พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 262 การฝึกซ้อมทหารที่ล่าช้ามาหลายปี
บทที่ 262 การฝึกซ้อมทหารที่ล่าช้ามาหลายปี
“องค์รัชทายาท? เรื่องนี้เป็นเรื่องในครอบครัวของฝ่าบาท กระหม่อมไม่ขอแสดงความคิดเห็นจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ…”
เล่าเจี้ยงมีท่าทางหวาดกลัว เขารู้ความตั้งใจของฝ่าบาทดี เพียงแต่ยังต้องวางท่าอยู่
“เฮ้อ! หากขุนนางทุกคนคิดเหมือนเจ้าก็คงดี”
พระเจ้าเลนเต้ยิ้มอย่างขมขื่น พลางส่ายหน้าเบา ๆ
“เจ้าน่าจะรู้ เราค่อนข้างชอบองค์ชายรองเล่าเหียบ องค์ชายองค์โตเล่าเปียนเป็นคนอ่อนแอ หากเขาขึ้นครองบัลลังก์ อำนาจของพระญาติก็จะแผ่ขยายอย่างไม่มีสิ้นสุด และเกรงว่าจะเกิดเตาบูขึ้นมาอีกคน!”
เล่าเจี้ยงอดชื่นชมในความมองการณ์ไกลของฮ่องเต้ไม่ได้ ประวัติศาสตร์เป็นไปดั่งที่พระองค์คาดไว้จริง ๆ หลังจากเล่าเปียนขึ้นครองบัลลังก์ อำนาจของแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นจะไปถึงจุดสูงสุด หากไม่ใช่เพราะโฮจิ๋นโง่เขลาจนเรียกตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง แล้วตกหลุมพรางแผนของสิบขันทีจนตัวตายไปเสียก่อน ประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปในทางไหนก็ยากจะพูดได้จริง ๆ
“ฝ่าบาทอยากให้กระหม่อมทำสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ?”
คำพูดของเล่าเจี้ยงแสดงถึงทัศนคติของตัวเอง ว่าเขายืนอยู่ฝ่ายพระเจ้าเลนเต้อย่างแน่นอน
“เรามองเจ้าไม่ผิดจริง ๆ” ดวงตาพระองค์เปล่งประกาย สีหน้าพลันมีเลือดแดงฝาด “ตอนนี้เราถูกบีบจนตกอยู่ในสภาพอับจนหนทาง แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น ตระกูลอ้วน ตระกูลเอียวและขุนนางต่าง ๆ ล้วนบีบให้เราแต่งตั้งองค์ชายเล่าเปียนเป็นรัชทายาท ทว่าเราไม่เต็มใจ จึงไม่ได้ว่าราชกิจยามเช้ามานานเพียงเพื่อชะลอเรื่องนี้ออกไป”
เล่าเจี้ยงทั้งชื่นชมและเหยียดหยามพระเจ้าเลนเต้ไปพร้อมกัน หากไม่ว่าราชกิจ อำนาจของโฮจิ๋นกับตระกูลอ้วนจะไม่ขยายเพิ่มกว่านี้อีกหรือ?
บ้า! ท่านนี่บ้าจริง ๆ!
“เช่นนั้นฝ่าบาทหมายถึง…”
พูดมาครึ่งค่อนวัน พระเจ้าเลนเต้ก็ไม่บอกให้ทำอะไร เล่าเจี้ยงเองก็มิอาจส่งกองกำลังไปฆ่าคนเหล่านี้ทั้งหมดได้!
“ปีนี้เจ้าน่าจะอายุยี่สิบแล้วใช่ไหม”
เล่าเจี้ยงชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าพระเจ้าเลนเต้จะกล่าวถึงอายุของตัวเอง
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมออกรบกับกลุ่มโพกผ้าเหลืองตอนอายุสิบห้า จนถึงวันนี้อายุได้ยี่สิบหนาวพอดี”
หากไม่กล่าวถึงอายุ เล่าเจี้ยงคงไม่รู้สึกอะไร ครั้นพระเจ้าเลนเต้เอ่ยถึง แม่ทัพหลังพลันใจคอแห้งเหี่ยวเล็กน้อย
พริบตาเดียวก็ผ่านไปห้าปีแล้ว!
เวลาห้าปี เพิ่งมีได้มาแค่เมืองฮั่นต๋งเมืองเดียว! ในต้าฮั่นมีทั้งหมดหนึ่งร้อยสี่เมือง จะต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะรวมทั้งหมดเป็นปึกแผ่นได้?
“ห้าปีแล้ว ถึงเวลาที่ตำแหน่งแม่ทัพหลังต้องเปลี่ยนแล้ว”
“ฝ่าบาททรงหมายถึง…?”
พระเจ้าเลนเต้มองไปที่เล่าเจี้ยง และเผยรอยยิ้มมีเลศนัยออกมา
“เจ้ายังจำการฝึกซ้อมทหารที่ล่มไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนได้ไหม? เราตั้งใจจะจัดมันขึ้นอีกครั้ง เพื่อชื่นชมความเกรียงไกรของทหารม้าของเจ้าที่สนามฝึกในภูเขาหมางซาน พร้อมกันนั้นจะได้ให้พวกทหารอุทยานประจิมที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ได้เห็นทหารชั้นยอดด้วย!”
