พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 271 บดขยี้้
บทที่ 271 บดขยี้้
บทที่ 271 บดขยี้้?
เพียงพริบตาเวลาก็ผันผ่านไปแล้วครึ่งเดือน ภูเขาหมางซานที่แต่เดิมเงียบสงบก็พลุกพล่านวุ่นวายอย่างยิ่ง
ที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นสุสานฝังศพของสมาชิกราชวงศ์ฮั่นเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ฝึกซ้อมทหารอีกด้วย ซ้ำยังทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติทางตอนเหนือของลกเอี๋ยง
เนื่องจากการมาเยือนของพระเจ้าเลนเต้ ภูเขาหมางซานจึงมีการใช้กฎอัยการศึกเมื่อสามวันก่อน สถานที่แสดงทางการต่อสู้ถูกล้อมรอบไปด้วยทหารทั้งภายในและภายนอก
ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยเลย ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่ายากจะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกที่เข้ามาได้ ยกเว้นพวกบินอยู่บนท้องฟ้า
สนามประลองหมางซาน สถานที่ที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี บัดนี้ได้ถูกนำมาใช้อีกครั้ง
มีการสร้างอัฒจันทร์ที่กินพื้นที่เพียงส่วนเล็ก ๆ ของเวทีเท่านั้น ด้วยเพราะสนามทั้งหมดมีขนาดใหญ่มากจนหากยืนอยู่ที่ขอบนอก แล้วมองมาที่อัฒจันทร์ก็อาจมองเห็นไม่ชัดเสียด้วยซ้ำ
พระเจ้าเลนเต้ประทับอยู่ตรงกลางเหนืออัฒจันทร์ โดยมีสามเสนาเก้าขุนนางอยู่ด้วย
นอกจากนี้ยังมีนายพันจากกองทัพต่าง ๆ รวมถึงแม่ทัพนายกองจำนวนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย สนามประลองนี้มีผู้คนไม่น้อยกว่าหมื่นคน
ตำแหน่งที่นั่งของเล่าเจี้ยงในวันนี้นั้นพิเศษมาก เหนือกว่าสามเสนาไปเสียอีก เขานั่งอยู่ข้าง ๆ พระเจ้าเลนเต้ ทั้งที่แท่นของแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นนั้นยังอยู่ด้านหน้าเสียด้วยซ้ำไป
เล่าเจี้ยงยังคงสำรวจใบหน้าที่อยู่ด้านล่าง และพลันสังเกตเห็นสหายเก่า ๆ จำนวนไม่น้อย
โจโฉ อ้วนเสี้ยว และอีกแปดคนนั่งด้วยกัน จากการคาดการณ์ของเล่าเจี้ยง พวกเขาคงเป็นแปดผู้บัญชาการของกองทัพอุทยานประจิมที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ทว่าผู้นำกลับดึงดูดความสนใจของเล่าเจี้ยงไม่น้อย
ด้วยพบว่าใบหน้าของบุคคลนี้ไม่มีหนวดเคราสีขาว สีหน้าดูนุ่มนวลอ่อนโยน ทว่ารูปร่างและอุปนิสัยไม่สอดคล้องกับหน้าตา
ตอนนี้อากาศหนาวเย็นนัก ทว่าคนผู้นี้สวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นจนโดดเด่นมากในฝูงชน รูปร่างนั้นดูห้าวหาญเกรียงไกรทรงพลังยิ่งนัก
เล่าเจี้ยงกรำศึกมานาน เพียงมองรูปร่างหน้าตาปราดเดียว ก็รู้ได้เลยว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้โดยง่ายอย่างแน่นอน
“แม่ทัพหลังกำลังดูเกียนสิดอยู่หรือ?”
