พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 239 เงื่อนไขสามประการ
บทที่ 239 เงื่อนไขสามประการ
ห้าวันต่อมา ข่าวผู้ตรวจการเลียงจิ๋วถูกสังหาร เขตแดนทั้งหมดล่มสลายก็แพร่มาถึงลกเอี๋ยง พระเจ้าเลนเต้จึงต้องเปิดประชุมตามคำร้องของขุนนาง
ในบรรดาขุนนางทั้งหมด คนที่ยินดีมากที่สุดคือโฮจิ๋นและอ้วนหงุย ในที่สุดพวกเขาก็มีโอกาสจัดการกับเล่าเจี้ยงอีกครั้ง และนั่นก็เป็นโอกาสที่สวรรค์ประทานให้
“ขุนนางทุกท่าน ทุกคนคงทราบสถานการณ์ในเลียงจิ๋วกันแล้ว หลังจากเกงปิดตายในสนามรบ ทั้งแปดเมืองในเลียงจิ๋วก็ล่มสลาย ไม่มีใครเชื่อฟังคำสั่งของราชสำนักอีก”
“ตอนนี้เรากริ้วมาก! เตียวอุ๋นประมาทศัตรูบุกเข้าโจมตีทำให้สูญเสียทหารไปหลายหมื่นคน เราลดระดับเขาเป็นสามัญชน ไม่มีทางฟื้นคืนสู่ตำแหน่งขุนนางได้อีก แต่ไม่คิดเลยว่าเกงปิดจะโง่ยิ่งกว่า ไม่เพียงแต่ผู้ใต้บังคับบัญชาจะหันหน้าเข้าสู้กันเท่านั้น แต่เขายังถูกเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยของตัวเองฆ่าตาย! เป็นความรับผิดชอบของเราเองที่ใช้งานไอ้ขยะนี่!”
พระเจ้าเลนเต้ตรัสรับผิดเองเป็นครั้งแรก นี่ทำให้พวกขุนนางคาดไม่ถึง พวกเขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากพระเจ้าเลนเต้ระบายความโกรธใส่พวกเขา ขุนนางเหล่านี้ก็จำต้องทนทุกข์ทรมาน…
“ฝ่าบาท!”
คนแรกที่ลุกออกมาไม่ใช่แม่ทัพใหญ่กับมหาราชครูแต่เป็นเสนาบดีกรมการคลัง หวังเหวิน
“เสนาบดีกรมการคลังมีเรื่องอันใด?”
หวังเหวินเดินไปตรงกลางแล้วประสานมือคำนับพระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาท ตอนนี้ท้องพระคลังว่างเปล่า ประกอบกับเสบียงและหญ้าในแคว้นกิจิ๋ว ซีจิ๋ว และกุนจิ๋วมีไม่ถึงสามแสนต้าน มิอาจสนับสนุนการเดินทัพได้พ่ะย่ะค่ะ!”
สามแสนต้านดูเหมือนจะมากแต่ความจริงแล้วไม่มากเท่าไร
หากกองทัพส่งคนไปเพียงสามหมื่นคน เสบียงและหญ้าสามแสนต้านคงเพียงพอ แต่คนแค่สามหมื่นคนจะกอบกู้เลียงจิ๋วกลับมาได้อย่างไร?
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าสามหมื่นคนนี้สามารถต่อสู้กับศัตรูได้หรือไม่ การจะฟื้นฟูทุกเมืองกลับมายังต้องทิ้งทหารประจำการที่มีจำกัดมากไว้
แต่ถ้ากรีธาทัพด้วยกำลังพลแสนคน เสบียงและหญ้าสามแสนต้านก็อยู่ได้ไม่ถึงสิบเดือน จากลกเอี๋ยงถึงเลียงจิ๋วจะเป็นระยะทางแค่พันลี้หรือ? เกรงว่าเสบียงคงหมดไปเกินครึ่งก่อนกองทัพจะได้สู้กับศัตรูเสียอีก!
พระเจ้าเลนเต้รู้อยู่แล้วว่าเสนาบดีกรมการคลังจะกล่าวเช่นนี้ แม้เขาจะเตรียมใจมา ทว่าก็ยังหงุดหงิด
“ทำไม ตามความหมายของเสนาบดีกรมการคลัง ท่านจะบอกว่าไม่สนเลียงจิ๋วแล้วหรือ? จากนี้ไปต้าฮั่นเราจะไม่มีคนพูดถึงเลียงจิ๋วแล้วอย่างนั้นสินะ?”
ในเวลานี้โฮจิ๋นก็เดินออกมามองหวังเหวินด้วยความโกรธ
“เสนาบดีกรมการคลัง นี่เป็นความเห็นที่คร่ำครึ! เสบียงสามารถเก็บเกี่ยวได้ทุกปี แต่เมื่อเลียงจิ๋วถูกกลุ่มกบฏยึดครองนานเข้า ต้าฮั่นเราก็้จะสูญเสียดินแดนนี้ไปตลอดกาล!”
หวังเหวินไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกันกับโฮจิ๋น ย่อมไม่ปล่อยให้โฮจิ๋นรังแก เขาจึงเอ่ยหักล้างออกมา
“แม่ทัพใหญ่ช่างสายตายาวไกลนัก มิสู้ให้แม่ทัพใหญ่จัดสรรเสบียงหนึ่งล้านต้านเป็นอย่างไร ถึงตอนนั้นก็ให้ท่านไปพิชิตซีเป่ยเอง ส่วนคนหัวโบราณเช่นข้าจะนั่งรอท่านสร้างผลงานอยู่ที่ลกเอี๋ยง!”
“เจ้า!”
โฮจิ๋นโกรธมาก เขาชี้ไปที่หวังเหวินหมายจะก่นด่าแต่กลับถูกพระเจ้าเลนเต้หยุดไว้
“แม่ทัพใหญ่โปรดระงับโทสะ เราคิดว่าสิ่งที่เสนาบดีกรมการคลังพูดนั้นมีเหตุผลอยู่บ้าง”
“ฝ่าบาท กระหม่อมไหนเลยจะมีเสบียงหนึ่งล้านต้าน? หากฝ่าบาทไม่เชื่อ พระองค์สามารถตรวจค้นจวนของกระหม่อมได้เต็มที่เลยพ่ะย่ะค่ะ”
โฮจิ๋นเสียใจเป็นอย่างยิ่ง แม้เขาจะโลภแต่ก็ไม่มีทางโลภมากขนาดนั้น เขาเพิ่งเป็นแม่ทัพใหญ่มาได้เท่าไรกันเชียว?
“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าสิ่งที่แม่ทัพใหญ่พูดก็มีเหตุผล หากเรานั่งดูกลุ่มกบฏยึดเลียงจิ๋วโดยไม่ทำสิ่งใด เกรงว่าต่อจากนี้เลียงจิ๋วจะไม่เป็นของต้าฮั่นเราอีกแล้ว!”
มหาราชครูอ้วนหงุยก้าวไปข้างหน้าและช่วยโฮจิ๋นไว้ได้ทันเวลา
“มหาราชครูอ้วน ข้าเองก็รู้ถึงความสำคัญของเลียงจิ๋ว ทว่ายามนี้ท้องพระคลังว่างเปล่าจริง ๆ แต่ละแคว้นเพิ่งลำเลียงเสบียงมา ภายในระยะเวลาสั้น ๆ นี้ไม่มีทางขนส่งเสบียงได้อีกเป็นแน่”
หวังเหวินรีบร้องทุกข์กับอ้วนหงุย เขาสามารถเพิกเฉยต่อโฮจิ๋นได้ แต่มิอาจเพิกเฉยต่ออ้วนหงุยได้ เพราะหวังเหวินเป็นศิษย์ของตระกูลอ้วน
“เสนาบดีกรมการคลัง ข้ารู้ถึงความยากลำบากของเจ้า เอาอย่างนี้ ข้าจะเป็นอีกแรงหนึ่งให้ต้าฮั่นและเป็นตัวอย่างให้กับขุนนางคนอื่น ๆ ตระกูลอ้วนข้ายินดีมอบเสบียงหนึ่งหมื่นต้านเพื่อสนับสนุนกองทัพ! ”
ทันทีที่อ้วนหงุยพูดเช่นนี้ ขุนนางทุกคนก็เริ่มพากันกระซิบ แต่ฉากนี้กลับทำให้พระเจ้าเลนเต้เหยียดหยามเป็นพิเศษ
ตระกูลอ้วนร่ำรวยขนาดไหน พระเจ้าเลนเต้ใช้หัวแม่เท้าคิดก็ยังรู้ได้
แคว้นกิจิ๋วเป็นแคว้นอันดับหนึ่งในใต้หล้า เมืองยีหลำเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหนึ่งล้านคน ตระกูลอ้วนเจ้าอยู่ในเมืองยีหลำมาหลายปี มีที่ดินทรัพย์สินมากจนทำให้คนทึ่ง
เสบียงหนึ่งล้านต้านอาจเป็นเรื่องยากที่จะรวบรวมในช่วงเวลาสั้น ๆ ทว่าเสบียงสองถึงสามแสนต้านสำหรับตระกูลอ้วนแล้วเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แม้แต่พระเจ้าเลนเต้ยังรู้ว่าในยุ้งฉางของตระกูลอ้วนมีเสบียงมากมาย
“มหาราชครูอ้วนสมกับเป็นผู้นำขุนนางจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าจะใจกว้างเช่นนี้!”