พระเจ้าเลนเต้ไม่ได้ตอบคำถามของเล่าเจี้ยงโดยตรง แต่กลับหยิบยกเหตุการณ์เก่า ๆ ของตอนนั้นขึ้นมาแทน
“ฝ่าบาทเตรียมจะให้กระหม่อมแข่งกับแม่ทัพใหญ่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ใช่แล้ว!”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้า ก่อนมองราชบุตรเขยด้วยแววตาคาดหวัง
“เจ้าต้องชนะการดวลครั้งนี้”
“ฝ่าบาทโปรดวางใจ กระหม่อมจะข่มแม่ทัพใหญ่และชนะการฝึกซ้อมทหารครั้งนี้แน่นอน!”
เล่าเจี้ยงปลดปล่อยความมั่นใจอย่างไม่มีใครเทียบได้ออกมา ใช่ว่าแม่ทัพหลังเย่อหยิ่งหรือดูถูกคนอื่น แต่โฮจิ๋นไม่คู่ควรได้รับความสนใจจากเขาจริง ๆ
บางทีนักท่องเวลาอาจไม่กล้าดูถูกคนอื่นในจวนแม่ทัพใหญ่ เช่น โจโฉ อ้วนเสี้ยว หรือแม้แต่เขาฮิว ทว่ากลับดูถูกโฮจิ๋นที่ไร้พรสวรรค์ ไม่เด็ดขาด แต่กระหายความสำเร็จ!
เดิมทีซุนฮิวก็มาจากจวนแม่ทัพใหญ่เช่นกัน จวนนั่นเปรียบเหมือนขุมทรัพย์ แต่เจ้าของมันกลับเป็นแค่ผ้าขี้ริ้วที่ห่อไว้
ชนะการแข่งครั้งนี้ ข่มขวัญแม่ทัพใหญ่ นี่อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะโอ้อวดสำหรับคนอื่น แต่เล่าเจี้ยงมั่นใจแน่นอน!
“ดีเหลือเกินที่เจ้ามั่นใจ อีกไม่กี่วันเราจะเปิดท้องพระโรง หารือเรื่องนี้ในที่ประชุม ตอนนี้เจ้ากลับไปก่อนเถิด!”
พระเจ้าเลนเต้ออกคำสั่งขับไล่แล้ว เล่าเจี้ยงย่อมไม่อยู่ต่อ แล้วกุมมือลาถอยไป
“กระหม่อมทูลลา!”
หลังเล่าเจี้ยงจากไป พระเจ้าเลนเต้ก็หุบยิ้มลง พร้อมเปล่งวาจาออกมา
“เป็นอย่างไร? เจ้าคิดว่าเล่าเจี้ยงสมควรได้รับความไว้ใจของเราหรือไม่?”
ตอนนั้นเอง มีคนเดินออกมาจากม่านกั้นด้านหลัง… เป็นเตียวเหยียงที่คอยแอบฟังอยู่ด้านหลังมาตลอด
“ฝ่าบาท ในความเห็นของกระหม่อม แม่ทัพหลังสามารถเชื่อใจได้ เมื่อครู่กระหม่อมพูดคุยกับแม่ทัพหลังที่ประตูวัง ความกังวลและความห่วงใยที่เขามีต่อฝ่าพระบาทไม่เหมือนการเสแสร้งเลยพ่ะย่ะค่ะ”
หากเล่าเจี้ยงอยู่ที่นี่ต้องตกใจเป็นแน่ เขาไม่มีทางคิดได้เลยว่าทั้งหมดนี้พระเจ้าเลนเต้กำลังทดสอบเขาอยู่
เตียวเหยียงจงใจรอแม่ทัพหลังอยู่ที่ประตูวัง และจงใจเปิดเผยข้อมูลเรื่องการประชวรให้เขาฟัง
พระเจ้าเลนเต้กดคางลง ทว่าบนสีหน้ายังคงมีความระแวดระวัง
“ตอนนี้คงได้แค่เชื่อเขาชั่วคราว หมากของเรามีไม่มากแล้วจริง ๆ เกียนสิด*[1] เล่า? เขาควบคุมทหารอุทยานประจิมเป็นอย่างไรแล้วบ้าง?”
กองทัพอุทยานประจิมเป็นไพ่ใบสุดท้ายของพระเจ้าเลนเต้ กองกำลังหนึ่งหมื่นหกพันนายนี้ล้วนเป็นเขาที่ควักเงินระดมพลเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าตอนนี้พระองค์กดดันมากแค่ไหน
การก่อตั้งกองทัพอุทยานประจิมหาได้ราบรื่นไม่ ตอนพระเจ้าเลนเต้เสนอก็เจอกับความยากลำบากมากมายพร้อมกัน แต่ละขั้วอำนาจพากันขัดขวาง ฝ่าบาทใช้ตำแหน่งผู้บัญชาการในกองทัพอุทยานประจิมหลายตำแหน่งถึงได้รับการยอมรับจากแต่ละขั้วอำนาจ
หากพระเจ้าเลนเต้ไม่สามารถควบคุมกองทัพอุทยานประจิมได้อย่างสมบูรณ์ นั่นหมายความว่าท่านคว้าน้ำเหลวจริง ๆ!