เล่าเจี้ยงประหลาดใจเล็กน้อย จึงอดไม่ได้ที่จะถามพระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาท เขาคือเกียนสิดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้พยักหน้า พระองค์เป็นคนเลื่อนตำแหน่งให้เกียนสิดด้วยตัวเอง และอีกฝ่ายยังได้รับความไว้วางใจจากเขาอย่างมากเช่นกัน
“ถูกต้อง เกียนสิดทั้งแข็งแรงกำยำ มีความสามารถทางการทหาร และภักดีต่อข้านัก”
ในตอนนั้นเอง มีทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามาและคุกเข่าลงต่อหน้าพระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาท ทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว เพียงรอคำสั่งจากฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้ยืนขึ้น หายใจเข้าลึก ก่อนแผ่สุรเสียงออกมา
“เริ่มได้!”
ตึง! ตึง! ตึง!
สิ้นกระแสรับสั่งของฝ่าบาท เสียงตีกลองก็ดังขึ้นแทนการต้อนรับทั้งสองฝ่ายรวมตัวเข้ามาในสาม
หวู่ หวู่ หวู่!
เสียงแตรตามมาไม่นานหลังจากนั้น สนามประลองทั้งหมดก็เข้าสู่บรรยากาศของสนามรบทันที ทำเอาทุกคนตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว
เพลงสงครามกระแทกใจคนดูจนเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่านแม้ในสภาพอากาศหนาวเย็น
แม่ทัพหลักฝ่ายโฮจิ๋นคือโฮเบี้ยว ใช่… นำโดยขุนพลทหารม้ารถศึกโฮเบี้ยว! ทหารสามพันนายที่อยู่ใต้บังคับบัญชานั้นล้วนเป็นทหารม้าทั้งสิ้น สิ้นเสียงกลองจึงเริ่มเข้าสู่สนาม ยามเสียงแตรดังจึงเริ่มจัดกระบวนทัพ
ทหารสามพันนายนี้นั้นค่อนข้างเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่แล้ว แม้ไม่คล่องตัวเท่าทหารราบ และมีม้าศึกร่วมอยู่ในกระบวนทัพด้วยจึงสับสนวุ่นวายอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมากนัก กองทหารของโฮเบี้ยวนั้นถือว่าเกรียงไกรอยู่แล้ว
ทั้งสามพันนายสวมชุดเกราะหนังถือทวน แต่เนื่องจากเป็นการฝึกทหาร ทวนศึกจึงถูกแทนที่ด้วยทวนไม้ ทั้งยังพันผ้าที่บริเวณปลายทวนเพื่อป้องกันการบาดเจ็บล้มตาย
หากไม่มีทหารม้าห้าร้อยนายของเล่าเจี้ยงมาเปรียบเทียบ ทหารม้าของโฮเบี้ยวก็นับว่าทรงพลังอย่างยิ่งราวกับจะเหาะทะลุฟ้าได้
น่าเสียดาย… กำลังพลด้านหน้าที่อยู่ตรงข้ามกองพลทหารม้าหัวหอกกลับหน้าถอดสีซีดเผือด
กองพลทหารม้าหัวหอกนำโดยผู้บัญชาการสองคนภายใต้จวนแม่ทัพหลัง นำโดยจูล่งที่ด้านหน้า และไทสูจู้ซึ่งอยู่ตรงกลาง หากแต่ในสายตาของคนภายนอก จูล่งโดดเด่นสะดุดตากว่าทั้งในแง่รูปลักษณ์หล่อเหลาและเกราะขาว ในทางกลับกัน ไทสูจู้อยู่ตรงกลางขบวนจึงดูเหมือนกลมกลืนเข้ากับกองทหาร
ถึงกระนั้นกลิ่นอายที่ปะทุออกมาจากทหารห้าร้อยคนของกองพลทหารม้าหัวหอกนั้นน่าทึ่ง! ทหารทุกคนสวมชุดเกราะเหล็กทั่วทั้งร่างกาย มีเพียงใบหน้าเท่านั้นที่ถูกเปิดเผย เมื่อมองแวบแรกดูราวกับคนเหล็กอย่างไรอย่างนั้น!
กองพลทหารม้าหัวหอกรักษากระบวนทัพไว้ตั้งแต่มีเสียงตีกลองให้เข้าสนาม ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกใด ๆ แม้ว่าเสียงแตรจะดังขึ้น ทั้งกองทัพล้วนสงบนิ่งมั่นคง ทั้งยังคงรักษารูปขบวนไว้ได้เช่นเดิมเมื่อเข้ามาในสนาม!
กระบวนทัพในตอนที่เข้ามาในสนามของกองพลทหารม้าหัวหอกหละหลวมอย่างยิ่ง ระยะห่างระหว่างแต่ละคนก็ค่อนข้างกว้าง กองกำลังห้าร้อยนายกินพื้นที่เกือบเท่ากับกองกำลังสามพันคน! เห็นได้ชัดว่าการวางแนวรบของกำลังพลนั้นหละหลวมอย่างชัดเจน!
ในตอนแรก ชุดเกราะเหล็กของกองพลทหารม้าหัวหอกทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตกใจ รวมถึงโฮเบี้ยวซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของสนาม ตลอดจนเหล่าเสนาอำมาตย์บนอัฒจันทร์ ทว่าเมื่อเห็นการจัดแนวรบอย่างบางตา ทำให้ทุกคนเริ่มสงสัยในความสามารถของเล่าเจี้ยง
“เหอะ ๆ ว่ากันว่าเล่าเจี้ยงเป็นเทพแห่งสงครามไร้พ่าย แต่ข้ามองดูแล้วเห็นท่าจะไม่เป็นเช่นนั้นกระมัง! ด้วยการวางแนวรบที่เบาบางเช่นนี้ เมื่อขุนพลทหารม้ารถศึกบุกร่นเข้ามาคงสามารถทำลายทหารห้าร้อยนายนี้ให้ดับสลายได้ในทันที!”
อ้วนเสี้ยวซึ่งนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ดูถูกเหยียดหยามแม่ทัพหลังอย่างเปิดเผย ในความเห็นของเขา เล่าเจี้ยงต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน!
โจโฉที่อยู่ด้านข้างเริ่มมีสีหน้าที่เคร่งเครียดมากขึ้น แต่หาได้มองโลกในแง่ดีเท่าอ้วนเสี้ยว
“เปิ่นชู แม่ทัพหลังนั้นเจนจัดในสนามรบ เจ้าคิดว่าคนที่เขาส่งมาจะเป็นใครก็ไม่รู้งั้นหรือ? ข้าไม่คิดว่าจะง่ายเพียงนั้น”
อ้วนเสี้ยวแค่นเสียงเย็น ไม่พอใจถ้อยคำของโจโฉอย่างยิ่ง
“เมิ่งเต๋อ ทำไมเจ้าถึงเพิ่มความมั่นใจให้ฝ่ายศัตรูแล้วบ่อนทำลายฝ่ายตัวเองเล่า? ขุนพลทหารม้ารถศึกเองก็เป็นแม่ทัพใหญ่ที่กำชัยเหนือกลุ่มกบฏ จะบดขยี้ทหารห้าร้อยยายด้วยกำลังทหารที่มากกว่าถึงหกเท่าไม่ได้เชียวหรือ?”
โจโฉไม่ได้โต้เถียงอีก ทว่ายังคงไม่เห็นด้วยกับคำพูดของอ้วนเสี้ยว ซ้ำยังหรี่ตามองโฮเบี้ยวจากมุมสูง
โฮเบี้ยวอ้างว่าตนปราบกบฏ แต่ในความเป็นจริง เขาเพียงสังหารกลุ่มชาวนาที่ลุกฮือขึ้นมาด้วยกำลังทหารอันท่วมท้น! ไม่ว่าจะในแง่ของความแข็งแกร่งของกองทัพ อาวุธยุทโธปกรณ์หรือเสบียง โฮเบี้ยวล้วนเหนือกว่ากลุ่มกบฏมาก หากไม่สามารถเอาชนะได้ โฮเบี้ยวก็คงต้องเอาหัวโขกเสาตายเสีย
ในตอนนั้นเอง นายประทวนคนหนึ่งวิ่งไปยังขอบอัฒจันทร์และตะโกนจนสุดเสียง
“ฝ่าบาทมีรับสั่ง เริ่มการซ้อมรบได้!”
