พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 207 ค่ายกลกงล้อแรกปรากฏขึ้นแล้ว
บทที่ 207 ค่ายกลกงล้อแรกปรากฏขึ้นแล้ว
เมื่อเล่าเจี้ยงมาถึงแนวหน้าขบวนทัพก็รักษารูปขบวนไว้ทันที เสียงดังสนั่นด้านข้างดังขึ้น ตามมาด้วยทหารม้าจำนวนนับไม่ถ้วนจู่โจมเข้ามาจากทั้งสองด้านเพื่อขวางทางออกเอาไว้
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ เล่าเจี้ยง เจ้านึกไม่ถึงละสิว่าเจ้าจะมีวันนี้!”
เป่ยกงปั่วอวี้ควบม้าพุ่งตรงเข้ามาขวางเส้นทางแม่ทัพหลัง
“เล่าเจี้ยง เบื้องหน้ามีซุ่มโจมตี เบื้องหลังมีเปลวเพลิง! ข้าจักคอยดูว่าเจ้าจะหนีไปอย่างไร ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
ทันใดนั้นหลี่เหวินโหวนำกองทหารบุกเข้ามาเช่นกัน ทั้งสองคนไม่รีบร้อนโจมตีแต่อย่างใด แต่หยุดลงไม่ไกลจากเล่าเจี้ยงนัก
“แม่ทัพหลัง ข้าทำให้ท่านแม่ทัพผิดหวังแล้ว โปรดยกโทษให้ข้าด้วย”
เล่าเจี้ยงตกตะลึง เผยท่าทีเหนือความคาดหมาย กระทั่งน้ำเสียงยังสั่นเครือ
“เจ้า… เจ้า! เจ้ากล้าหลอกข้า เสียแรงที่ข้าเชื่อใจเจ้า”
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!”
เมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของเล่าเจี้ยง หลี่เหวินโหวรู้สึกเหมือนอาบน้ำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ รู้สึกสบายไปทั้งตัว!
“การศึกไม่หน่ายเล่ห์! หรือแม่ทัพหลังไม่รู้หลักข้อนี้?”*[1]
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงมั่นใจนักว่าข้าจะเชื่อในสิ่งที่เจ้าพูด?”
จู่ ๆ เป่ยกงปั่วอวี้ก็ชี้นิ้วไปทางด้านข้างเล่าเจี้ยง
“เรื่องนี้ต้องขอบคุณแม่ทัพตี่ ฮ่า ๆ ๆ นึกไม่ถึงละสิ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ตี่หยางก็ตกใจมาก เป่ยกงปั่วอวี้เปิดเผยเขาต่อหน้าทุกคน แล้วตนยังจะเหลือทางรอดอะไรอีก
ถูกต้อง ในขณะที่ตี่หยางมองเป่ยกงปั่วอวี้อย่างอ้าปากตาค้าง ดาบใหญ่ของเล่าเจี้ยงก็ตวัดลงมาทางเขา
ฉัวะ!
แม่ทัพหลังยกมือขึ้นตวัดดาบสู่พื้น ไม่มีลังเลแม้แต่น้อย!
ตี่หยางถึงกับไม่ทันได้ตั้งตัว หัวก็หลุดจากบ่าตกลงสู่พื้นไปแล้ว!
“ฮ่า ๆ ๆ ดี! ขอบคุณแม่ทัพหลังที่ช่วยข้าจัดการเจ้าสารเลวนี่ ไม่เช่นนั้นเลือดสกปรกของเขาคงเปื้อนดาบข้า”
เมื่อเป่ยกงปั่วอวี้เห็นดังนั้นกลับไม่โกรธเลยสักนิด ตรงข้ามขอบคุณด้วยรอยยิ้ม
เล่าเจี้ยงเคลื่อนสายตาไปทางด้านหลัง จากนั้นจึงมองเป่ยกงปั่วอวี้
“ข้าตรวจสอบปูมหลังของตี่หยางแล้ว เขาไม่ใช่ชาวเชียงหูของพวกเจ้า อีกอย่างเขาติดตามฮองฮูสงออกรบมาหลายปี แล้วเหตุใดถึงยอมเป็นหมารับใช้พวกเจ้าได้?”
เป่ยกงปั่วอวี้หัวเราะเยาะ แม้รู้ว่าเล่าเจี้ยงกำลังถ่วงเวลาแต่ก็ไม่สนใจ ในความเห็นเขา เล่าเจี้ยงปีกหักอยากจะหลบหนีแล้ว!
“เห็นแก่ที่เจ้าฆ่าตี่หยางให้ข้า ข้าจะทำให้เจ้าได้เป็นผีที่รู้ความ!”
“คนผู้นี้ตามฮองฮูสงออกรบแล้วโดนกองทัพข้าซุ่มโจมตี จนถูกข้าจับกลับไป เดิมทีข้าจะฆ่าทิ้งเสีย แต่ไม่คิดเลยว่าคนผู้นี้จะรักตัวกลัวตาย คุกเข่าขอศิโรราบ ข้าจึงเกิดความคิดให้เขาเป็นไส้ศึกภายใน เพียงแต่ไม่คิดเลยว่าฮองฮูสงจะถูกฮ่องเต้ของพวกเจ้าจับกุมตัวไปแทนเตียวอุ๋นที่โง่เขลายิ่งกว่า ข้าละขำแทบตาย!”
เล่าเจี้ยงยังคงมีท่าทางงงงวย ถามเป่ยกงปั่วอวี้ต่อ
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร หากปล่อยตี่หยางไปแล้ว เขาจะไม่ทรยศอีก”
“หึหึ ข้าให้เขาสังหารทหารฮั่นพันนาย เจ้าว่าเขายังมีทางรอดอีกหรือ?”
แม่ทัพหลังเงียบงัน ไม่คิดเลยว่าแม่ทัพตี่จะทำเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง
“เป็นอย่างไร? ยังมีคำถามอีกหรือไม่ หากไม่มีข้าจะได้ส่งเจ้าไปนรก”
เล่าเจี้ยงไม่พูดอะไร สายตามองไปทางด้านหลังไม่หยุด ในที่สุด ไทสูจู้ก็ก้าวไปข้างหน้าและผงกหัวให้นายท่าน
“แพ้ชนะยังไม่รู้แน่! เป่ยกงปั่วอวี้ หากเจ้าอยากได้หัวข้า ก็ดูที่ความสามารถเจ้าแล้ว!”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเยาะ ก่อนมองลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างกาย
“จืออี้ เอาชนะพวกกบฏแล้วเปิดทางให้กองทัพเราเสีย!”
หลังจากได้รับคำสั่ง ชายร่างสูงใหญ่ก้าวไปอย่างไม่ลังเลพร้อมคำรามออกมา
“กองทหารม้าหัวหอก ประจำที่!”
เห็นทหารม้าทั้งสองด้านของกองทัพฮั่นเริ่มวิ่งมาบรรจบกันฝั่งเดียว และล้อมรอบทหารม้าที่อยู่ตรงกลาง
“ตั้งค่ายกล!”
สิ้นเสียงไทสูจู้ออกคำสั่ง ทหารของกองทหารม้าหัวหอกเริ่มเคลื่อนพลโจมตีเต็มกำลัง
“ฮ่า ๆ ๆ! พี่ชาย เล่าเจี้ยงผู้นี้บ้าไปแล้วหรือไร? ใกล้กันแค่นี้ทหารม้าจะบุกโจมตีได้อย่างไร?”
หลี่เหวินโหวมองเป่ยกงปั่วอวี้พลางหัวเราะเยาะความโง่เขลาของทหารม้ากองทัพฮั่น
ทว่าก็ต้องหุบยิ้มลงฉับพลัน เพราะทหารม้าฮั่นไม่ได้พุ่งตรงไปยังกองทัพซีเหลียง แต่ค่อย ๆ เคลื่อนขบวนหมุนรอบไทสูจู้
“ไม่ใช่ นี่มันเป็นค่ายกล!”
เป่ยกงปั่วอวี้แผดเสียงคำราม ส่งสัญญาณให้หลี่เหวินโหวอย่าประมาท!
ในพริบตานั้นเอง ความเร็วของกองทหารม้าหัวหอกก็ไปถึงจุดสูงสุดแล้ว กระบวนทัพยังแผ่ไปไม่หยุด ระยะห่างก็ขยายออกกว้างเช่นกัน
“โจมตี!”
ครั้นไทสูจู้เห็นค่ายกลเสร็จสมบูรณ์จึงออกคำสั่งโดยไม่ลังเล
กองทหารม้าหัวหอกที่รวมกันเป็นกระบวนทัพใหญ่เริ่มรุกคืบอย่างรวดเร็ว อานุภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าบุกซึ่งหน้าเลย
“ไอ้พวกกบฏ ลิ้มรสความร้ายกาจของค่ายกลกงล้อของข้าเสีย!”
“ค่ายกลกงล้อ?”
เป่ยกงปั่วอวี้ได้ยินเสียงคำรามของไทสูจู้เช่นกัน ทว่าเขาไม่เคยรู้จักค่ายกลนี้เลย จึงหันไปหาหลี่เหวินโหว
“ พี่ใหญ่ ไม่ต้องไปสนค่ายกลกงล้ออะไรนั่น พวกมันบุกเข้ามาแล้ว!”