คำว่า ‘ใจกว้าง’ สองคำนี้พระเจ้าเลนเต้เปล่งเสียงเน้นย้ำ ไม่ได้ปิดบังว่าต้องการดูถูกอ้วนหงุยเลยแม้แต่น้อย ทว่าอ้วนหงุยไม่สนใจสักนิด ตรงกันข้าม เขาประสานมือแสดงความอ่อนน้อมออกมา
“เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ในเมื่อแม่ทัพใหญ่กับมหาราชครูเห็นด้วยกับการกรีธาทัพไปซีเป่ย ไยไม่ลองแสดงความเห็นดูหน่อยเล่า เราจะได้เรียนรู้เพิ่มเติมด้วย”
อ้วนหงุยไม่พูดอะไร เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว ให้สิทธิ์การพูดแก่โฮจิ๋น
โฮจิ๋นเข้าใจความหมายของอ้วนหงุยจึงแนะนำแผนการของตัวเองให้กับพระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาท ขุนนางทั่วทั้งราชสำนักต่างรู้ดีว่าแม่ทัพหลังเล่าเจี้ยงเป็นแม่ทัพอันดับหนึ่งของต้าฮั่น ปราบกบฏโพกผ้าเหลือง ทำลายกบฏเสเหลียง หากครั้งก่อนเตียวอุ๋นไม่ก่อเรื่อง เกรงว่าคงไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้นที่เลียงจิ๋ว ตามความเห็นของกระหม่อม มีเพียงให้แม่ทัพหลังเล่าเจี้ยงเป็นผู้บัญชาการนำทัพไปปราบกบฏด้วยตัวเอง! หากแม่ทัพหลังออกโรง เสเหลียงจะไม่กลุ้มใจได้หรือ?”
โฮจิ๋นมองเล่าเจี้ยงด้วยสีหน้าชื่นชม หากไม่ทราบความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่คงต้องคิดว่าเล่าเจี้ยงเป็นคนของโฮจิ๋นแน่!
“มหาราชครู ท่านคิดว่าอย่างไร?”
เมื่อได้ยินพระเจ้าเลนเต้ถามตน อ้วนหงุยก็ยืนยันในคำพูดของโฮจิ๋นทันที
“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นด้วย หากจะปราบกบฏเลียงจิ๋วก็ต้องเป็นแม่ทัพหลังเท่านั้น!”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้า เขาคาดเดาสถานการณ์นี้ไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นจึงกวาดสายตามองไปทางเล่าเจี้ยง
“แม่ทัพหลัง ท่านแม่ทัพกับมหาราชครูต่างแนะนำเจ้า เจ้าว่าความคิดของตนเองออกมาเถิด”
พระเจ้าเลนเต้เส่งสายตาให้เล่าเจี้ยง เล่าเจี้ยงเข้าใจทันทีว่าฝ่าบาทหมายถึงอะไร
“ฝ่าบาท กระหม่อมยินดีที่แม่ทัพใหญ่กับมหาราชครูเห็นความสำคัญของกระหม่อม ทว่ากระหม่อมหวาดกลัวยิ่งนักว่าจะทำให้ฝ่าบาทและขุนนางทุกท่านผิดหวัง”
“อย่างไรก็ตาม การปราบกบฏเลียงจิ๋วเป็นเรื่องของบ้านเมือง ในฐานะเชื้อพระวงศ์ฮั่น อีกทั้งยังเป็นราชบุตรเขยในตอนนี้ กระหม่อมย่อมมิอาจบอกปัด ในเมื่อเรื่องนี้ฝ่าบาทและบรรดาขุนนางให้ความสำคัญ เล่าเจี้ยงย่อมมิกล้าปฏิเสธและจะทำอย่างเต็มกำลังแน่นอน!”
“ทว่าไหมเส้นเดียวไม่เป็นด้าย ต้นไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า ขุนนางทุกท่านคงจะเคยได้ยินมาแล้วว่ากองทหารสังกัดจวนแม่ทัพหลังได้รับความสูญเสียอย่างหนักหลังจากการรบครั้งก่อนที่เมืองเหมยหยาง เหลือคนไม่ถึงห้าพันคนและจวบจนตอนนี้ก็ยังไม่มีกองกำลังมาเสริมแต่อย่างใด”
“สถานการณ์ในเลียงจิ๋วไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แม้กระหม่อมจะมีความสามารถแค่ไหนก็มิอาจชดเชยความต่างของกองกำลังได้ หากจะให้เล่าเจี้ยงผู้นี้กรีธาทัพไปเลียงจิ๋วก็ต้องเติมเต็มเงื่อนไขสามประการต่อไปนี้…”
ทุกคนรวมถึงพระเจ้าเลนเต้ต่างก็จ้องไปที่เล่าเจี้ยงโดยไม่ส่งเสียงสักนิด รอให้เขาเอ่ยเงื่อนไขออกมา
“ประการแรก กระหม่อมต้องการทหารอย่างน้อยสองแสนนายและกระหม่อมต้องเป็นผู้บัญชาการสูงสุด”
“ประการที่สอง กระหม่อมต้องการเวลาอย่างน้อยสองปี นั่นหมายความว่าต้องมีเสบียงและหญ้าอย่างน้อยสองล้านต้าน”
“ประการที่สาม กระหม่อมต้องการอำนาจเด็ดขาดในการพลิกสถานการณ์ เมื่อนักยุทธศาสตร์ทะเลาะกัน ผลแพ้ชนะก็ยากจะคาดเดาได้”
“หากฝ่าบาทยอมรับเงื่อนไขสามประการของกระหม่อม เล่าเจี้ยงผู้นี้ก็จะไม่กังวลอีก ต่อให้รบตายในเลียงจิ๋วก็จะไม่พูดว่าคับแค้นใจอย่างแน่นอน!”