โฮเบี้ยวชูทวนไม้ขึ้นชี้ไปข้างหน้าพร้อมตะโกนเสียงดัง
“ข้าคือแม่ทัพโฮเบี้ยวแห่งกองทหารม้ารถศึก ผู้ที่มาคือผู้ใด!!”
ความทะเยอทะยานของโฮเบี้ยวนั้นน่าตกใจหวาดหวั่นยิ่ง เขากดดันผู้คนด้วยกองทัพอันยิ่งใหญ่ และตอนนี้เขากำลังคิดที่จะหยิบยกสถานะของตัวเองขึ้นมาข่มขวัญคู่ต่อสู้
แต่คิดว่าตัวกำลังเผชิญหน้ากับใครกัน? จูล่ง สุภาพบุรุษแห่งเสียงสัน! ผู้ได้รับการยกย่องจากลิโป้ เทพสงครามแห่งยุคสามก๊กว่าเป็นทหารเสือผู้เปี่ยมด้วยความกล้าหาญชาญชัย ไม่ต้องพูดถึงว่าฝ่ายตรงข้ามคือโฮเบี้ยว แม้แต่แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ขุนศึกรูปงามผู้นี้ขลาดกลัวขึ้นมาแม้แต่ไรขน!
“ข้าคือจูล่งแห่งเสียงสัน! ผู้บัญชาการพลอาชาประจำจวนแม่ทัพหลัง ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ใดหน้าไหนก็จงเข้ามา!”
น้ำเสียงนั้นทุ้มกังวานคู่ควรกับรูปลักษณ์ชวนมอง แต่มันกลับทำให้โฮเบี้ยวฉุนจัดขึ้นมาโดยพลัน แม้ว่าเล่าเจี้ยงจะกำเริบเสิบสานเช่นนี้ก็ช่าง ถึงอย่างไร สถานะของเจ้าหนุ่มนั่นก็ค่อนข้างพิเศษ แต่เจ้าจูล่ง เป็นใครกัน? เป็นเพียงขุนพลตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ภายใต้สังกัดจวนแม่ทัพหลัง หากเป็นเวลาปกติ โฮเบี้ยวคงไม่แม้แต่จะมองเขาซ้ำเป็นครั้งที่สองเสียด้วยซ้ำ!
“เจ้ากล้าดีอย่างไรมาดูหมิ่นข้า! มาดูกันว่าเมื่อข้าเหยียบย่ำเจ้าไว้ใต้เท้า เจ้าจะยังหยิ่งผยองขนาดนี้หรือไม่!”
“ทหารทั้งหมดรับคำสั่ง โจมตี! บดขยี้พวกมันให้สิ้น!”
โฮเบี้ยวคำรามและออกคำสั่งให้ทั้งกองทัพบุกโจมตีทันที ปฏิกิริยาของทหารม้าทั้งสามพันนายนั้นรวดเร็วเป็นยิ่ง ทันทีที่เสียงคำสั่งดังขึ้น พวกเขาก็เร่งรุดไปข้างหน้าอย่างเต็มที่!
ภาพทหารม้าสามพันนายที่ควบม้ารุกคืบนั้นสง่างามอย่างยิ่ง แผ่นดินเริ่มสั่นไหว ปากของทหารทุกคนต่างส่งเสียงคำรามอย่างไม่หยุดหย่อน ปลดปล่อยแรงกดดันออกมาจนแซ่ซ้องถึงชั้นฟ้า
ในทางตรงกันข้าม น่าประหลาดใจที่ฝั่งของเล่าเจี้ยงกลับไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใด ๆ แม้แต่แม่ทัพหลักก็ตามทุกคนเพียงยืนนิ่งอยู่กับที่
“ฮ่า ๆ ๆ! ทหารห้าร้อยนายนี้ขวัญนี้ดีฝ่อหมดแล้ว!”
อ้วนเสี้ยวหัวเราะออกมาเสียงดัง พร้อมลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้น