฒนาอย่างไร ถังซานก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก

จริง ๆ แล้วถังซานก็มีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับจิ้งจอกสวรรค์สถิตร่าง สาเหตุสำคัญที่ตู๋ไป๋พัฒนาช้าน่าจะเป็นเพราะสายเลือดจิ้งจอกสวรรค์ของเขาเจือจางเกินไป ตามปกติเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ไม่ควรมีการหยุดชะงักในการฝึกฝน แต่ตู๋ไป๋กลับพัฒนาช้า

เรื่องนี้ถังซานก็ไม่มีวิธีที่ดี สิ่งเดียวที่คิดได้คือการกระตุ้นอย่างแรง และการพัฒนาพลังจิต และการกระตุ้นอย่างแรงก็ต้องรอโอกาสด้วย

วันนี้ พวกเขาไม่ได้ออกเดินทางต่อเลย แต่อู๋ปิงจี้ กู้หลี่ และเฉิงจื่อเฉิงต่างรู้สึกว่าได้ประโยชน์มากกว่าการสำรวจต่อเสียอีก

ค่ำคืนมาเยือน ทุกคนต่างเหนื่อยล้าจากการฝึกฝนในตอนกลางวัน ถังซานจึงอาสาเป็นคนเฝ้ายามให้ เพราะเขาได้นั่งสมาธิมาทั้งวัน จิตใจจึงปลอดโปร่งที่สุด

อู๋ปิงจี้ กู้หลี่ และเฉิงจื่อเฉิงต่างหาที่พักผ่อนนั่งสมาธิบนต้นไม้ ส่วนตู๋ไป๋อยู่ใต้ต้นไม้เป็นสหายถังซาน

“เสี่ยวถัง ข้าควรทำอย่างไรดี” ตู๋ไป๋กล่าวอย่างหดหู่

“ท่านเป็นอะไรไป” ถังซานถามอย่างสงสัย

ตู๋ไป๋ตอบว่า “ข้าอายุสิบเอ็ดปีแล้ว อีกไม่นานก็จะสิบสอง ตั้งแต่เด็ก อาจารย์บอกว่าจิ้งจอกสวรรค์สถิตร่างของข้ามีศักยภาพพิเศษ ข้ามีเทพอสูรสถิตร่างสายเลือดชั้นหนึ่ง ตอนนั้นข้าเป็นบุคคลสำคัญที่ต้องปกป้องขององค์กรไถ่ถอน แม้แต่เรื่องจิ้งจอกสวรรค์สถิตร่างของข้าก็เป็นความลับสุดยอด ข้าจึงไม่ได้ฝึกฝนมากนัก

ตอนอายุแปดขวบ จิ้งจอกสวรรค์สถิตร่างของข้าก็ถึงขั้นสามแล้ว ตอนนั้นข้าเป็นที่รักของทุกคน แต่ผ่านมาสามปีกว่า ข้าก็ยังอยู่ขั้นสามเหมือนเดิม หลังจากถึงขั้นสาม ข้ารู้สึกว่าจิ้งจอกสวรรค์สถิตร่างของข้าหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ไม่มีความก้าวหน้าแม้แต่น้อย ข้าพยายามหลายวิธีเพื่อจะพัฒนา แต่ก็ไม่มีผล อย่างมากก็แค่ทำให้ข้าสัมผัสรับรู้เนตรจิ้งจอกสวรรค์ได้มากขึ้นเท่านั้น

เนตรจิ้งจอกสวรรค์ขั้นสามก็แค่สามารถดูขั้นพลังของผู้อื่น และรับรู้โชคชะตาได้บ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนนัก ข้าค่อย ๆ กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ ความจริงข้าอยากจะแข็งแกร่งขึ้น ไม่อยากเป็นภาระ แม้ทุกคนจะไม่เคยว่าอะไรข้า ท่านอาจารย์ก็คอยให้กำลังใจข้า แต่ข้ากลับรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ”

ถังซานไม่ได้พูดแทรก เพียงแต่ฟังเขาเงียบ ๆ ชัดเจนว่าตู๋ไป๋ได้รับผลกระทบจากการที่สหายอีกสามคนมีพลังเพิ่มขึ้นในสองวันนี้

“ข้าก็อยากต่อสู้ได้ อยากเป็นส่วนสำคัญของพวกพ้อง แต่ข้าไม่มีพละกำลัง เนตรจิ้งจอกสวรรค์ก็ไร้ประโยชน์ แม้แต่โอกาสพัฒนาก็ดูเหมือนจะไม่มี ครั้งหนึ่งข้าบังเอิญได้ยินท่านเจ้าเมืองพูดว่าเนตรจิ้งจอกสวรรค์ของข้าอาจจะหยุดอยู่แค่ขั้นสาม เพราะสายเลือดเจือจาง ถ้าเป็นเช่นนั้น สายเลือดของข้าก็ไร้ความหมาย เนตรจิ้งจอกสวรรค์ขั้นสามไม่มีประโยชน์อะไรเลย ข้าอยากถามเจ้าว่า วิธีฝึกพลังจิตของเจ้าจะช่วยให้ข้าก้าวข้ามขั้นสามได้หรือไม่”

ถังซานมองเข้าไปในส่วนลึกในดวงตาของตู๋ไป๋ แล้วตอบว่า “ยากมาก”

เมื่อตู๋ไป๋ได้ยินเช่นนั้น สายตาก็หม่นหมองลงทันที ยิ้มอย่างขมขื่นพลางเอ่ย “ข้าก็รู้อยู่แล้ว”

ถังซานกล่าวต่อว่า “เพราะสายเลือดจิ้งจอกสวรรค์สถิตร่างของท่านเป็นสายเลือดชั้นสูง จึงต้องการสายเลือดที่บริสุทธิ์มาก ทุกสามขั้นคือหนึ่งช่วงใหญ่ การจะก้าวจากขั้นสามไปขั้นสี่เป็นด่านสำคัญ หากข้ามไปได้ก็มีโอกาสพัฒนาถึงขั้นหก หากก้าวข้ามไปไม่ได้ก็จะติดอยู่ที่ขั้นสามตลอดไป วิธีฝึกพลังจิตแบบง่าย ๆ ที่ข้าพูดถึง จะได้ผลเฉพาะในกรณีที่ไม่ต้องข้ามช่วงใหญ่ เช่นศิษย์พี่กู้หลี่ จะมีประโยชน์กับเขาจนกว่าจะถึงขั้นหก แต่ถ้าติดขัดที่ด่านใหญ่ ก็แทบไม่มีผล เพราะปริมาณพลังจิตก็ถูกจำกัดด้วยช่วงใหญ่ ต่อให้ใช้มันจนหมด ก็ไม่สามารถแทนที่การวิวัฒนาการของสายเลือดเพื่อช่วยให้ก้าวข้ามได้”

สิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นความจริง ก่อนหน้านี้ตอนที่ฝึกพลังเสวียนเทียนถึงขั้นสาม เขาก็รู้สึกชัดเจน การยกระดับจากขั้นสามเป็นขั้นสี่นั้นยากมาก อีกทั้งตอนนั้นยังถูกกดดันจากภพภูมิ การฝ่าด่านจึงยิ่งยากขึ้น แต่เพราะชาติก่อนเขาเป็นราชันเทพ มีประสบการณ์มากมาย กอปรกับความสามารถพิเศษในการดูดซับของพลังเสวียนเทียน จึงสามารถฝ่าด่านได้สำเร็จในภายหลัง

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 112"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย