พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 208 จุดอ่อนของค่ายกลกงล้อ
ตอนที่ 208 จุดอ่อนของค่ายกลกงล้อ
เป่ยกงปั่วอวี้ล่าถอยออกไปจนสุดขอบ ห่างจากค่ายกลกงล้อของกองพลทหารม้าหัวหอก ทว่านั่นไม่ได้ทำให้เขาวางใจได้เลย แต่กลับมีเหงื่อกาฬไหลบ่าออกมาแทน
ทหารม้าของกองทัพเสเหลียงล่าถอยไปด้านข้างจนสุดสายตา ไร้ซึ่งทหารม้าคนใดที่กล้าก้าวไปข้างหน้าอีก และด้วยความกลัว เหล่าทหารจึงยังคงถอยหลังไปเรื่อย ๆ จนทำให้เหยียบย่ำกันเอง!
“พี่ใหญ่ ทำอย่างไรดี! หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเราต้องแพ้แน่!”
หัวใจของหลี่เหวินโหวร้อนดั่งไฟ เขาไม่มีแผนรับมือเลยแม้แต่น้อย!
หากครานี้พ่ายแพ้อีกและโดนเล่าเจี้ยงจับตัวไป ย่อมไม่มีเหตุผลให้เอาชีวิตรอด!
เป่ยกงปั่วอวี้ไม่ได้สนใจหลี่เหวินโหว เขายังคงมองดูสนามรบตรงหน้าอย่างตั้งใจเพื่อพยายามหาจุดอ่อนของค่ายกลกงล้อ
น่าเสียดาย แม้ว่าเขาจะจ้องมองเสียจนดวงตาแทบแหลกสลาย แต่ก็มองไม่เห็นช่องโหว่เลยแม้แต่น้อย และด้วยไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรจึงทำได้เพียงเฝ้าดูทหารของตนถูกสังหาร!
“พี่ใหญ่! หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เล่าเจี้ยงจะบุกทะลวงฝ่าวงล้อมของเราไปได้ในไม่ช้า!”
เสียงตะโกนของหลี่เหวินโหวเตือนสติของเป่ยกงปั่วอวี้ให้กลับมา เพราะอีกฝ่ายเอาแต่มุ่งความสนใจไปยังการหาจุดอ่อนในกระบวนทัพจนไม่ทันสังเกตว่ากองทัพของเล่าเจี้ยงทะลวงฆ่ามาถึงด้านหลังแล้ว!
ทหารใต้บังคับบัญชาของเขาหวาดกลัวกระบวนทัพนี้ราวกับกลัวเสือ จึงพากันหลบไปข้างหลังให้จ้าละหวั่น กลัวจนเปิดทางให้ศัตรูเสียด้วยซ้ำ!
สิ่งนี้จะช่วยลดการบาดเจ็บล้มตาย แต่ก็เทียบเท่ากับการนั่งเฉยมองดูเล่าเจี้ยงหนีไป!
เหงื่อของเป่ยกงปั่วอวี้เปียกโชกไปทั่วร่างกายจิตใจ ในยามนี้สับสนวุ่นวายเหมือนด้ายพันกัน!
ไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เล่าเจี้ยงจะหนีออกจากวงล้อมได้ในไม่ช้า ทั้งหมดที่ทำมาก็เท่ากับว่าเปล่าประโยชน์!
ต้องหาหนทางใดสักหนทางหนึ่ง จะปล่อยให้มันหนีไปง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
“เหลียงขุยล่ะ! มิใช่ว่าเขาต้องโจมตีขนาบเล่าเจี้ยงจากด้านหลังหรอกหรือ เหตุใดจึงยังไม่มาอีก ตาบอดไปแล้วหรืออย่างไร? ควันมากมายขนาดนี้ถึงมองไม่เห็น?”
เป่ยกงปั่วอวี้พลันนึกขึ้นมาได้ว่าตนยังมีกำลังเสริมที่ยังมาไม่ถึง จึงรีบตะโกนบอกหลี่เหวินโหว
หลี่เหวินโหวนั้นจนปัญญาอย่างยิ่ง ตอนนี้ถึงเหลียงขุยมาก็ไร้ประโยชน์ ยิ่งไปกว่านี้คือกำลังเสริมจะสามารถออกมาช่วยได้หรือไม่?
“พี่ใหญ่ พวกเหลียงขุยซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาเร้นลับ ทว่าตอนนี้มีไฟลุกโชนอยู่ที่ปากทางเข้าหุบเขา ไหนเลยพวกเขาจะออกมาได้!”
เป่ยกงปั่วอวี้มองไปทางปากหุบเขาพร้อมสีหน้าเดือดดาล
จนถึงตอนนี้ ปากทางเข้าหุบเขายังคงลุกเป็นไฟ! เห็นทีว่าคงไม่อาจพึ่งพาเหลียงขุยได้ไปอีกสักระยะเป็นแน่!
“ฟังคำสั่ง ใครก็ตามที่ถอยอีกจะถูกสังหารทิ้งทันที ทหารทั้งหมดบุกเข้าไป!”
“หากยังล่าถอย นั่นคือรนหาที่ตาย!”
เป่ยกงปั่วอวี้เบียดเสียดตัวเองไปยังแนวหน้า พร้อมฟันทหารที่พยายามถอยออกมาหลายนายโดยพลัน กระตุ้นให้กองทัพเดินอีกครั้ง
“เร็วเข้า! ทั้งหมดบุก! ใครกล้าถอยอีก ข้าจะสังหารเสียเดี๋ยวนี้!”
ความโหดร้ายของเป่ยกงปั่วอวี้นั้นเป็นที่เลื่องลือ เหล่าทหารจึงเชื่ออย่างยิ่งว่าเขาสามารถทำได้ดั่งที่พูด ในยามนี้จึงไม่มีทางอื่นนอกจากพุ่งไปข้างหน้า
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับเกินความคาดหมายของขุนพลและทหารของกองทัพเสเหลียง พลังทำลายล้างของค่ายกลกงล้อของกองทัพฮั่นก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน ทหารที่บุกเข้าไปล้วนถูกเก็บอย่างไร้ปรานี ทว่าความเร็วในการหมุนสับเปลี่ยนและเดินหน้าของค่ายกลกงล้อนั้นช้าลงอย่างเห็นได้ชัด!
และเป่ยกงปั่วอวี้สังเกตเห็นสถานการณ์นี้ จึงเข้าใจถึงจุดอ่อนของค่ายกลทันที!
“ข้ารู้แล้ว! กระบวนทัพนี้กลัวการโดนล้อมจากทุกด้าน”
“เร็ว ทหารทั้งหมด ตีค่ายกลของพวกมันให้แตก!”
เป็นไปดั่งที่เป่ยกงปั่วอวี้คาด เมื่อกองทัพเสเหลียงรุกคืบเข้าไปอีกครั้ง การบาดเจ็บล้มตายก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังทำให้ความเร็วของค่ายกลกงล้อช้าลงกว่าเดิม!
ไทสูจู้ซึ่งอยู่กลางกระบวนทัพใหญ่พลันขมวดคิ้วแน่น แน่นอนว่าเขามองจุดประสงค์ของศัตรูออก นี่เป็นจุดบอดของค่ายกลกงล้อ!
ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของค่ายกลนี้คือความเร็วและความคล่องตัว เช่นเดียวกับการรักษาอานุภาพในการโจมตีให้สูงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงสามารถฟื้นฟูพละกำลังได้อย่างต่อเนื่อง
แต่หากถูกล้อมรอบจากรอบด้าน ความเร็วและความคล่องตัวจะลดลงอย่างมาก จนในที่สุดจะนำไปสู่การถูกบีบให้กระบวนค่ายกลทั้งหมดต้องหยุดลง!
“นายท่าน ทำอย่างไรดี หากเป็นเช่นนี้เราคงยืนหยัดอยู่ได้อีกไม่นาน!”
ไทสูจู้นั้นกังวลเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว หากถูกโจมตีอีกไม่กี่ครั้ง ค่ายกลกงล้อก็จะแตก! เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาจะถูกศัตรูล้อม แม้จะติดปีกก็หนีไม่รอด!
เล่าเจี้ยงไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนลูกน้อง กลับมองไปข้างหน้าแทน
“เราได้ไปถึงแนวหลังของศัตรูแล้ว ในเวลานี้ย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรบพุ่งอย่างสุดกำลังและรอกำลังเสริม!”
“ทัพเสริมของโจวเซิ่นกำลังเดินทางมา ตราบใดที่เรายืนหยัดอดทน จะต้องตีฝ่าทะลวงวงล้อมออกไปได้แน่นอน!”
“จูล่ง จืออี้ ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราแล้ว! จะต้องสั่งสอนบทเรียนจ่ายด้วยเลือดให้กับศัตรูพวกนี้!”
จูล่งไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงกำหอกในมือพร้อมแววตาอันแน่วแน่ ราวกับว่าได้แทงทะลุกองทัพเสเหลียงเข้าไปจนมองเห็นหนทางแล้ว
“นายท่าน อย่างนั้นให้ถอนค่ายกลกงล้อหรือ?”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า จากนั้นยกดาบใหญ่ในมือขึ้น
“เหล่าขุนพลทั้งหลาย พี่น้องร่วมกองพลทหารม้าหัวหอกต่อสู้อย่างห้าวหาญกันมานานถึงเพียงนี้ พวกเราจะมองดูอยู่ที่นี่งั้นหรือ!”
“ในฐานะขุนพลแห่งโอรสสวรรค์ ลูกหลานชาวฮั่น ความห้าวหาญของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”
“ตะโกนออกมา!”
ทหารม้าทั้งหมดชักอาวุธออกมาแล้วยกขึ้นสูง จากนั้นจึงเอ่ยตะโกนเสียงดังก้อง
“เฮ! เฮ! เฮ!”
“เฮ! เฮ! เฮ!”
“เฮ! เฮ! เฮ!”
“ดี! ดีมาก! พวกเจ้าทุกคนเป็นนักรบ! เป็นวีรบุรุษ! ต่อไปบอกข้ามา ว่านักรบและวีรบุรุษควรทำเช่นไร!”
“สู้! สู้! สู้!”
“สู้! สู้! สู้!”
“สู้! สู้! สู้!”
ไม่เพียงแต่ทหารม้าที่อยู่ตรงกลาง แม้แต่ทหารม้าหัวหอกที่กำลังพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรักษาค่ายกลกงล้อเอาไว้ต่างก็ฮึกเหิมขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกขวัญของเล่าเจี้ยง และแผ่จิตสังหารอันน่าตกใจออกมาโดยพลัน!
“นายพลทุกคนฟังคำสั่ง! บุกฝ่าไปแนวหน้ากับข้า! ทำลายกระบวนทัพของศัตรูให้แยกจากกัน!”
“ฆ่า!”
ทันทีที่คำว่าฆ่าจากปากของเล่าเจี้ยงจบลง ค่ายกลกงล้อก็หยุดลงทันที ทหารทั้งหมดของกองพลทหารม้าหัวหอกไม่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันอีกต่อไป แต่กลับเร่งพุ่งตรงเข้าหากองทัพศัตรูตรงหน้าโดยปราศจากความลังเล
“ฆ่า!”
จูล่งและไทสูจู้เอ่ยตะโกนพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะวิ่งฝ่าเข้าไปในกองทัพเสเหลียงในชั่วลมหายใจ!
เล่าเจี้ยงเองก็ไม่ลังเลเช่นกัน แม้ตามหลังทั้งสองช้าไปหนึ่งก้าว แต่ก็รบพุ่งฟันฝ่าอย่างเอาเป็นเอาตาย
ทหารม้าฮั่นระเบิดแรงผลักดันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทหารม้าที่อยู่ข้างหน้าก็ปะทะเข้ากับศัตรูอย่างไม่ขลาดกลัวแม้แต่น้อย
แต่ถึงกระนั้น ความกล้าหาญของผู้บังคับบัญชาและเหล่าขุนพล ความไม่เกรงกลัวความตายของเหล่าทหาร ก็ยังไม่อาจชดเชยความเสียเปรียบข้อใหญ่อย่างเรื่องกำลังพลได้!
เพียงไม่นาน กองทัพฮั่นก็ถูกประกบจากทุกด้าน ทหารม้าที่ไม่ทันได้บุกโจมตีก็ต้องตกลงไปกลางวงล้อม แม้จะรบจนตายก็ไม่สามารถโจมตีได้อีก
‘น่าสังเวช’ กองทัพฮั่นในยามนี้สามารถอธิบายได้ด้วยคำนี้เท่านั้น ทหารม้าทั้งกองทัพตกลงไปในหล่มใหญ่ของกองทัพเสเหลียง!
ทหารม้าของกองทัพฮั่นเป็นฝ่ายพุ่งได้โจมตีเพียงครั้งเดียวในช่วงที่ถอนค่ายกลกงล้อ! หลังจากนั้นไม่มีโอกาสอีก ทั้งยังผันเปลี่ยนไปคล้ายกับการต่อสู้ของทหารเดินเท้า
เล่าเจี้ยงมองดูทหารรอบตัวเขาล้มลงทีละคนโดยไม่สามารถต้านทานอะไรได้ นอกจากแกว่งดาบใหญ่ในมือให้เร็วขึ้น พยายามอย่างเต็มที่เพื่อระบายความเจ็บแค้น!
แม้ว่าจะอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบหมี่*[1] ทว่าการจะฝ่าข้ามไปนั้นกลับยากราวกับการขึ้นสวรรค์!
ตั้งแต่เริ่มโจมตี กองทัพฮั่นได้รับบาดเจ็บไปไม่น้อย ล้มตายไปก็มาก น่าประหลาดใจที่พวกเขาเคลื่อนตัวไปได้ราวสิบหมี่เท่านั้น!
หัวใจของเล่าเจี้ยงร้อนรนดั่งไฟ ตามแผนที่วางไว้ ในเวลานี้โจวเซิ่นน่าจะปรากฏตัวที่ด้านหลังของกองทัพเสเหลียงเพื่อพากองทัพของเขาตีฝ่าออกไปแล้วสิ!
แล้วเหตุใด! เหตุใดกำลังเสริมถึงยังมาไม่ถึงอีก!
ในขณะที่เล่าเจี้ยงส่งเสียงคำรามอยู่ และตกอยู่ในห้วงแห่งความเป็นความตายนั้น กระบี่ก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของเล่าเจี้ยง ก่อนจะฟันลงมาจนเกิดลมพัดแรง!
ม่านตาขอแม่ทัพหลังหดตัวลง เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั่วทั้งร่าง ในใจของเขาพลันอุทานออกมาสองคำ
แย่แล้ว!
[1] 1 หมี่เท่ากับ 1 เมตร