ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน - บทที่ 104
บทที่ 104 พวกเจ้าบ้าไปแล้วหรือ?
“อะไรนะ? พยัคฆ์เหิน? พวกเจ้าบ้าไปแล้วหรือ?” มู่เอินฉิงมองดูถังซานและอู๋ปิงจี้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า แทบจะกระโดดตัวลอยขึ้น
อู๋ปิงจี้มองไปทางถังซานอย่างจนใจ สายตาบ่งบอกว่า ข้าว่าแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
ถังซานกลับมีสีหน้าสงบนิ่ง พูดกับมู่เอินฉิงอย่างจริงจัง
“ท่านอาจารย์ ก็ยังมีท่านคอยดูแลอยู่ลับ ๆ มิใช่หรือ? หากพวกข้าเลือกเป้าหมายที่ง่ายเกินไป แล้วจะมีประโยชน์อะไรในการฝึกฝน? เพราะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งต่างหาก จึงจะทำให้พวกข้ารู้สึกถึงแรงกดดัน และได้ฝึกฝนตนเองภายใต้แรงกดดันนั้น ถึงแม้ระดับพลังของพวกข้ายังไม่เพียงพอ แต่ข้าเชื่อว่าหากทุกคนร่วมมือกัน ใช้ความสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกัน แม้จะเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับเจ็ดก็ยังมีโอกาสต่อสู้ได้ และมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ”
แม้เมื่อวานมู่เอินฉิงจะถูกถังซานโน้มน้าวใจแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะกล้าถึงเพียงนี้ ถึงขั้นกำหนดเป้าหมายเป็นพยัคฆ์เหินเลยทีเดียว
“แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าพยัคฆ์เหินเป็นสัตว์อสูรแบบใด? พยัคฆ์เหินโตเต็มวัยจะอยู่ในระดับเจ็ด แต่ก็มีบางตัวที่อยู่ในระดับแปด หากฝึกฝนจนพลังแก่กล้า อาจถึงระดับเก้าก็เป็นได้ พวกเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพยัคฆ์เหินที่พวกเจ้าเจอนั้นอยู่ในระดับใด?
มันบินได้ และความเร็วในการบินก็ไม่ใช่น้อย หากต่อสู้ไม่ได้ แม้พวกเจ้าจะหนีก็ไม่ทัน การเลือกภารกิจล่าพยัคฆ์เหินไม่ใช่การฝึกฝน แต่ข้าว่าเหมือนไปหาความตายมากกว่า สมาชิกกลุ่มที่เจ้ารวบรวมมาจะยอมไปกับเจ้าหรือ?”
ถังซานตอบอย่างตรงไปตรงมา “ข้าไม่ได้บอกพวกเขาว่าจะไปล่าสัตว์อสูรอะไร พวกเขาจะรู้ก็ต่อเมื่อเจอมันแล้ว”
“…” มู่เอินฉิงมองถังซานด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ไม่คิดว่าเจ้าจะเป็นเด็กที่กล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ อายุเพียงเก้าขวบเจ้าก็จะไปฆ่าพยัคฆ์เหินแล้ว แล้วเมื่ออายุสิบเก้าเจ้าจะไม่ไปบุกสรวงสวรรค์เลยหรือ?
“กล้าหาญน่าชื่นชม แต่โง่เขลาเกินไป” ในตอนนั้นเอง เสียงเข้มงวดพลันดังมาจากด้านนอก
กวนหลงเจียงก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว มองถังซานด้วยสายตาคมกริบ “ช่างเป็นลูกวัวเกิดใหม่ที่ไม่กลัวพยัคฆ์จริง ๆ พวกเจ้าไม่กลัวว่านี่คือการไปหาความตายหรือ?”