หลี่เหวินโหวจะมีใจไปคิดถึงมันได้อย่างไร เมื่อค่ายกลของกองทัพฮั่นอยู่ไม่ไกลแล้ว! หากไม่ขยับละก็ พวกเขาสองคนคงโดนตีระนาบก่อนแน่
“เร็วเข้า! บุก! บุกเข้าไป!”
เป่ยกงปั่วอวี้ได้ยินเสียงเตือนของหลี่เหวินโหวถึงได้สติกลับมา จึงออกคำสั่งโจมตีอย่างรวดเร็ว
น่าเสียดายที่มันสายเกินไป ทหารม้าด้านหน้าสุดของค่ายกลกงล้อได้บุกมาถึงเบื้องหน้า
ทหารม้าซีเหลียงเพิ่งเริ่มเคลื่อนไหวก็ถูกบีบให้ต่อสู้กับกองทัพฮั่น ไม่มีโอกาสควบม้าเลยด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามพวกเขาเกือบตกจากหลังม้าเนื่องจากหยุดชะงักกะทันหัน
กลับมามองที่ทหารม้าของกองทหารม้าหัวหอก ตั้งแต่ตั้งค่ายกลก็เริ่มสะสมความเร็วไปทีละน้อย จนตอนนี้มาถึงความเร็วสูงสุดแล้ว!
แม้กองทัพซีเหลียงจะเป็นทหารม้า แต่หากไม่มีการเพิ่มความเร็วก็ไม่ต่างอะไรกับทหารราบ!
แค่สัมผัสเดียว ทหารม้าซีเหลียงถูกฟันตายนับไม่ถ้วน ทหารจำนวนมากถูกฟันจนตกหลังม้า และถูกสหายเบื้องหลังเหยียบย่ำจนตาย
ทหารซีเหลียงเบื้องหน้าสู้จนสิ้นลม ด้านหลังก็โจมตีเข้ามาทันที แต่พวกเขาพบว่าที่เขาปะทะอยู่ตอนนี้ไม่ใช่กองทัพฮั่นเลย
ทหารของกองทหารม้าหัวหอกกำลังหมุนไปในทิศทางเดียวกัน ผลัดกันโจมตีทัพศัตรูเสมือนกงล้อที่หมุนวน!
ด้วยการเพิ่มความเร็วไปเรื่อย ๆ ทหารม้าฮั่นไม่เพียงมีอานุภาพสังหารน่าทึ่งเท่านั้น แต่ยังสามารถโจมตีพร้อมเคลื่อนทัพผ่านไปได้อีกด้วย!
อาศัยความเร็วพุ่งโจมตีศัตรูสร้างความเสียหายร้ายแรง จากนั้นอาศัยความเร็วถอยหนีไปในฉับพลัน!
เนื่องจากข้อจำกัดทางชัยภูมิ ทางกองทัพซีเหลียงมีทหารมากแค่ไหนก็มิอาจเคลื่อนไหวได้ ทำได้แค่ตายไปทีละชุด ๆ เท่านั้น นี่เท่ากับว่าฝ่ายตัวเองใช้คนน้อยสู้คนมากอยู่ตลอด
ทหารม้าฮั่นได้กำลังเสริมและหยุดพักจากการผลัดกันโจมตี ไม่เพียงแต่ฟื้นฟูพลังการต่อสู้ได้ทันเวลาเท่านั้น แต่ยังรักษาระดับการทำลายล้างสูงสุดไว้ด้วย
ทหารม้าทั้งหมดของกองทัพซีเหลียงตกตะลึง! สงครามนี้จะสู้อย่างไร?
พวกเขาได้แต่เฝ้าดูทหารม้าฝั่งตัวเองบุกเข้าไปตายอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กองทัพฮั่นไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย
กองทัพซีเหลียงมีทักษะการขี่ม้าที่ยอดเยี่ยม ทั้งยังกล้าหาญและมีฝีมือฉกาจในการสู้รบ แต่ไม่ว่าทหารจะเก่งแค่ไหน ก็มีอย่างหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง
พวกเขาเป็นคน มีความรู้สึกของมนุษย์!
สามารถสู้จนตัวตายได้ แต่พวกเขาไม่อยากตายเปล่า ไม่อยากเสียสละอย่างไร้ความหมาย!
ทันทีที่กลัวการเสียสละ กลัวความตาย ก็เกรงว่าคงจะควบคุมใจไม่ไหว
ยิ่งไปกว่านั้นความหวาดหวั่นและสิ้นหวังอาจแพร่กระจาย จนปกคลุมไปทั่วกองทัพซีเหลียงอย่างรวดเร็ว
[1] 兵不厌诈 ศึกไม่หน่ายเล่ห์ เป็นปรัชญาของซุนวู ว่าด้วยการทำศึกสงครามย่อมต้องใช้กลอุบายหลอกอีกฝ่ายหนึ่งเป็นธรรมดา