เตียวเหยียงย่อมเข้าใจความสำคัญของกองทัพอุทยานประจิม ทว่าสีหน้าเขาไม่ค่อยดีนัก
“ฝ่าบาท เกียนสิดควบคุมได้แค่สามกองเท่านั้น ที่เหลือถูกแม่ทัพใหญ่กับมหาราชครูแบ่งกันควบคุม”
พระเจ้าเลนเต้ไม่ค่อยพอใจกับผลลัพธ์นี้นัก แม้เขาจะให้อำนาจในกองทัพอุทยานประจิมแก่โฮจิ๋นกับอ้วนหงุยไปบ้าง ทว่าเพื่อถ่วงดุลและควบคุมผู้บัญชาการทุกคน เขาจงใจแต่งตั้งตนเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพอุทยานประจิม
เนื่องจากพระเจ้าเลนเต้ไม่สามารถอยู่ในกองทัพอุทยานประจิมได้ตลอดเวลา จึงจงใจโอนอำนาจของตนให้กับเกียนสิดผู้บัญชาการกองทัพบน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่คิดเลยว่าจะควบคุมได้เพียงสามกองหรือก็คือหกพันคนเท่านั้น
“เราให้ผลประโยชน์มากมายแก่เขาแล้ว ก็ยังควบคุมอีกห้ากองทัพที่เหลือไม่ได้เลยหรือ? ช่างไร้ค่านัก!”
แม้เกียนสิดจะไม่ใช่สิบขันที กระนั้นก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเตียวเหยียง เขาย่อมต้องเอ่ยขอร้องแทน
“ฝ่าบาท นายทัพคนอื่นเช่นพวกโจโฉ อ้วนเสี้ยวล้วนเป็นพรรคพวกของจวนแม่ทัพหลังกับตระกูลอ้วน แม้พวกเขาจะยอมจำนนระยะหนึ่ง ทว่าต้องหน้าไหว้หลังหลอกเป็นแน่ จะเชื่อถือมิได้!”
พระเจ้าเลนเต้เองลำบากใจมากเช่นกัน ตอนก่อตั้งกองทัพอุทยานประจิม หากไม่แบ่งตำแหน่งนายทัพเหล่านี้ คงยากได้รับการยอมรับจากกลุ่มขุนนาง ตอนนี้แบ่งตำแหน่งนายทัพให้พวกเขาแล้ว อำนาจทางทหารย่อมตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น
“บัดซบนัก! เห็นทีคงต้องเพิ่มอำนาจให้เกียนสิดเพิ่มสักหน่อยแล้ว!”
“ฝ่าบาท อำนาจของเกียนสิดตอนนี้มากแล้ว หากเพิ่มอีกคงสูงถึงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ พวกเขาจะยอมหรือ?”
แม้แต่เตียวเหยียงยังไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เขาเองก็ยังรู้สึกได้ว่าพระเจ้าเลนเต้เสนอเมื่อไร ต้องพบกับการต่อต้านอย่างดุเดือดจากกลุ่มขุนนางแน่นอน
“ไม่เป็นไร ข้าคิดแผนรับมือไว้แล้ว”
พระเจ้าเลนเต้เผยรอยยิ้มหลังหุบไปนาน เหตุใดถึงเรียกเล่าเจี้ยงกลับมาน่ะหรือ? แน่นอนว่าเรียกมาเป็นโล่ป้องกัน!
ในฐานะฮ่องเต้ ย่อมมีอำนาจควบคุมทุกอย่าง ทว่านับตั้งแต่พระองค์ครองบัลลังก์มาก็ยังไม่หยุดแสวงหา เดิมทีคิดว่าจะประสบความสำเร็จในไม่ช้า แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะพบกับกบฏโพกผ้าเหลือง!
“ครานี้เราจะต้องกุมอำนาจทั้งหมดของลกเอี๋ยงไว้ในมือให้ได้ ต่อไปจะให้ใครครองบัลลังก์ย่อมเป็นเราที่ตัดสิน!”
[1] เกียนสิด (寋硕) ตามวรรณกรรมสามก๊กเป็นสมาชิกในคณะสิบขันที (ต่างจากในเรื่อง) ที่มีอำนาจมากในรัชสมัยของพระเจ้าเลนเต้ เป็นผู้แนะนำฝ่าบาทว่าควรให้เล่าเหียบ หรือ หองจูเหียบขึ้นครองราชย์ และสังหารโฮจิ๋นเสีย แต่แผนการของเกียนสิดกลับรั่วไหล โฮจิ๋นทราบจึงคิดกำจัดเหล่าสิบขันที หลังพระเจ้าเลนเต้สวรรคต เหล่าขันทีที่เหลือตัดศีรษะเกียนสิดมาขอขมาโฮจิ๋น แล้วโยนความผิดให้เกียนสิดแต่เพียงผู้เดียว ขันทีที่เหลือจึงรอด