“พวกข้าจะระมัดระวังอย่างแน่นอน ก็ยังมีท่านอาจารย์คอยคุ้มครองอยู่ลับ ๆ อีกมิใช่หรือ? พวกท่านก็ไม่ควรรับส่วนแบ่งไปเปล่า ๆ ใช่รึหรือไม่เล่า หากไม่ผ่านพายุฝน จะเห็นรุ้งกินน้ำได้อย่างไร ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ง่าย ๆ หรอกขอรับ
ท่านอาจารย์ หากต้องการกระตุ้นพลังสายเลือดของทุกคน ให้ศักยภาพในสายเลือดถูกปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์ นี่คือทางลัด แน่นอนว่ามีความเสี่ยง แต่หากระมัดระวังให้มาก เตรียมการให้พร้อม ข้าคิดว่าความเสี่ยงก็ยังควบคุมได้” ถังซานตอบ
“เหลวไหล จะให้พวกข้าทุกคนตามไปด้วยหรือ? เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากเรียนวิชาต่อสู้จริงในโรงเรียนเลย ให้พวกข้าซ้อมพวกเจ้าโดยตรงเลยยังดีกว่า” กวนหลงเจียงกล่าวอย่างไม่พอใจ
“ปล่อยให้พวกเขาไปเถอะ” ในตอนนั้น ก็มีเสียงดังมาจากด้านนอกอีกครั้ง กวนหลงเจียงและมู่เอินฉิงมองไปทางนั้น ผู้มาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจางเฮ่าเซวียนผู้ดูแลโรงเรียนไถ่ถอน และเป็นเจ้าเมืองของเมืองสถาบันเจียหลี่
สีหน้าของจางเฮ่าเซวียนฉายแววแปลกประหลาดเช่นกัน เขาเดินมาหากวนหลงเจียงและมู่เอินฉิง
“ที่เสี่ยวถังพูดก็ไม่ผิด แรงกดดันที่จำเป็นคือเส้นทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการกระตุ้นการเติบโตของเด็ก ๆ บางทีอาจเป็นเพราะพวกเราระมัดระวังเกินไป การเติบโตของเด็ก ๆ จึงเชื่องช้าเช่นนี้ พวกเขาแต่ละคนล้วนมีพรสวรรค์พิเศษ
การจะดึงพรสวรรค์ของพวกเขาออกมา ให้พวกเขาเติบโตเร็วขึ้น ก็เป็นสิ่งที่พวกเราถกเถียงกันมาตลอด องค์กรบ่มเพาะพวกเขามาหลายปี แต่พวกเราก็รู้ว่าความเร็วในการบ่มเพาะนั้นช้าเกินไป หากเป็นเช่นนี้ต่อไป แม้ร้อยปีหรือพันปี ก็คงไม่อาจทำให้พวกเรามนุษย์ได้พื้นที่ในการดำรงชีวิต หากคนรุ่นเราไม่กล้าเสี่ยง แล้วจะสร้างพื้นที่ในการดำรงชีวิตที่ดีกว่าให้ลูกหลานในภายหน้าได้อย่างไร?”
ก่อนที่ถังซานจะมาหามู่เอินฉิง เขาได้ไปพบจางเฮ่าเซวียนก่อนแล้ว บอกเล่าความคิดของตนให้จางเฮ่าเซวียนฟัง
จุดที่แตกต่างระหว่างจางเฮ่าเซวียนกับมู่เอินฉิงและกวนหลงเจียง คือเขารู้ถึงศักยภาพของถังซาน รู้ว่าเขามีความสามารถหลายอย่างในเวลาเดียวกัน อีกทั้งในฐานะผู้ดูแลโรงเรียนทั้งหมด ถังซานเชื่อว่าในแง่ของวิสัยทัศน์ เขาต้องดีกว่าแน่นอน และในฐานะอาจารย์ของตน ความไว้วางใจที่มีต่อตนก็จะมากกว่า
“แต่ว่า…” กวนหลงเจียงยังคงลังเล
“ข้าจะไปกับพวกเขาเอง แม้จะเจอพยัคฆ์เหินระดับเก้า การปกป้องพวกเขาก็ไม่มีปัญหา” จางเฮ่าเซวียนโบกมือ ไม่ให้เขาพูดต่อ
“นี่เป็นการทดลองที่สำคัญ หากสำเร็จ ก็อาจใช้เป็นแนวทางในการสอนของโรงเรียนในอนาคตได้ เสี่ยวถังพูดถูก บุปผาที่เติบโตในเรือนกระจกไม่มีทางทนต่อพายุฝนได้ ในอนาคตพวกเขาจะเป็นกำลังสำคัญขององค์กร สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการฝึกฝนที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น”
เจ้าเมืองก็คือเจ้าเมือง พูดออกมาแล้วก็เป็นอันตัดสิน เมื่อได้ยินว่าเขาจะไปด้วยตัวเอง มู่เอินฉิงและกวนหลงเจียงจะพูดอะไรได้อีก?
“พวกเจ้าวางแผนจะไปเมื่อใด?” จางเฮ่าเซวียนมองไปที่ถังซาน
ถังซานตอบ “พรุ่งนี้ขอรับ ข้ากับศิษย์พี่ใหญ่ได้ตรวจสอบพื้นที่ที่พยัคฆ์เหินอาศัยอยู่ในเทือกเขาแล้ว ยังอยู่ไกลจากพวกเราพอสมควร คงต้องใช้เวลาในการค้นหาบ้าง พวกเราจะเตรียมตัววันนี้ แล้วออกเดินทางพรุ่งนี้เลยขอรับ”
“เจ้าวางแผนจะไปกี่คน?” จางเฮ่าเซวียนถามต่อ
ถังซานกล่าวว่า “ข้าได้เลือกคนไว้แล้ว ถ้ารวมข้ากับศิษย์พี่ใหญ่ด้วย ก็มีทั้งหมดห้าคน หากมีคนมากเกินไปจะไม่สะดวกในการประสานงาน ภายใต้การส่งเสริมความสามารถซึ่งกันและกัน ข้าคิดว่าห้าคนก็เพียงพอแล้ว หากมีคนมากเกินไป ก็จะไม่สะดวกให้ท่านดูแล”
“ดี เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าก็ออกเดินทางกัน”
ถังซานและอู๋ปิงจี้เดินจากไป
กวนหลงเจียงมองจางเฮ่าเซวียนที่ยืนเอามือไพล่หลังไว้ กล่าวขึ้นว่า “ท่านใจดีกับศิษย์คนนี้มากจริง ๆ ปล่อยให้เขาทำอะไรตามอำเภอใจเช่นนี้ หากเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
จางเฮ่าเซวียนกล่าวอย่างไม่ลังเลว่า “หากเกิดเรื่องขึ้น ข้าจะรับผิดชอบเอง”
กวนหลงเจียงกล่าวอย่างจนปัญญา “เช่นนั้นก็ระมัดระวังด้วย ท่านก็เตรียมตัวให้ดี แม้ว่าสัตว์อสูรจะไม่สามารถบรรลุเทพได้ แต่ท่านก็ควรระมัดระวังไว้บ้าง”
จางเฮ่าเซวียนพยักหน้า กล่าวว่า “เจ้าน่ะ! บางครั้งก็คิดมากเกินไป จริง ๆ แล้วคำพูดของถังซานสร้างความประทับใจให้ข้ามาก หากต้องการทำสิ่งที่พิเศษ ให้เด็ก ๆ เหล่านี้มีความสามารถที่จะต่อกรกับภูตปีศาจทั้งสองเผ่าในอนาคตได้ การฝึกฝนพวกเขาก็ไม่สามารถทำตามขั้นตอนปกติได้ ต้องกล้าที่จะลอง แม้ระหว่างทางอาจมีการบาดเจ็บล้มตายบ้าง แต่ตราบใดที่ผลลัพธ์สุดท้ายออกมาดี ประสบการณ์ที่ได้รับคุ้มค่า”
กวนหลงเจียงยิ้มอย่างขมขื่น พลางกล่าวว่า “พูดก็พูดเถอะ กำลังที่พวกเราสั่งสมมานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างไรท่านก็เป็นผู้นำ ก็เอาตามที่ท่านว่าแล้วกัน จะให้เชิญเหล่าซือไปด้วยรึไม่?”
จางเฮ่าเซวียนส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้อง ที่นี่ยังต้องการให้เขาอยู่เฝ้า ไม่สามารถจากไปได้ง่าย ๆ”
เรียน บ่มเพาะ กินข้าว ฝึกฝน หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
สมาชิกในกลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกจากถังซาน เช้าวันรุ่งขึ้นก็ออกจากโรงเรียนอย่างเงียบ ๆ แล้วรวมตัวกันที่เชิงเขาด้านหลัง
แน่นอนว่าอู๋ปิงจี้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ทั้งห้าคนออกเดินทางไปยังเทือกเขาเจียหลี่ตั้งแต่ฟ้าเพิ่งจะสาง
อู๋ปิงจี้เดินนำหน้า ตามด้วยกู้หลี่ เฉิงจื่อเฉิงที่ปลดปล่อยเทพอสูรสถิตร่างบินต่ำวนเวียนอยู่เหนือพวกเขา ตู๋ไป๋อยู่ตรงกลาง ถังซานอยู่ท้ายแถว ทั้งห้าคนเข้าสู่เทือกเขาอย่างคุ้นเคย และหายเข้าไปในป่าทึบอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น? ตู๋ไป๋กับกู้หลี่อยู่ไหน?” เมื่อการเรียนช่วงเช้าเริ่มขึ้น กวนหลงเจียงก็ตระหนักได้ถึงปัญหาใหญ่
เมื่อวานเขาไม่ได้ถามถังซานและอู๋ปิงจี้ว่าจะพาใครไปบ้าง ในความคิดของเขา ศิษย์มากพรสวรรค์ของเขาและศิษย์พี่ใหญ่ของโรงเรียนมักจะสุขุมรอบคอบอยู่เสมอ คงไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม พวกเขาจะไปล่าพยัคฆ์เหิน คงต้องเลือกศิษย์ที่มีพลังแก่กล้าที่สุดเป็นสหายร่วมกลุ่มแน่
ทว่าพอเริ่มเรียนเช้านี้ เขาก็พบว่านอกจากสองคนนั้นแล้ว คนที่ไปด้วยกันยังมีเฉิงจื่อเฉิง ตู๋ไป๋ และกู้หลี่